เศษกระจกนิรภัยที่ร่วงกราวลงมาบนพื้นไม้เก่า ส่งเสียงกรอบแกรบราวกับเสียงเหยียบย่ำลงบนเศษแก้วแห่งความตาย กลิ่นดินปืนจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝุ่นในห้องทำงานคับแคบ รวินท์ไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปกับความตกใจ มือแกร่งกระชากต้นแขนของคีรินให้หมุนตามแรงเหวี่ยง ร่างของทั้งคู่ล้มกลิ้งไปกระแทกกับชั้นวางแฟ้มเอกสารจนฝุ่นตลบอบอวล
กระสุนนัดที่สองตามติดมาติดๆ เจาะทะลุผ่านกรอบหน้าต่างไม้สักลงฝังแน่นในผนังปูนด้านหลังด้วยแรงปะทะมหาศาล
"หมอบต่ำไว้ครับคุณรวินท์!" คีรินเอ่ยเสียงเข้ม ดวงตานัยน์ตาอำพันภายใต้กรอบแว่นสายตาคมกริบไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะเฉียดตายแค่ไหน ลมหายใจของเขาผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ผิดกับอัตราการเต้นของหัวใจที่กำลังประท้วงรุนแรง ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวกระสุนจากมือปืนปริศนา แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างเขากับร่างหนาของอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษที่กำลังทาบทับอยู่เหนือร่างของเขาในเวลานี้
รวินท์ใช้แขนข้างหนึ่งยันพื้นไว้เพื่อไม่ให้ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนตัวอีกฝ่าย ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึง ดวงตาสีเข้มฉายแววสัญชาตญาณนักล่าที่ตื่นตัวเต็มพิกัด เขากวาดสายตาสำรวจรอบห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มลงมองคนใต้ร่างที่ยังคงถือวิสกี้แก้วเก่าในมือไว้แน่น ราวกับว่าของเหลวสีอำพันในแก้วนั้นมีค่ามากกว่าชีวิต
"ดูเหมือนว่าจะมีคนไม่อยากให้เราตามหาที่มาของวัตถุชิ้นนั้นสินะครับ ดีลเลอร์" รวินท์กระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าเจือความเย้าหยวนนิดๆ ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด "หรือว่าคุณไปอมพะนำความลับอะไรไว้ แล้วลืมบอกผมกันแน่"
"ผมไม่เคยมีความลับกับลูกค้า... โดยเฉพาะกับคนที่กำลังนอนทับผมอยู่แบบนี้ กรุณาขยับออกไปหน่อยครับ น้ำหนักของคุณไม่ได้เบาเลยสักนิด" คีรินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเฉคมที่พร้อมเชือดเฉือน แม้ว่าใบหูขาวจัดเริ่มขึ้นสีแดงเรื่ออย่างปิดไม่มิด
รวินท์กระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาพราวระยับด้วยความสนุกสนานที่ได้เห็นคนปากแข็งเสียอาการ เขายอมผุกรุกถอยร่างออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้คีรินดันตัวลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าอย่างใจเย็น ทว่าสายตายังคงไม่ละไปจากรอยกระสุนที่ผนัง
เหตุการณ์เมื่อครู่ยืนยันสมมติฐานของพวกเขาได้อย่างชัดเจน วัตถุแปลกปลอมที่คีรินได้มาจากตลาดมืดเมื่อวานนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สินค้าผิดกฎหมายธรรมดา แต่มันคือ "ชนวน" ที่กำลังดึงพวกเขาก้าวเข้าสู่เกมล่าอันตรายที่เดิมพันด้วยชีวิต
"กระสุนเมื่อกี้... เป็นขนาด 9 มิลลิเมตรแบบปรับแต่งพิเศษ ปลอกกระสุนน่าจะตกอยู่แถวตึกร้างฝั่งตรงข้าม" รวินท์วิเคราะห์เสียงเบา พรางก้าวเข้าไปประชิดตัวคีรินเพื่อสำรวจว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ มือใหญ่ถือวิสัชนาด้วยการปัดเศษกระจกที่ติดอยู่ตามไหล่บางอย่างเบามือ
