กลิ่นอับของฟองน้ำกันเสียงและคราบกาวร้อนบนพื้นพรมหลังเวทีคอนเสิร์ตฮอลล์ขนาดใหญ่ ชวนให้รู้สึกอึดอัดเสียยิ่งกว่าห้องสอบสวนในสถานีตำรวจ ทว่าสิ่งที่ทำให้กรณ์ต้องกลั้นหายใจไม่ใช่บรรยากาศชื้นแฉะนี้ หากเป็นประโยคหลอนหูที่ยังคงก้องกังวานจากตอนที่แล้ว—*“ยินดีต้อนรับสู่บทเพลงสุดท้าย... ด้านหลังของคุณน่ะ มีใครยืนอยู่หรือเปล่าคะ?”*
“อย่าหันหลังไปทันทีค่ะ” เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เฉียบขาดดังขึ้นจากด้านข้าง อาจารย์เนตรในชุดเสื้อฮู้ดสีดำตัวโคร่งอำพรางรูปร่าง พร้อมบัตรทีมงานฝ่ายเทคนิคห้อยคอขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ ของชาสมุนไพรจีน มือเรียวภายใต้ถุงมือผ้าสีดำแกล้งทำทีเป็นจัดสายเคเบิลม้วนใหญ่บนรถเข็น แต่ดวงตาสีดำสนิทภายใต้ปีกหมวกแก๊ปกลับกวาดมองเงาดำทอดยาวบนผนังปูนเปลือยอย่างพินิจพิเคราะห์
กรณ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในฐานะไอดอลหนุ่มที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ความสดใสบนหน้าจอ เขาย่อมไม่เคยคิดเลยว่าเบื้องหลังความสำเร็จของวงการเพลง จะมีกลิ่นอายของไสยเวทมืดมนและพลังงานด้านลบที่หนาแน่นเสียยิ่งกว่าค2รฝึกซ้อมเต้นสิบชั่วโมงติดต่อกัน
“ผมไม่ได้หันครับ... เอ๊ย ไม่ได้หันนะคะ... หมายถึง ผมระวังตัวอยู่ค่ะอาจารย์” กรณ์แก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้สรรพนามหลุดปากออกไปตามความคุ้นชิน สมองอันรวดเร็วของเขาประมวลผลระบบไพ่ทาโรต์ที่กำลังสั่นระริกอยู่ในห้วงจิตสำนึก หน้าจอโฮโลแกรมใสสีทองจางๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าเฉพาะเขาเท่านั้น
[ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบคลื่นความถี่เสียงความมืดระดับ 4 (Dark Frequency Wave)]
[ภารกิจเฉพาะกิจ: ค้นหาจุดกำเนิดเสียงร้องต้องสาปเบื้องหลังเวที ก่อนการแสดงรอบสุดท้ายจะเริ่มต้นในอีก 45 นาที]
[บทลงโทษหากล้มเหลว: สูญเสียพลังเสียง 50% เป็นเวลา 7 วัน และความทรงจำเกี่ยวกับแฟนคลับกลุ่มแรกจะเลือนหาย]
“สี่สิบห้า” กรณ์พึมพำกับตัวเองเบื้องล่างริมฝีปาก “เวลาเหลือน้อยกว่าที่คิดนะคะเนี่ย”
“ตั้งสติหน่อยค่ะกรณ์” อาจารย์เนตรสะกิดศอกเบาๆ แต่แรงพอจะเรียกสมาธิให้กลับคืนมา “พลังงานตรงนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยมนต์ดำทั่วไป แต่มันคือ ‘พิธีกรรมบูชาด้วยเสียง’ เสียงเพลงที่ถูกบันทึกด้วยความอิจฉาริษยาและหยาดน้ำตาของเด็กฝึกที่ถูกคัดออก ถูกนำมาผสมคลุกเคล้ากับคลื่นความถี่ต่ำที่ทำลายระบบประสาท”
