"ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว กระสุนนัดนี้จะฝังลงตรงกลางระหว่างคิ้วของคุณพอดี... รวินท์"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความโกลาหลไม่ได้ดังแข่งกับเสียงระเบิดและเสียงกรีดร้องรอบตัว แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะแทรกผ่านประสาทสัมผัสทุกส่วนของผู้ฟังได้อย่างชะงัด คีรินยืนพิงเสาคอนกรีตเปลือยเปล่าของสถานีรถไฟใต้ดินร้างในเขตศูนย์ แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานที่กะพริบถี่ๆ สาดไล้ไปตามกรอบหน้าคมคายและเสื้อโค้ทสีเข้มชุ่มฝุ่นของเขา นัยน์ตาสีอำพันคู่นั้นกวาดมองร่างสูงโปร่งที่หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน รวินท์หอบหายใจเล็กน้อย ร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ เสื้อผ้าขาดวิ่นเผยให้เห็นกล้ามเนื้อสมส่วนและบาดแผลสดๆ ที่ยังคงมีหยดเลือดซึมออกมา
สถานการณ์รอบตัวเวลานี้คือความหายนะย่อมๆ เขตศูนย์กำลังลุกเป็นไฟจากการปะทะกันระหว่างแก๊งใต้ดินกับกองกำลังรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติ เสียงไซเรนโหยหวนดังสะท้อนก้องไปทั่วอุโมงค์คอนกรีต กลิ่นดินปืนและควันพิษลอยคละคลุ้งจนแสบจมูก แต่ทว่าระยะห่างเพียงไม่ถึงสามก้าวระหว่างผู้ชายสองคนนี้กลับราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
รวินท์ไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อปากกระบอกปืนที่จ่อตรงมายังอกของตนเองเลยแม้แต่น้อย อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและดื้อรั้น สัญชาตญาณดิบเถื่อนฉายชัดอยู่ในแววตาคู่คมที่จ้องมองกลับมาอย่างไม่ลดละ
"ใจเย็นน่า คีริน" รวินท์เอ่ยเสียงพร่า พรางขยับตัวเข้าหาอีกฝ่ายทีละนิดอย่างจงใจ "ปืนในมือคุณน่ะ มันมีกระสุนจริงสักกี่นัดกันเชียว หรือว่าเอาไว้ขู่เด็กเล่นแก้เหงาในยามบ้านเมืองแตกสาแหรกขาดแบบนี้ล่ะครับ"
"คุณประเมินผมต่ำไปหน่อยนะ รวินท์" คีรินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีอำพันหรี่แคบลงอย่างอันตราย นิ้วชี้ที่วางอยู่บนไกปืนไม่ได้สั่นเทาเลยแม้แต่น้อย "คนอย่างผมไม่เคยพกอาไว้ประดับบารมี และถ้าคุณยังดื้อดึงจะเข้ามาขุดคุ้ยเรื่องของผมต่อ คุณจะได้รู้ว่ากระสุนนัดนี้ของผมมันทำงานได้รวดเร็วกว่าที่คุณคิดแน่นอน"
คีรินไม่ชอบความวุ่นวาย และยิ่งเกลียดการถูกไล่ล่า แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในเวลานี้ คือสายตาคู่นั้นของรวินท์ สายตาที่เหมือนจะมองทะลุปรุโปร่งเข้าไปถึงปมความสูญเสียในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมันเอาไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจ ความลับที่เขาต้องแลกมาด้วยเลือดและคราบน้ำตา กำลังถูกผู้ชายคนนี้เข้ามาท้าทายทีละนิดด้วยความสัตย์จริง
รวินท์ก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว ร่นระยะห่างจนปลายกระบอกปืนเกือบจะแนบชิดกับอกเสื้อของตนเอง ความบ้าบิ่นนี้ทำให้คีรินต้องเป็นฝ่ายผะหนีบสายตากลับด้วยความประหลาดใจระคนฉุนเฉียว กลิ่นอายเหงื่อไคลผสมกับกลิ่นเลือดจางๆ จากตัวของรวินท์ลอยเข้ามารบกวนประสาทการรับรู้ มันไม่ใช่กลิ่นที่น่ารังเกียจ กลับกัน... มันปลุกเร้าสัญชาตญาณบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ให้ออกมาอาละวาด
"ยิงสิครับ" รวินท์ท้าทาย ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาสีอำพันของดีลเลอร์หนุ่มอย่างไร้ความเกรงกลัว "ถ้าการฆ่าผมมันทำให้คุณปิดปากพยานคนสุดท้ายของเมืองเถื่อนนี้ได้... ก็เหนี่ยวไกเลย คีริน"
