เงาร่างที่เคลื่อนไหวอยู่หลังบานประตูห้องลับชั้นสองไม่ได้ทำให้หัวใจของอลิสาหล่นวูบเท่ากับสัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของรณกรที่ยังคงกุมข้อมือเธอไว้แน่น ท่ามกลางความเงียบงันของเซฟเฮาส์ริมทะเล เสียงคลื่นซัดสาดด้านนอกราวกับกำลังเร่งเร้าจังหวะหัวใจที่เต้นโครมครามจนแทบจะทะลุต้าอก
"ยืนบื้ออะไรอยู่ตรงนั้น เลิกทำตัวเป็นนางเอกหนังผีสักทีได้ไหมอลิสา"
เสียงกระซิบแหบพร่าดุดันดังขึ้นเหนือศีรษะ รณกรขยับตัวเข้าประชิดจนแผ่นหลังของเธอแนบติดกับอกแกร่ง กลิ่นอายเฉพาะตัวของช่างภาพหนุ่ม—กลิ่นเกลือทะเลเจือจางผสมกับความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศ—โอบล้อมเธอไว้รอบด้าน อีโก้และความปากกล้าที่เคยมีมลายหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่บอกให้เธอรู้ว่า ผู้ชายคนนี้กำลังปกป้องเธอ... แม้ปากของเขาจะร้ายกาจจนน่าเอาค้อนทุบสักทีสองทีก็ตาม
"ฉันไม่ได้กลัวผีค่ะคุณรณกร แต่ฉันกำลังคิดว่า... ใครกันแน่ที่บุกรุกบ้านหลังนี้" อลิสาเค้นเสียงตอบลอดไรฟัน พยายามบิดข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุม แต่มีหรือที่ช่างภาพหนุ่มจอมเผด็จการจะยอมปล่อย
กึก!
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากชั้นบนดึงสติของทั้งคู่กลับมา รณกรส่งสัญญาณมือห้ามปราม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด เขาดันร่างบางของอลิสาให้หลบไปอยู่ด้านหลังอย่างแนบเนียน ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นบันไดวนไปทีละก้าวอย่างเงียบเชียบที่สุด
อลิสาเม้มริมฝีปากแน่น มือเรียวคว้าชายเสื้อแจ็คเก็ตยีนของเขาไว้โดยอัตโนมัติ แม้สมองจะสั่งให้ถอยห่าง แต่หัวใจกลับทรยศด้วยการก้าวตามเขาไปติดๆ
ทว่า... เมื่อขึ้นมาถึงห้องลับชั้นสอง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่โจรผู้ร้ายหรือเงาลึกลับอย่างที่จินตนาการ บนโต๊ะทำงานไม้สักเก่าคร่ำครมีเพียงกล้องถ่ายรูปฟิล์มรุ่นโบราณตัวหนึ่งวางอยู่ พร้อมกับแสงไฟกะพริบจากหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาที่เปิดค้างไว้ และที่กลางห้อง... แมวเปอร์เซียสีเทาตัวอ้วนกลมกำลังนั่งเลียอุ้งเท้าตัวเองอย่างสบายใจเฉิบ พร้อมส่งเสียงร้อง 'เหมียว' ทักทายราวกับเป็นเจ้าของบ้านตัวจริง
รณกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไหล่กว้างที่เกร็งเครียดผ่อนคลายลงทันที เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ ก่อนจะหันมามองคนข้างหลังที่ยืนอ้าปากค้าง
"แมว?" อลิสาอุทานออกมาเบาๆ "คุณลากฉันหลบกระสุนหลบวิญญาณเพื่อมาดูแมวเนี่ยนะ!"
