เสียงโลหะสะท้อนกระทบกับพื้นคอนกรีตเปียกชื้นในตรอกมืดสนิทดังขึ้นราวกับเสียงกรามของสัตว์นักล่าที่กำลังขบเข้าหากัน คีรินเบี่ยงกายหลบคมมีดพับที่พุ่งเข้าใส่ลำคอด้วยสัญชาตญาณ ปลายเสื้อสูทสีเข้มขาดวิ่นจากการเฉี่ยวผ่านของใบมีด แต่ดวงตานัยน์ตาอำพันคู่สวยกลับไม่ได้ฉายแววตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายังคงรักษาความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ราวกับกำลังยืนอยู่กลางห้องรับแขกหรูหรา แทนที่จะเป็นตรอกแคบๆ หลังบาร์ใต้ดินในย่านคนเถื่อนแห่งนี้
"ยินดีต้อนรับสู่เกมรอบใหม่ครับ... คุณพี่ชาย"
เสียงทุ้มต่ำกระซิบเย้าแหย่ดังขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของรวินท์ที่พุ่งทะยานลงมาจากระเบียงชั้นสองราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อ แรงกระแทกจากการพุ่งเข้าปะทะทำให้มือสังหารสวมฮู้ดที่กำลังเงื้อมืดใส่คีรินกระเด็นไปอัดกระแทกกับผนังอิฐมอญเก่าๆ จนฝุ่นคละคลุ้ง รวินท์ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปแม้แต่เสี้ยววินาที เขาทุ่มน้ำหนักตัวกดทับร่างของมือสังหารไว้ด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะใช้สันมือกระแทกเข้าที่ข้อมืออีกข้างจนมีดหลุดร่วงลงพื้นเสียงดังเคร้ง
คีรินยืนมองภาพตรงหน้าด้วยลมหายใจที่สม่ำเสมอ แม้เม็ดเหงื่อจะผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าคมคายและไรผม แต่เขาก็ยังคงจัดระเบียบเนกไทของตนเองอย่างใจเย็น สายตาสีอำพันคมกริบกวาดมองสำรวจรอบกายเพื่อประเมินสถานการณ์ ความเงียบงันของค่ำคืนนี้ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงหอบหายใจต่ำๆ ของรวินท์ที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
"เล่นอะไรพิสดารอีกแล้วนะครับ คุณอดีตหน่วยพิเศษ" คีรินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่เจือแววประชดประชันเล็กน้อยตามวิสัย "ถ้าคุณมาช้ากว่านี้อีกสามวินาที ผมคงต้องเปลี่ยนวิธีเจรจาธุรกิจเป็นอย่างอื่น"
"ถ้าผมไม่มา คุณก็คงควักเอาของเล่นชิ้นนั้นออกมาจัดการมันด้วยตัวเองใช่ไหมล่ะครับ คีริน" รวินท์หันกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว ดวงตาดุดันคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในนัยน์ตาอำพันราวกับต้องการค้นหาความลับที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความสุขุม "คุณชอบทำตัวเป็นเป้าล่อกระสุน เพื่อแลกกับการได้เห็นสีหน้าของคนที่พยายามจะฆ่าคุณสินะครับ"
"ผมทำธุรกิจครับ ไม่ใช่เล่นละครสัตว์" คีรินตอบกลับทันควัน ริมฝีปากหยักยกยิ้มบางเบາที่อีกฝ่ายหมั่นไส้ "และอีกอย่าง... ผมดูแลตัวเองได้ดีกว่าที่คุณคิดเยอะ"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเต็มไปด้วยเคมีอันตรายที่ระอุขึ้นท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ความดุดันดิบเถื่อนของรวินท์ปะทะเข้ากับความเย่อหยิ่งถือดีของคีรินอย่างลงตัว ทว่า ก่อนที่บทสนทนาเชือดเฉือนจะดำเนินไปมากกว่านั้น สายตาสัญชาตญาณสัตว์ป่าของรวินท์ก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ร่วงหล่นอยู่ใกล้กองเศษขยะ