คีรินชะงักไปเล็กน้อยกับสัมผัสที่แฝงความอ่อนโยนอย่างไม่ทันตั้งตัว เขากลืนน้ำลงคออึกใหญ่ ก่อนจะเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น
"ไม่ต้องมาทำเป็นห่วงผมหครับ เก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ใช้ตอนที่เราต้องไปเยือนถิ่นของ 'มานพ' ดีกว่าครับ" คีรินพูดเปลี่ยนเรื่อง พรางเดินไปหยิบเสื้อโค้ทสีเข้มขึ้นมาสวมทับเพื่ออำพรางอาวุธพกที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า "ถ้าเราอยากรู้ว่าวัตถุปริศนานั่นมาจากไหน เราต้องใช้คอนเนคชั่นสายมืดของผม และผมหวังว่าคุณจะยิงแม่นพอกับปากที่คุณใช้พูดนะครับ รวินท์"
รวินท์หัวเราะในลำคออย่างชอบใจ "เรื่องยิงปืนไว้ใจผมได้ครับ แต่เรื่องกวนประสานคุณ... ผมถนัดกว่าเยอะ"
การเดินทางสู่ใจกลางเมืองเถื่อนในยามวิกาลเริ่มต้นขึ้นโดยไม่มีการพูดพร่ำทำเพลง รถกระบะเก่าคร่ำคร่าสีดำสนิทพุ่งทะยานผ่านตรอกซอกซอยที่มืดมิด ไร้ซึ่งแสงไฟจากเสาไฟฟ้าริมทาง บรรยากาศภายในห้องโดยสารอวลไปด้วยความเงียบงันที่มีบทสนทนาทางสายตาคอยทำหน้าที่แทนคำพูด
คีรินทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง พานรวินท์ลัดเลาะเข้าสู่โกดังเก็บสินค้าเก่าริมท่าเรือร้าง ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของแก๊งค้าของเถื่อนรายใหญ่ที่สุดในเมือง ภายใต้หน้ากากของพ่อค้าผู้สุภาพเรียบร้อย คีรินในยามนี้กลับแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาอย่างเงียบเชียบ ดวงตานัยน์ตาอำพันหรี่ลงเมื่อเห็นลูกน้องของมานพยืนเฝ้าหน้าประตูกลอนเหล็กหนา
"จำกฎของเราได้ใช่ไหมครับ?" คีรินกระซิบเบาๆ ขณะที่รถจอดสนิทในมุมมืด "ผมเจรจา คุณคุมเชิง และห้ามยิงก่อนจนกว่าผมจะให้สัญญาณ"
"ตามบัญชาครับท่านดีลเลอร์" รวินท์ตอบรับด้วยรอยยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบกวาดมองความเคลื่อนไหวรอบด้านอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองก้าวลงจากรถพร้อมกัน ร่างสูงโปร่งของคีรินในชุดโค้ทตัวยาวให้ความรู้สึกราวกับยมทูตผู้สง่างาม ขณะที่รวินท์เดินตามประกบติดในระยะประชิด คอยระวังหลังให้ราวกับเงาตามตัว เคมีอันตรายระหว่างความสุขุมเยือกเย็นและความดุดันดิบเถื่อนหลอมรวมกันอย่างลงตัว ท่ามกลางลมทะเลที่พัดโชยกลิ่นไอความเกลือและคาวเลือด
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตอโกดัง แสงไฟสลัวจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ที่กะพริบติดๆ ดับๆ เผยให้เห็นชายฉกรรจ์นับสิบชีวิตหันมามองเป็นตาเดียว มานพ เจ้าพ่อตลาดมืดผู้มีแผลเป็นลากยาวตั้งแต่ขมับถึงลำคอ นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังขาดๆ พร้อมรอยยิ้มเยาะ
"โอ้... ลมอะไรหอบดีลเลอร์มือหนึ่งอย่างคุณมาถึงที่นี่ได้ล่ะ คีริน" มานพเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "แถมยังพาหมาป่าหลงฝูงมาด้วยตัวหนึ่ง ดูท่าทางของเล่นชิ้นนั้นจะทำให้พวกนายเดือดร้อนไม่น้อยเลยสินะ"
คีรินยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยสักนิด ก้าวเข้าไปยืนเผชิญหน้าท่ามกลางวงล้อมของศัตรูอย่างไม่เกรงกลัว "ผมไม่ได้มาเพื่อต่อรองเรื่องสินค้าเก่าๆ ครับมานพ แต่ผมมาเพื่อถามว่า... ใครเป็นคนสั่งให้แกส่งวัตถุชิ้นนั้นมาให้ผมตั้งแต่แรก"
มานพหัวเราะลั่นโกดัง เสียงหัวเราะแหบพร่าบาดหู ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าจะหายวับไป กลายเป็นความเหี้ยมเกรียมในพริบตา "แกคิดว่าแกมีสิทธิ์มาถามหาคำตอบจากฉันในถิ่นนี้รึไง?"