นิ้วมือเรียวกรีดลงบนสำรับไพ่ญาณทิพย์ที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อฮู้ด ไพ่ใบหนึ่งส่องแสงเรืองรองสีครามลอดผ่านเนื้อผ้าออกมาวูบหนึ่ง ก่อนที่อาจารย์สาวจะหยิบมันขึ้นมาถือไว้โดยไม่ให้ทีมงานตัวจริงที่เดินผ่านไปมาสังเกตเห็น
“ไพ่ ‘The High Priestess’ ตำแหน่งกลับหัว...” อาจารย์เนตรพفมพำ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยเมื่ออ่านความหมายจากหน้าไพ่ “ความลับที่ถูกปิดตาย ความมืดมิดเบื้องหลังม่านกำมะหยี่... มีคนในกำลังเล่นของสูงเพื่อแลกกับตำแหน่งเซ็นเตอร์ของวงค่ะ”
กรณ์หูผึ่ง ดวงตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาคนฉลาดรอบคอบที่ชอบวิเคราะห์ “คนในเหรอครับ... เอ๊ย คนในเหรอคะ? หมายถึง หนึ่งในเมมเบอร์วง ‘Eclipse’ ที่กำลังดังระเบิดอยู่ในตอนนี้อย่างนั้นเหรอคะ”
“ไม่ใช่แค่คนในธรรมดาค่ะ แต่เป็นคนที่คุณเพิ่งชนไหล่ไปเมื่อตอนซ้อมใหญ่เมื่อกี้ต่างหาก”
คำพูดของอาจารย์เนตรทำให้ภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายย้อนกลับมาในหัว กรณ์จำได้แม่นยำ ร่างโปร่งบางของ ‘ริว’ เมมเบอร์ยอดนิยมอันดับหนึ่งที่มีรอยยิ้มหวานราวน้ำตาลแต่แววตากลับว่างเปล่าไร้ประกายชีวิต ริวเดินชนไหล่เขาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่น่าขนลุก พร้อมกับกลิ่นอายประหลาดที่คล้ายกับดอกไม้เน่าในแจกันเก่า
ในขณะที่ทั้งสองกำลังก้าวเดินลึกเข้าไปในโซนห้องแต่งตัวส่วนตัวของศิลปิน เสียงดนตรีซาวด์เช็กจังหวะหนักหน่วงก็ดังกระหึ่มสะเทือนพื้นคอนกรีต แรงสั่นสะเทือนนั้นไม่ได้มาจากลำโพงธรรมดา แต่มันมีคลื่นพลังงานไสยศาสตร์แฝงมาด้วยจนทำให้ขนแขนของกรณ์ลุกชัน
“ระวังทางขวาค่ะ!”
อาจารย์เนตรคว้าแขนของกรณ์แล้วดึงเข้าหาตัวอย่างแรง ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แร็คเหล็กขนาดใหญ่ที่แขวนชุดสูทเพชรสำหรับใส่ขึ้นแสดงนاتก็ล้มครืนลงมาฟาดกับพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เศษกระจกจากหลอดไฟฟิวส์ระเบิดแตกกระจายเฉียดปลายจมูกของไอดอลหนุ่มไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร
ฝุ่นละอองคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ กรณ์หอบหายใจถี่กระชั้น หัวใจเต้นโครมครามด้วยความตกใจ แต่ในขณะเดียวกัน ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมก็สังเกตเห็นบางสิ่ง ท่ามกลางเศษซากเหล็กและเสื้อผ้าหรูหรา มีแผ่นกระดาษยันต์สีดำสนิทเขียนอักขระโบราณด้วยหมึกสีแดงฉานตกอยู่ มันกำลังส่งควันสีเทาจางๆ ออกมาอย่างน่ากลัว
“นี่มัน... ยันต์สะกดวิญญาณสไตล์ญี่ปุ่นผสมมนต์เขมรนี่คะ” กรณ์ย่อตัวลงใช้ปลายปากกาเคอร์เซอร์เขี่ยแผ่นกระดาษนั้นอย่างระมัดระวัง “คนทำต้องมีความรู้ลึกซึ้งมากแน่ๆ และที่สำคัญ...”