"ใครบอกให้เธอส่งเสียงดังเล่า เจ้าทองก้อนนี่ต่างหากที่เป็นเจ้าของบ้านตัวจริง... ยายตัวแสบเอ๊ย" รณกรบ่นพึมพำด้วยความระอา แต่ดวงตาคู่คมกลับทอประกายความอ่อนโยนขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว
ขณะที่ช่างภาพหนุ่มกำลังเดินไปอุ้มเจ้าทองก้อนที่ส่งเสียงครางคร่อกในลำคอ สายตาของอลิสากลับสะดุดเข้ากับบางสิ่งบนโต๊ะทำงาน เลนส์เทเลโฟโต้ขนาดใหญ่ถูกวางพิงไว้ข้างกล้องดิจิทัลบอดี้โปร และข้างกันนั้น... คือกระเป๋าใส่อุปกรณ์ถ่ายรูปเปิดอ้าซ่าอยู่ ด้านในมีเมมโมรี่การ์ดหลายสิบอันถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ
สัญชาตญาณนักเขียนบทผู้กระหายความจริงทำงานทันที รณกรเคยประกาศกร้าวไว้ไม่ใช่หรือว่าเขาเกลียดการถูกก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัว และเกลียดที่สุดคือการมีใครมาคุ้ยแคะเรื่องส่วนตัวของเขา แต่ภาพในหัวข้อสารคดีชุดล่าสุดที่เธอแอบเห็นรางๆ เมื่อวานนี้มันติดอยู่ในใจจนนอนไม่หลับ
อลิสาตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานนั้น ชำเลืองมองรณกรที่กำลังวุ่นอยู่กับการเทอาหารให้เจ้าทองก้อน มือเรียวเอื้อมไปหยิบกล้องถ่ายรูปตัวเก่งของเขาขึ้นมาอย่างเบามือที่สุด นิ้วเรียวกดเปิดหน้าจอ LCD ด้านหลังอย่างระมัดระวัง
หน้าจอสีดำสว่างวาบขึ้น...
เธอไม่ได้ตั้งใจจะละเมิดความเป็นส่วนตัวจริงๆ นะ (ก็แค่นิดหน่อยเอง) อลิสาบอกตัวเองในใจขณะใช้นิ้วเลื่อนดูภาพถ่ายในตัวเครื่อง ภาพวิวทิวทัศน์ของท้องทะเล ชายหาด และชาวประมงท้องถิ่นถูกปัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฝีมือการจัดองค์ประกอบภาพและแสงเงาของรณกรเป็นของจริงไร้ที่ติ ทุกภาพมีชีวิตชีวาและสะท้อนจิตวิญญาณของผู้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้งสมกับเป็นช่างภาพสารคดีระดับรางวัล
ทว่า... เมื่อนิ้วของเธอลากผ่านโฟลเดอร์ลับที่ถูกซ่อนไว้ลึกสุด อลิสาต้องกลั้นหายใจ
ภาพบนจอเปลี่ยนเป็นโคลสอัปใบหน้าของใครคนหนึ่ง... ผู้หญิงผมยาวประบ่าที่กำลังนั่งเหม่อมองคลื่นทะเลในยามเย็น แสงสีส้มอมชมพูของดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าสาดส่องกระทบดวงหน้าด้านข้างที่มีร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่กลับงดงามและตราตรึงใจอย่างประหลาด
และผู้หญิงคนนั้น... ไม่ใช่ใครที่ไหน
"นะ... นี่มันฉันนี่!" อลิสาหลุดอุทานออกมาเสียงดังลั่นห้องด้วยความตกใจ ใบ้าร้อนผ่าวขึ้นมาจนลามไปถึงใบหู ภาพถ่ายเซ็ตนั้นมีไม่ต่ำกว่าสิบรูป ทุกภาพล้วนเก็บรายละเอียดความเผลอไผลของเธอไว้ ทั้งตอนที่เธอขมวดคิ้วคิดงาน ตอนที่เธอยืนกอดอกเถียงกับเขาด้วยความโมโห และ... ภาพที่เธอกำลังหลับตาพริ้มรับลมทะเลบนชายหาดเมื่อคืนวาน
ไม่มีแววตาเกรี้ยวกราด ไม่มีท่าทีรำคาญใจอย่างที่เขาชอบแสดงออกทางคำพูด ทว่าทุกช็อตที่เลนส์กล้องของรณกรบันทึกไว้ กลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ทนุถนอม และ... ความลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันเย็นชา
"แอบดูของคนอื่นแบบนี้ มันเสียมารยาทนะ อลิสา"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นประชิดใบหูจนเธอสะดุ้งสุดตัว กล้องในมือเกือบหลุดร่วงลงพื้น รณกรเข้ามาประชิดตัวเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่บริเวณต้นคอ แผงอกกว้างแนบชิดกับแผ่นหลังของเธอจนแทบไม่มีช่องว่าง
