เสียงฟ้าร้องคำรามก้องราวกับฟ้าผ่าลงกลางกบาลเป็นสัญญาณเตือนภัยรอบที่ล้าน แต่ดูเหมือนเจ้ากรรมนายเวรในร่างนักวิจารณ์อาหารหน้านิ่งจะยังไม่สำนึก
"ผมบอกคุณแล้วว่ายางมันซึมตั้งแต่จุดพักรถเมื่อสิบนาทีที่แล้ว คุณกะทิ... แต่คุณดันบอกว่า 'เสียงอะไร มันแค่เสียงแมงกะพรุนเต้นระบำน่าคุณศิลา ขับ ๆ ไปเถอะ' แล้วผลลัพธ์เป็นยังไงครับ? ยางแบนแต๋ กลางป่าลึกตอนหกโมงเย็น ไม่มีสัญญาณมือถือ และฝนกำลังจะถล่มลงมาล้างบางเราให้สิ้นซาก"
ศิลาถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือเรียวสวยที่ปกติมักจะถือส้อมเงินตักทรัฟเฟิล ตอนนี้กลับเปื้อนคราบโคลนสีดำสนิทตั้งแต่ข้อมือจนถึงข้อศอก เสื้อเชิ้ตลินินแบรนด์เนมราคาเหยียบหมื่นเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อผสมละอองฝนปนนิด ๆ ยืนกอดอกมองยางรถยนต์ที่แบนติดล้อด้วยสายตาปลงตกขั้นสุด
"โอ้ย! คุณศิลา จะบ่นเป็นคนแก่ไปได้ไหมคะ—เอ้ย! หมายถึง... จะบ่นเป็นคนแก่ไปได้ทำไมเล่า!" กะทิสะดุ้งรีบเปลี่ยนสรรพนามแทบไม่ทันเมื่อเผลอหลุดปากพูดเสียงสูงใส่คู่กรณี เธอสะบัดเป้สะพายหลังคู่ชีพ ปาดเหงื่อออกจากหน้าผากด้วยหลังมือที่เปื้อนดินไม่แพ้กัน "ใครจะไปรู้ว่าทางลูกรังบ้านี่จะโหดหินเบอร์นี้ แล้วอีกอย่างนะ... ถ้าคุณไม่เอาแต่บ่นเรื่องเบาะรถเปื้อนฝุ่นตั้งแต่ขึ้นรถ ฉันคงมีสมาธิขับมากกว่านี้หรอก!"
ซ่า!
ราวกับฟ้าดินกลั่นแกล้ง เม็ดฝนเม็ดแรกหล่นกระแทกหลังคาปูนเปลือยของกระท่อมร้างริมทาง ก่อนที่หาม Asmara จะเทกระหน่ำลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา ลมพัดกรรโชกแรงจนกะทิต้องร้องกรี๊ดลั่นคว้าแขนเสื้อศิลาไว้แน่นโดยอัตโนมัติ
"วิ่ง!"
ศิลาไม่รอช้า มือข้างหนึ่งคว้ากระเป๋าเป้ของตัวเอง อีกข้างคว้าข้อมือเล็กของกะทิแล้วออกแรงดึงสุดกำลัง ฝ่าสายฝนที่กระหน่ำลงมาเหมือนห่าฝูงธนูพุ่งตรงไปยังกระท่อมไม้เก่าครึ่งปูนครึ่งไม้ที่อยู่ห่างไปไม่ถึงสิบเมตร ประตูไม้ผุ ๆ ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงกระแทก ก่อนที่ทั้งคู่จะเซถลาเข้าไปด้านในท่ามกลางเสียงหอบหายใจรัวเร็ว
แอ๊ด... โครม!
ประตูไม้ปิดสนิท ตัดขาดจากโลกภายนอกที่มืดครึ้มและเปียกปอน เหลือเพียงเสียงฝนที่ซัดสาดกระทบหลังคาสังกะสีดังสนั่นหวั่นไหว
ภายในกระท่อมค่อนข้างคับแคบ มีเพียงโต๊ะไม้เก่า ๆ ตัวหนึ่ง เก้าอี้พนักพิงที่ขาข้างหนึ่งโยกเยก และกลิ่นอับของฝนที่ตีขึ้นจมูก แต่มันคือวิมานบนดินในยามวิกฤตแบบนี้
กะทิทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ บนพื้นซีเมนต์ ยกมือขึ้นกอดตัวเอง ตัวสั่นเทาเล็กน้อยจากความหนาวเย็นที่เริ่มกัดกินผิวเนื้อ เสื้อผ้าเปียกแนบลำตัวจนเห็นสัดส่วนชัดเจน เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามข่มความกลัวและความซวยที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต
พรึบ!