เขายกมือขึ้นสัมผัสหูฟังไร้สายขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกับระบบไพ่ทาโรต์
“ระบบกำลังบอกว่า พลังงานนี้เชื่อมโยงกับห้องแต่งตัวหมายเลข 7 ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของริวค่ะอาจารย์”
อาจารย์เนตรไม่ได้ตอบคำถามทันที นางกวาดสายตามองไปรอบๆ โถงทางเดินมืดสลัวที่ตอนนี้ไร้ผู้คน เนื่องจากทีมงานทุกคนถูกดึงตัวไปช่วยงานหน้าเวทีหมดแล้ว ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหยดน้ำจากท่อแอร์ด้านบน
“เราจะเข้าไปพิสูจน์กันค่ะ” อาจารย์เนตรกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่มั่นคง นางหยิบไพ่ทาโรต์อีกสองใบขึ้นมาคีบไว้ระหว่างนิ้วมือ “แต่ก่อนจะเปิดประตูบานนั้น... คุณต้องเตรียมใจไว้ให้ดีนะคะกรณ์ เพราะสิ่งที่คุณจะได้เห็นข้างใน อาจไม่ใช่เพื่อนร่วมวงคนเดิมที่คุณรู้จักอีกต่อไป”
กรณ์สูดหายใจเข้าลึก and พยักหน้ารับอย่างเด็ดเดี่ยว รอยยิ้มทะเล้นแบบไอดอลหนุ่มถูกแทนที่ด้วยแววตาจริงจังและเฉียบคม นิ้วมือเรียวยาวกดเรียกหน้าจอโฮโลแกรมขึ้นมาเตรียมพร้อมใช้งานทันที
หน้าประตูกระจกฝ้าสีทึบของห้องแต่งตัวหมายเลข 7 มีป้ายชื่อสลักตัวอักษรทองคำ ‘RYU - CENTER’ แขวนอยู่ ไฟสัญญาณสีแดงเหนือประตูกะพริบช้าๆ เป็นจังหวะราวกับเสียงเต้นของหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น
อาจารย์เนตรยื่นมือไปแตะที่ลูกบิดประตูกลอนอัตโนมัติ ทว่าก่อนที่นิ้วจะสัมผัสลงไป เสียงดนตรีจากลำโพงซาวด์เช็กด้านนอกก็พลันเงียบสนิทลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับไฟทั่วทั้งหลังเวทีที่ดับวูบลงเหลือเพียงแสงสีแดงสลัวจากป้ายทางหนีไฟ
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนจากระบบไพ่ทาโรต์ดังขึ้นในโสตประสาทของกรณ์อย่างชัดเจน หน้าจอสีทองสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด พร้อมกับข้อความตัวอักษรสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นทีละตัวอย่างช้าๆ
[ตรวจพบตัวตนที่แท้จริงของ ‘ผู้บงการ’ ภายในห้องแต่งตัว: ระดับภัยคุกคาม SSS]
[คำเตือน: บุคคลที่อยู่หลังบานประตูนั้น ไม่ใช่ ‘ริว’ อีกต่อไป... แต่เป็นเงาสะท้อนในกระจกที่ต้องการแย่งชิงร่างเพื่อขึ้นแสดงแทน]
[ประตูเปิดออกแล้ว... และในกระจกเงาบานนั้น กำลังจ้องมองพวกคุณกลับมาด้วยรอยยิ้มฉีกกว้างถึงใบหู...]
--------------------------------------------------
ขอบคุณที่ติดตามและร่วมไขปริศนาไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
อาจารย์ครับ อย่ามองผมด้วยไพ่สำรับนั้น•ตอนที่ 9
เจาะลึกเบื้องหลังเวที
ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาจารย์ครับ อย่ามองผมด้วยไพ่สำรับนั้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!