สิ้นคำสั่งของมานพ ชายฉกรรจ์รอบด้านต่างชักอาวุธปืนขึ้นเล็งมาที่คีรินและรวินท์ทันที บรรยากาศในโกดังตึงเครียดถึงขีดสุด นิ้วของรวินท์แตะอยู่ที่ด้ามปืนพกใต้เสื้อแจ็คเก็ตพร้อมเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อ ทว่าก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายกลายเป็นฉากนองเลือด คีรินกลับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้าม พร้อมกับเอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
"ก่อนที่พวกแกจะลั่นไก... ฉันแนะนำให้ดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือของแกซะก่อนนะมานพ"
มานพขมวดคิ้วด้วยความฉงน แต่ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ทันทีที่หน้าจอแสดงข้อความแจ้งเตือนจากระบบบัญชีลับที่ถูกแฮก สีหน้าของเจ้าพ่อตลาดมืดก็ซีดเผือดลงในเสี้ยววินาที เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้า
"แก... แกทำอะไรกับบัญชีของฉัน!" มานพตวาดลั่น เสียงสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก
คีรินยิ้มหวานหยาดเยิ้ม รอยยิ้มที่แฝงด้วยความร้ายกาจอย่างถึงที่สุด "ผมก็แค่ย้ายเงินทั้งหมดของแกไปอยู่ในบัญชีการกุศล... และถ้าแกยังไม่ยอมบอกความจริงภายในสามวินาทีนี้ บัญชีของลูกน้องทุกคนในที่นี้ก็จะถูกล้างเกลี้ยงเช่นกัน"
รวินท์ยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกทึ่งแกแกมทึ่งในความเจ้าเล่ห์ของคนข้างกาย หัวใจกระหน่ำเต้นแรงด้วยความเร้าใจ ผู้ชายคนนี้อันตราย... และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกคลั่งไคล้อีกฝ่ายจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้
มานพกัดฟันกรอดด้วยความแค้น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว เขายอมจำนนต่ออำนาจเงินและข้อมูลในมือของคีริน ค่อยๆ อ้าปากเพื่อเอ่ยชื่อของผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด
"ไอ้คนที่สั่งให้ส่งของชิ้นนั้น... มันไม่ใช่คนในเมืองนี้..." มานพหอบหายใจหนักหน่วง "แต่มันคือ... คนจากองค์กรที่คุณตามหามาตลอดสามปี... 'เงือกดำ'"
คีรินชะงักกึก ร่างเพรียวแข็งทื่อไปชั่วขณะ นัยน์ตานัยน์ตาอำพันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจอย่างปิดไม่มิด ชื่อนั้น... ชื่อที่เขาฝังไว้ในอดีตอันเจ็บปวดกำลังวนกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความจริงกำลังจะหลุดออกมาจากปากของมานพนั้นเอง
*ปัง!*
เสียงปืนเก็บเสียงดังสนั่นขึ้นจากมุมมืดด้านบนชั้นลอยของโกดัง กระสุนนัดเดียวเจาะทะลุกะโหลกของมานพจนล้มฟุ้งลงไปนอนจมกองเลือดอย่างไร้เสียงกรีดร้อง ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในที่เกิดเหตุ
รวินท์พุ่งตัวเข้าชาร์จคีริน กดร่างของอีกฝ่ายให้ล้มลงหลบวิถีกระสุนที่ตามมาอย่างไร้ความปรานี ท่ามกลางความชุลมุนที่เกิดขึ้น คีรินซุกใบหน้าลงกับอกแกร่งของรวินท์ ลมหายใจสะดุดกึกด้วยความตกใจ
ก่อนที่รวินท์จะทันได้เงยหน้าขึ้นมองหาทิศทางของมือปืนซุ่มยิง แสงไฟฉายสว่างจ้าก็สาดส่องลงมาจากเบื้องบน พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ก้าวออกมาจากเงาดำ ค่อยๆ เดินลงมาจากบันไดเหล็กทีละก้าวอย่างใจเย็น
น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ทำลายทุกความหวังของคีรินในพริบตา
"ไม่ต้องหาหรอกครับคุณคีริน... เพราะคนที่คุณตามหา ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความระทึกขวัญครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
ดีลเลอร์นัยน์ตาอำพันกับพยานคนสุดท้ายของเมืองเถื่อน•ตอนที่ 4
รอยร้าวในเกมล่า
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลเลอร์นัยน์ตาอำพันกับพยานคนสุดท้ายของเมืองเถื่อน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!