เสื้อแจ็คเก็ตกันน้ำสีเข้มตัวหนาถูกโยคลุมลงบนศีรษะของเธออย่างแรงจนกะทิสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมอง
ศิลายืนค้ำหัวเธออยู่ สีหน้าของเขาเรียบนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาที่ขึ้นฝ้าจาง ๆ ไล่มองตั้งแต่เรือนผมเปียกปอนที่ลู่แนบแก้มใส ไล่ลงมาถึงลำคอระหง และหยุดอยู่ที่เสื้อผ้าเปียกชุ่มของเธอ ชั่วแวบหนึ่ง... แววตาคมคายคู่นั้นไหววูบด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว พร้อมกับถอดแว่นออกมาเช็ดด้วยชายเสื้อที่แห้งที่สุดของตัวเอง
"เปลี่ยนเสื้อผ้าซะครับ" ศิลาพูดเสียงเรียบ หันหลังให้เธอแล้วเดินไปสำรวจมุมห้อง "ในเป้ผมมีเสื้อกันหนาวสำรองที่ยังแห้งอยู่ คุณเอาของผมไปใส่ก่อน เดี๋ยวจะไข้กินตายเสียก่อนจะพาผมไปถึงร้านอาหารร้านต่อไป"
"แล้วคุณล่ะ..." กะทิถามเสียงอ้อมแอ้ม มือเรียวบางดึงเสื้อแจ็คเก็ตของเขาเข้ามาชิดตัว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นสะอาดเฉพาะตัวของศิลาลอยเข้าจมูก ทำเอาหัวใจที่ควรจะเต้นปกติ กลับกระหน่ำรัวยิ่งกว่าเสียงฝนข้างนอก "เสื้อคุณก็เปียกโชกเหมือนกันนะ"
"ผมไม่เป็นไร... ผมอึดกว่าที่คุณคิดเยอะครับคุณบล็อกเกอร์ปากดี" ศิลาตอบโดยไม่หันกลับมามอง เสียงฝีเท้าของเขาก้าวเดินสำรวจรอบห้องแคบ ๆ นั้นเพื่อหาทางรอดอื่น
กะทิกัดริมฝีปากตัวเองเบา ๆ ด้วยความหมั่นไส้ปนความรู้สึกแปลกประหลาดในอก เธอรีบเปลี่ยนเสื้อแจ็คเก็ตเปียกโชกเป็นของเขา ตัวเสื้อโคร่งใหญ่จนคลุมลงมาถึงเข่า กลิ่นอายความเป็นตัวตนของชายหนุ่มโอบล้อมร่างเธอไว้จนอบอุ่นอย่างน่าประหลาด มันไม่ใช่แค่ความอบอุ่นทางกาย แต่ความรู้สึกบางอย่างมันซึมลึกเข้ามาถึงกลางใจแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ เสียงฝนข้างนอกเริ่มซาลงเหลือเพียงละอองฝอย ๆ ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมพื้นที่ในกระท่อมหลังเล็ก มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ดังสลับกันในความมืดสลัว เนื่องจากฟ้าเริ่มปิดและไม่มีไฟฟ้าใช้
กะทิขยับตัวเข้าใกล้กองกระเป๋าเพื่อหาความอบอุ่น แต่จังหวะที่เธอยื่นมือไปหยิบขวดน้ำในเป้ เท้าดันไปสะดุดเข้ากับขาเก้าอี้ที่โยกเยกเข้าอย่างจัง!
"อุ๊ย!"
ร่างบางเสียหลักหงายหลังล่มลงไป ทว่า... แทนที่จะกระแทกพื้นปูนแข็ง ๆ กลับมีวงแขนแกร่งคู่หนึ่งควัดเอวเธอไว้ได้ทันอย่างหวุดหวิด แรงกระชากทำให้ร่างของทั้งคู่ล้มลงไปนอนกองกับพื้น โดยที่กะทินอนทับอยู่บนอกของศิลาเต็มแรง!
ตึกลัก... ตึกลัก... ตึกลัก!