มันคือวัตถุรูปทรงกระบอกขนาดเท่าฝ่ามือ ทำจากโลหะสีดำด้านสนิทที่ไม่มีรอยต่อแม้แต่จุดเดียว พื้นผิวของมันสลักลวดลายเรขาคณิตประหลาดที่ดูคล้ายกับจะขยับได้เองเมื่อโดนแสงไฟสลัวจากหลอดไฟนีออนกะพริบเหนือหัว และที่น่ากลัวที่สุดคือ อากาศรอบๆ วัตถุดังกล่าวบิดเบี้ยวเป็นคลื่นราวกับความร้อนบนถนนยางมะตอย
"ระวัง!" รวินท์คำรามในลำคอ พร้อมกับพุ่งตัวคว้าเอวบางของคีรินแล้วกระชากให้ถอยหลังสุดแรง
แต่ทุกอย่างสายเกินไป นิ้วเรียวยาวของคีรินที่พยายามจะเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาตรวจสอบตามนิสัยนักธุรกิจผู้กระหายข้อมูล ดันปลายนิ้วไปแตะเข้ากับรอยต่อเรขาคณิตนั้นเข้าอย่างจัง
*เปรี๊ยะ!*
เสียงคล้ายกระแสไฟฟ้าแรงสูงระเบิดขึ้นเบาๆ แต่บาดลึกไปถึงโสตประสาท ความเย็นจัดแผ่ซ่านจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นมาถึงต้นแขนในเสี้ยววินาที ร่างกายของคีรินแข็งค้าง ดวงตานัยน์ตาอำพันเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนเจ็บปวด วัตถุต้องห้ามชิ้นนั้นเปล่งแสงสีฟ้าเรืองรองขึ้นมาก่อนจะจมหายเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณข้อมือของคีรินราวกับมันมีชีวิต!
"คีริน!" รวินท์สบถออกมาเสียงดังลั่น เขาคว้าข้อมือของอีกฝ่ายขึ้นมาดูทันที ผิวหนังบริเวณนั้นปรากฏรอยสักเรืองแสงสีฟ้าแปลกประหลาดที่กำลังเต้นตุบๆ เหมือนชีพจรที่สอง
"อึก..." คีรินกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนเขากลืนน้ำลายไม่ลง ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่ามืออีกข้างของเขากลับคว้าเข้าที่ปกเสื้อของรวินท์ไว้แน่นเพื่อยึดเหนี่ยวไม่ให้ตัวเองทรุดลงไปกองกับพื้น
รวินท์ก้มมองรอยสักประหลาดนั้นสลับกับใบหน้าของคนที่อยู่ในอ้อมแขน ความโกรธเกรี้ยวและตื่นตระหนกฉายชัดในแววตา "คุณคิดอะไรอยู่ถึงไปแตะมัน! รู้ไหมว่านั่นมันคืออะไร"
"ผม... ไม่รู้..." คีรินหายใจหอบกระชั้น หน้าผากชื้นเหงื่อแนบชิดกับลาดไหล่กว้างของรวินท์ กลิ่นกายเฉพาะตัวของชายหนุ่มอดีตหน่วยพิเศษผสมกับกลิ่นฝนและควันบุหรี่จางๆ ลอยเข้าจมูก แต่วินาทีนี้ไม่มีอารมณ์มาหวั่นไหว เพราะเสียงบางอย่างกำลังดังขึ้นในหัวของคีริน—เสียงกระซิบจากข้อมูลมหาศาลที่ถูกอัปโหลดเข้าสู่สมองของเขาโดยตรง
รวินท์กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นด้วยความร้อนรน สัญชาตญาณเตือนภัยในหัวร้องเตือนเสียงดังลั่นว่าพวกเขากำลังตกเป็นเป้าหมายของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการ และก่อนที่เขาจะทันได้อุ้มร่างโปร่งนี้หนีออกไปจากจุดเกิดเหตุ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่ปากตรอก พร้อมกับลำแสงไฟฉายสว่างจ้าที่กราดเข้ามา
รวินท์เงยหน้าขึ้นมองตามแสงไฟ ร่างของบุคคลในชุดสูทสีเทาเข้มไร้ใบหน้ายืนเรียงรายปิดทางออกทั้งหมด และตรงกลางนั้น ร่างสูงสง่าของชายผู้สวมหน้ากากเงินครึ่งซีกกำลังก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยียบเย็น
"เจอตัวแล้วล่ะครับ... พยานคนสุดท้ายของเมืองนี้"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมดำดิ่งไปกับความลึกลับนี้นะครับ
ดีลเลอร์นัยน์ตาอำพันกับพยานคนสุดท้ายของเมืองเถื่อน•ตอนที่ 2
วัตถุที่ถูกห้าม
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลเลอร์นัยน์ตาอำพันกับพยานคนสุดท้ายของเมืองเถื่อน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!