ระยะประชิดนี้ทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งคู่ปะปนกันท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม คีรินขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เคมีอันตรายระหว่างพวกเขาทั้งสองคนพุ่งทะยานจนแทบจะสัมผัสได้ ร่างสูงโปร่งของรวินท์โน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนหน้าอกแกร่งแทบจะแนบชิดกับปลายกระบอกปืน ความอวดดีและดื้อรั้นในแววตานั้นช่างน่าหมั่นไส้... แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ดึงดูดสายตาของคีรินให้อยู่หมัดอย่างน่าประหลาด
"คุณนี่มัน... รั้นไม่เข้าเรื่องจริงๆ" คีรินเค้นเสียงลอดไรฟัน ยอมลดปืนลงเล็กน้อยด้วยความจำยอมอย่างเสียไม่ได้ แต่ทว่าจังหวะนั้นเอง มือแกร่งของรวินท์ก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของเขาเอาไว้ด้วยความเร็วระดับสัตว์ป่า กระชากร่างของดีลเลอร์หนุ่มเข้าหาตัวอย่างแรงจนแผ่นหลังของคีรินแทบจะกระแทกติดกับเสาคอนกรีต
"ผมไม่ได้รั้น คีริน" รวินท์กระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าระคายหูแต่กลับสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ "ผมแค่อยากรู้ความจริง... ว่าทำไมดีลเลอร์ผู้เยือกเย็นอย่างคุณ ถึงได้ยอมเอาชีวิตมาเสี่ยงในเขตนรกนี่เพื่อปกป้องไฟล์ข้อมูลนั้นกันแน่"
หัวใจของคีรินกระตุกวูบไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นร้อนจากมือของอีกฝ่ายที่ตรึงข้อมือเขาไว้แน่น และระยะห่างที่ใกล้จนเกินความจำเป็น ร่างกายของพวกเขาสัมผัสกันจนรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วไม่แพ้กัน กลิ่นอายความอันตรายแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก้ำกึ่งระหว่างความเกลียดชังและความหลงใหลเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาอย่างเงียบเชียบ
ดวงตาสีอำพันสบเข้ากับนัยน์ตาดุดันคู่นั้นในระยะประชิด ริมฝีปากหยักลึกของคีรินขยับเตรียมจะเอ่ยคำพูดเชือดเฉือนเพื่อทวงคืนความเหนือกว่า แต่ก่อนที่เขาจะได้สวนกลับอะไรออกไป เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากปากทางเข้าอุโมงค์ พร้อมกับแสงไฟฉายกราดส่องเข้ามาสว่างจ้า
"เจอเป้าหมายแล้ว! อยู่ตรงเสานั่น! ล้อมพวกมันไว้ อย่าให้หนีรอดไปได้!"
เสียงตะโกนก้องของหน่วยจู่โจมปริศนาดังขึ้นทำลายความเงียบงัน รวินท์ชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ผละออกจากกัน ร่างของเงาดำร่างหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากความมืดด้านหลัง พร้อมกับเสียงปลดสลักระเบิดควันดังขึ้นกริ๊ก!
คันเบ็ดแห่งความซวยมาเยือนเร็วกว่าที่คิด ควันสีขาวพวยพุ่งตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทาง ท่ามกลางความชุลมุนและเสียงตะโกนโกลาหล มือของใครบางคนก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของคีรินแล้วกระชากให้วิ่งตามเข้าไปในทางลับหลังเสาคอนกรีต รวินท์สบถเบาๆ ก่อนจะพุ่งตามแรงดึงนั้นไปติดๆ
และในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่ประตูกลเหล็กหนาจะปิดล็อกลงจากด้านใน แสงไฟฉายสว่างวาบก็สาดส่องกระทบเข้ากับใบหน้าของบุคคลที่สามที่ยืนดักรออยู่เบื้องหน้า... คนที่คีรินไม่มีวันคาดคิดว่าจะได้เจอในสถานที่แห่งนี้
"ยินดีต้อนรับสู่เกมรอบใหม่ครับ... คุณพี่ชาย"
ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
ดีลเลอร์นัยน์ตาอำพันกับพยานคนสุดท้ายของเมืองเถื่อน•ตอนที่ 1
จุดนัดพบในเขตศูนย์
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลเลอร์นัยน์ตาอำพันกับพยานคนสุดท้ายของเมืองเถื่อน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!