เสียงหัวใจของใครบางคนกำลังเต้นรัวราวกองศึก หรือบางที... อาจจะเป็นเสียงหัวใจของทั้งคู่ที่ดังประสานกันจนแยกไม่ออก
กะทิเบิกตากว้าง ลมหายใจติดขัดเมื่อใบหน้าของเธออยู่ห่างจากใบหน้าคมคายของศิลาเพียงแค่คืบเดียว ดวงตาสีนิลคู่คมของชายหนุ่มมองจ้องลึกลงมาในดวงตาของเธอ มันไม่มีแววตากวนประสาท ไม่มีคำพูดเหน็บแนม มีเพียงประกายความอ่อนโยนล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย่อหยิ่งทระนงมาตลอดทริป
"เอ่อ... คือ... ฉัน..." กะทิพูดติดอ่าง สมองประมวลผลช้าลงอย่างกะทันหัน มือเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนอกแกร่งของเขาพยายามจะดันตัวลุกขึ้น แต่ศิลากลับกระชับวงแขนที่โอบเอวเธอไว้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"คุณนี่นะ..." ศิลาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่า ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของเธอจนกะทิต้องหลับตาปี๋ด้วยความทำอะไรไม่ถูก "ซุ่มซ่าม เก่งแต่ปาก แล้วก็ชอบทำให้ผมเป็นห่วงอยู่เรื่อย..."
"ใคร... ใครทำให้คุณเป็นห่วงกันเล่า!" กะทิเถียงเสียงสั่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก "ปล่อยเลยนะคุณศิลา!"
"ถ้าผมไม่ปล่อยล่ะครับ..." ศิลาไม่เพียงแต่ไม่ปล่อย แต่เขากลับขยับใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหูของเธอ เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาแต่ทรงพลังจนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "ถ้าผมไม่อยากปล่อยมือจากผู้หญิงปากเก่งคนนี้อีกเลย... คุณจะว่ายังไง?"
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นขึ้นอีกครั้งนอกหน้าต่าง แต่ครั้งนี้... มันไม่ได้ทำให้กะทิกลัวเสียงฟ้าผ่าเลยแม้แต่น้อย สมองของเธอขาวโพลน หัวใจเต้นระรัวจนเจ็บหน้าอก คำพูดของศิลาทุบทำลายกำแพงความระแวงทั้งหมดที่เธอสร้างไว้พังทลายลงในพริบตา
ดวงตากลมโตลืมขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง ในความมืดสลัวของกระท่อมร้าง ศิลากำลังมองเธอด้วยสายตาที่จริงจังเกินกว่าจะคิดว่าเป็นมุกกวนประสาท และก่อนที่กะทิจะทันได้เปล่งเสียงปฏิเสธหรือหาข้ออ้างใด ๆ ออกมาแก้เขิน ศิลาก็ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากของเขาสัมผัสเข้ากับมุมปากของเธอแผ่วเบา... สัมผัสอุ่นละมุนที่ทำเอาสติสตางค์ของบล็อกเกอร์สาวสายลุยหลุดลอยหายไปกับสายฝน
"คุณศิลา..." เธอครางชื่อเขาแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ไร้ซึ่งพิษสงใด ๆ หลงเหลืออยู่
แต่ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานซึ้งจนหยดย้อย ศิลากลับชะงักกึก สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความเคลิบเคลิ้มเป็นความตกใจสุดขีดเมื่อเสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ดังขึ้นที่หน้าประตูกระท่อม พร้อมกับแสงไฟฉายส่องกราดเข้ามาผ่านรอยแตกของไม้เก่า!
"เฮ้ย! ในนั้นมีคนอยู่หรือเปล่า หัวหน้าบอกว่าเจอรถจอดเสียอยู่ข้างทาง น่าจะมีคนติดข้างใน!" เสียงตะโกนของชายแปลกหน้าดังขึ้นพร้อมกับมือที่กำลังหมุนลูกบิดประตูไม้ที่กำลังจะถูกเปิดออก!
ศิลาเบิกตากว้างผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ดึงกะทิให้ลุกขึ้นตามมาหลบอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าโดยสัญชาตญาณ ขณะที่ประตูกระท่อมกำลังถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น...
[ตอนจบแบบ CLIFFHANGER HOOK]:
แสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาปะทะใบหน้าของทั้งคู่เต็มตา พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำของชายแปลกหน้าที่ก้าวเข้ามาด้านในเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ศิลาถึงกับหน้าถอดสี "อ้าว... คุณศิลา? ไม่คิดว่าจะมาติดแหงกอยู่กับคู่หมั้นที่หนีงานแต่งมาเที่ยวป่าคนนี้ได้นะเนี่ย!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจสั่นไปกับพวกเขานะครับ!
แบกเป้ท่องโลก
ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก•ตอนที่ 5
จังหวะนรกที่ทำเอาใจสั่น
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!