อลิสารีบกดปิดหน้าจอแทบไม่ทัน ใบหน้าร้อนผ่าวแข่งกับสีแดงของท้องฟ้าด้านนอก เธอหันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกผสมความไม่ยอมแพ้
"ก็... ก็คุณเล่นซ่อนกล้องไว้ แล้วทำไมถึงมีรูปฉันเต็มไปหมดล่ะคะคุณรณกร! หรือว่าคุณแอบโรคจิตแอบถ่ายฉันเหรอ!" เธอสวนกลับทันควันเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวเสียจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยิน
รณกรไม่โกรธอย่างที่คาด เขากลับยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจ ดวงตาคมกريบพินิจพิเคราะห์ใบหน้าแดงก่ำของเธออย่างพึงพอใจ มือหนายื่นเข้ามาฉวยกล้องถ่ายรูปออกจากมือเธอไปหน้าตาเฉย ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน
"เลนส์กล้องของผมไม่เคยโกหกใครหรอก อลิสา..." น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มทุ้มและจริงจังจนน่าใจหาย ปลายนิ้วอุ่นจัดเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรี่แก้มให้อย่างแผ่วเบา "มันบันทึกสิ่งสวยงาม... สิ่งที่สายตาคู่นี้อยากมองซ้ำๆ จนไม่อาจละสายตาได้ต่างหาก"
อลิสาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึกลงไปอยู่ที่ขั้วหัวใจ คำพูดกำกวมกับสายตาที่ร้อนแรงราวกับเปลวเพลิงทำเอาสมองของเธอขาวโพลนไปหมด เคมีระหว่างเขากับเธอกำลังหลอมรวมบรรยากาศรอบตัวให้ร้อนระอุขึ้นทีละน้อย ท่ามกลางความเงียบของห้องลับและเสียงแมวร้องคลอเบาๆ
ทว่า... ก่อนที่อลิสาจะได้ทันตั้งสติเอ่ยปากเถียงอะไรกลับไปเพื่อรักษาฟอร์ม
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงวางอยู่บนโต๊ะทำงานของรณกรแผดเสียงดังลั่นทำลายบรรยากาศสีชมพูวับๆ แวมๆ ลงอย่างไม่ไว้หน้า ช่างภาพหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด เขากลอกตาขึ้นฟ้าอย่างหัวเสียก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ
แต่เพียงแค่กวาดสายตาผ่านตัวหนังสือบนหน้าจอ แววตาสนุกสนานและอ่อนโยนเมื่อครู่ก็พลันมืดมนลงทันที รังสีความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับคนละคน
อลิสาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อเห็นกรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูนของชายหนุ่ม
"ใครโทรมาคะ?" เธออดไม่ได้ที่จะถามออกไป
รณกรเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่เธออ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะกดรับสายแล้วกรอกเสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกไป
"เออ... กูรู้นานแล้ว ว่ามึงต้องโผล่หัวมาที่นี่สักวัน..."
สิ้นเสียงพูดของรณกร ประตูไม้ด้านล่างชั้นหนึ่งของเซฟเฮาส์ก็มีเสียงบิดลูกบิดดัง 'แกร๊ก!' ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังก้าวขึ้นบันไดมาอย่างไม่เกรงใจใคร!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนฟินไปด้วยกันนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน•ตอนที่ 3
เลนส์กล้องไม่เคยโกหก
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!