“คุณรณกร! ระวังค่ะ!”
เสียงอุทานที่หลุดจากเรียวปากของอลิสาในตอนท้ายของเหตุการณ์ระทึกเมื่อครู่ ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของคนฟัง แม้เวลานี้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้วก็ตาม บนดาดฟ้ากว้างของตึกเก่ากลางย่านเมืองเก่า ลมยามค่ำคืนพัดโชยกลิ่นอายความชื้นของฝนที่เพิ่งหยุดตกไปหมาดๆ แสงสีส้มสลัวจากหลอดไฟนีออนของตึกรอบข้างสาดส่องลงมาทาบทับร่างของคนทั้งคู่ เงาสาทับซ้อนกันราวกับจะบอกเป็นนัยว่า ระยะห่างระหว่างพวกเขานั้นถูกย่นย่อเข้ามาจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง
รณกรยืนนิ่งค้าง มือหนาข้างหนึ่งยังคงคว้าจับขอบกำแพงปูนเปลือยไว้แน่นเพื่อพยุงทรงตัว ขณะที่ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าคมคายกำลังจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่านยาก ปากหนาที่มักจะมีคำพูดกวนประสาทหรือคำบ่นกระfệtใส่เธอเสมอในยามปกติ กลับเม้มเข้าหากันสนิท ความเงียบโรยตัวปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหายใจเข้าออกสลับกันเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
“คุณนี่นะ...” ช่างภาพหนุ่มถอนหายใจยาวออกมาพรืดใหญ่ ยอมปล่อยมือจากขอบกำแพงแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเธอตรงๆ “ปากเก่งได้ทุกสถานการณ์จริงๆ เห็นผมเก้ๆ กังๆ หรือไง ถึงต้องคอยส่งเสียงระวังให้”
อลิสาเชิดคางขึ้นเล็กน้อยตามสัญชาตญาณของการเป็นคนไม่ยอมคน แม้หัวใจในอกข้างซ้ายจะเต้นโครมครามผิดจังหวะจากความตกใจก่อนหน้านี้ เธอก็ยังไม่วายส่งค้อนวงใหญ่ให้เขาไปทีหนึ่ง
“ก็เพราะเห็นว่าคุณเอาแต่ส่องเลนส์กล้องจนไม่ดูตาม้าตาเรือน่ะสิคะ ถ้าเมื่อกี้คุณก้าวพลาดตกลงไปจริงๆ ใครจะมารับผิดชอบต้นฉบับบทความสารคดีชุดนี้ของฉันล่ะคะคุณรณกร” น้ำเสียงของเธอแม้จะพยายามดัดให้ราบเรียบและติดจะประชดประชัน แต่ทว่าแววตากลับหลบวูบไปทางอื่นเมื่อเผลอสบเข้ากับนัยน์ตาคมที่พราวระยับด้วยประกายความรู้สึกบางอย่าง
รณกรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่อาจควบคุมได้ เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้เธออีกก้าว จนอลิสาต้องเผลอถอยหลังโดยอัตโนมัติ ทว่าด้านหลังของเธอกลับติดกับราวระเบียงเหล็กดัดเสียแล้ว ไม่มีทางให้ถอยหนีได้อีก
“ห่วงต้นฉบับ... หรือว่าห่วงผมกันแน่ครับ คุณนักเขียนบทคนเก่ง”
คำถามยอกย้อนที่มาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้เลือดในกายของอลิสาสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว เธ้ารู้สึกร้อนผ่าวที่พวงแก้ม ทั้งโกรธทั้งเขินในเวลาเดียวกันจนอยากจะยกมือขึ้นหยิกแขนแกร่งสักทีสองทีเพื่อเป็นการลงโทษ
“อย่ามาหลงตัวเองหน่อยเลยนะคะคุณรณกร คนอย่างฉันไม่มีทางเอาเวลาอันมีค่าไปห่วงช่างภาพปากจัด นิสัยเสีย และชอบถือวิสาสะรุก้ำพื้นที่คนอื่นหรอกค่ะ!” เธอย้อนกลับเสียงแข็ง พยายามดันอกกว้างของเขาให้ถอยห่าง แต่มีหรือที่แรงอันน้อยนิดของเธอจะต้านทานแรงของชายชาตรีที่ออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นประจำได้ รณกรกลับยิ่งโน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบเดียว จนได้กลิ่นอายบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายสะอาดๆ ลอยเข้าจมูก
ดวงจันทร์ดวงกลมโตสีนวลตาปรากฏเด่นชัดอยู่กลางท้องฟ้าสีนมหก แสงจันทร์สาดส่องลงมาอาบไล้เรือนร่างและใบหน้าของคนทั้งคู่ สร้างบรรยากาศที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในฉากโรแมนติกของภาพยนตร์ชั้นดี รณกรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาของเขาไล่สำรวจใบเนียนนิ่งที่กำลังแดงเรื่อด้วยความเขินอายอย่างนึกเอ็นดูระคนหมั่นไส้
“ปากแข็งจังนะ” เขากระซิบเสียงพร่า แววตาคมกริบฉายความอ่อนโยนขึ้นอย่างหาได้ยากยิ่ง “รู้ไหม... เวลาที่คุณโมโหแล้วทำหน้าแบบนี้ มันน่ารำคาญ... แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ผมละสายตาไปไม่ได้เลยสักครั้ง”
อลิสาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก คำพูดที่เตรียมจะเถียงกลับจุกอยู่ที่ลำคอ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนที่ขึ้นชื่อว่าปากร้ายที่สุดในสามโลก หัวใจที่เต้นรัวอยู่แล้ว ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เธอมองสบตาเขา ลึกซึ้ง ไร้ซึ่งความกวนประสาทอย่างที่เคยเป็น มีเพียงความจริงใจและความอบอุ่นที่ส่งผ่านออกมาทางแววตานั้น
“คุณ...” เธอเปล่งเสียงได้เพียงแค่นั้น สมองตื้อตันไปหมด
“ผมอาจจะเป็นคนพูดจาไม่เข้าหู เอาแต่ใจ และไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายในโลกส่วนตัว” รณกรพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับต้องการค้นหาคำตอบบางอย่าง “แต่กับคุณ... ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ผมยอมให้คุณก้าวเข้ามาเดินวนเวียนอยู่ในเซฟเฮาส์ของผมโดยที่ผมไม่รู้สึกรำคาญเลยสักนิด”
ความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่มันเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่ต่างฝ่ายต่างรับรู้ได้ผ่านทางการสัมผัสทางสายตา อลิสารู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยตัวบินวนอยู่ในท้อง ความรู้สึกต่อต้านที่เคยมีพังทลายลงราบคาบเหลือเพียงความหวั่นไหวที่ยากจะต้านทาน
เธอเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางทำลายบรรยากาศที่อันตรายต่อหัวใจดวงน้อยนี้เหลือเกิน แต่ก่อนที่เธอจะได้ทันเอ่ยคำพูดตัดพ้อกลบเกลื่อนความเขินอาย รณกรก็ขยับเข้ามาประชิดตัวมากกว่าเดิม มือหนายื่นออกไปวางทาบลงบนราวระเบียงเหล็กดัดข้างตัวเธอ กักตัวเธอไว้ในอ้อมแขนโดยสมบูรณ์
“แล้วคุณล่ะ... อลิสา” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรดอยู่ตรงซอกคอขาวระหง ทำให้เธอสะท้านเฮือก “เคยแอบคิดถึงช่างภาพคนนี้บ้างไหม... ในยามที่ไม่มีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้อง”
คำถามนั้นเปรียบเสมือนลูกศรที่พุ่งตรงเข้ากลางเป้าหมาย อลิสากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอนิ่งอึ้ง หัวใจเต้นระทึกจนแทบไม่เป็นจังหวะ ปลายจมูกของเธอเกือบจะชนกับสันจมูกโด่งเป็นสันของเขาอยู่รำไร หากเธอขยับเข้าไปอีกเพียงนิดเดียว...
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของคนทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันและระยะห่างระหว่างริมฝีปากเหลือเพียงแค่คืบเดียวนั้นเอง
“พี่กร! อยู่ข้างบนนี้หรือเปล่าคะ? แย่แล้วค่ะ มีเรื่องด่วนข้างล่าง!”
เสียงตะโกนพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่วิ่งพรวดพราดขึ้นมาทางบันไดหนีไฟ ทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ บนดาดฟ้าให้พังทลายลงในพริบตา รณกรผละออก0จากอลิสาอย่างรวดเร็วด้วยความหงุดหงิดระคนตกใจ เขาเสยผมลวกๆ ด้วยความหัวเสียก่อนจะหันไปมองทางบันไดด้วยสายตาดุร้าย
อลิสาหน้าแดงก่ำรีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ หัวใจยังคงเต้นรัวไม่เป็นจังหวะด้วยความตกใจและโล่งอกในเวลาเดียวกัน
แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือสาดส่องขึ้นมา พร้อมกับร่างของทีมงานสาวรุ่นน้องที่วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาถึงยอดตึก สีหน้าของเธอซีดเผือดและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
“เกิดอะไรขึ้น?” รณกรเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดที่เก็บอาการไว้แทบไม่อยู่
“คือ... คือว่าไฟล์ภาพสารคดีสำรองทั้งหมดในห้องทำงาน... หายไปค่ะ!”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความฟินปนลุ้นนี้ด้วยกันนะคะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน•ตอนที่ 15
คืนพระจันทร์เต็มดวงบนดาดฟ้า
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!