เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน•ตอนที่ 17

ความปากจัดที่ไม่เคยช่วยอะไร

ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
เสียงกระแทกของประตูไม้สักบานหนาไม่ได้ช่วยขับไล่ความอึดอัดออกไปจากสตูดิโอเก่าแก่แห่งนี้เลย มีแต่จะยิ่งกักขังแรงอารมณ์ระอุให้กรุ่นอยู่ในพื้นที่แคบๆ จนแทบหายใจไม่ออก รณกรยืนกอดอกนิ่งอยู่หลังเลนส์กล้องตัวโปรด สายตาคมกริบกวาดมองผู้หญิงที่ถือวิสาสะบุกรุกเข้ามาถึงถิ่น โดยไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกผิดแม้แต่น้อย อลิสายืนจังก่าอยู่กลางห้อง ไหล่บางไหวริกด้วยความโกรธ ปลายคางเชิดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตากลมโตคู่นั้นวาววับราวกับแมวป่าพร้อมข่วน “ที่นี่ไม่ใช่โรงแรม และคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาเหยียบที่นี่ตามอำเภอใจ... ออกไปจากบ้านของผมเดี๋ยวนี้” ประโยคคำสั่งที่ทิ้งท้ายไว้จากตอนที่แล้วยังคงลอยเคว้งอยู่ในอากาศ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างอลิสาจะเกรงกลัว เธอหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงความเย้ยหยันไว้เต็มเปี่ยม จนรณกรต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ “ออกไปเหรอคะ? พูดออกมาได้หน้าตาเฉยนะคะคุณรณกร คิดว่าที่นี่เป็นอาณาจักรส่วนตัวที่ใครจะไล่ตะเพิดเหมือนหมูเหมือนหมาก็ได้งั้นเหรอ” อลิสาพ่นลมหายใจพรืด ก้าวเท้าเข้าไปประชิดพื้นที่ส่วนตัวของช่างภาพหนุ่มทีละนิดอย่างไม่เกรงกลัวรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขา “จำไม่ได้หรือไงคะ ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนขอร้องแกมบังคับให้ฉันมาช่วยสะสางบทความบ้าๆ นี่... พอหมดประโยชน์แล้วก็จะเขี่ยทิ้งเหมือนกระดาษชำระใช้แล้วหรือไงคะ?” “ผมไม่ได้ขอให้คุณมาสอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัวของผม” รณกรกัดฟันกรอด สันกรามคมสันนูนเด่นขึ้นมาด้วยความขบขันที่ระคนหงุดหงิด เขาไม่ได้ถอยหนีตอนที่เธอก้าวเข้ามาประชิด กลับเลือกที่จะก้าวสวนหน้าเข้าไปอีกก้าว จนระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว “สิ่งที่ผมต้องการคือข้อมูล ไม่ใช่ผู้หญิงปากมากที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของพื้นที่คนอื่น” “อ๋อเหรอคะ! ปากมากเหรอคะ!” อลิสากระแทเสียงสูง ดวงตาวาววับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลที่ดุดันของเขา “ถ้าฉันไม่ปากมากแล้วคอยตามเช็ดตามล้างความดื้อรั้นของคุณ ป่านนี้คุณคงเอาหน้าหล่อๆ ไปซุกแผ่นดินหนีพวกนักข่าวสายบันเทิงที่ตามขุดคุ้ยเรื่องคุณไปนานแล้วมั้งคะ! คนอะไร... ปากจัด ใจแคบ แถมยังขี้โวยวายยิ่งกว่าเด็กผู้หญิงโดนแย่งตุ๊กตา!” “อลิสา!” รณกรคำรามต่ำในลำคอ มือหนาที่ถือกล้องอยู่เผลอบีบแน่นจนข้อต่องอขาวโพลน ความอดทนที่สั่งสมมานานสิบปีในฐานะช่างภาพสารคดีผู้เย็นชาและควบคุมสถานการณ์ได้เสมอ กำลังจะพังทลายลงเพราะผู้หญิงตรงหน้าเพียงคนเดียว “คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ถึงกล้ามาวิจารณ์นิสัยใจคอของผม? กลับไปซะ ก่อนที่ผมจะหมดความอดทนแล้วโยนข้าวของของคุณออกไปจริงๆ” “เชิญเลยค่ะ! โยนเลย!” อลิสาผายมือออกกว้าง ท้าทายด้วยการยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขาเสียจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้จางๆ จากตัวเธอปะทะเข้ากับนาสิกของชายหนุ่ม ตัดกับกลิ่นกาแฟดำและกลิ่นอายฝุ่นละอองของกล้องฟิล์มอย่างสิ้นเชิง “อยากรู้นักเหมือนกันว่าช่างภาพรางวัลระดับประเทศ จะมีปัญญาทำอะไรงี่เง่าได้มากกว่าการไล่ผู้หญิงออกจากบ้านตอนเที่ยงคืนแบบนี้!” ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่กระชั้นถี่ของคนทั้งคู่ที่ยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร รณกรจ้องมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุดด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนในอกอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความโกรธเกลียดแบบที่ควรจะเป็น แต่มันคือความรู้สึกคันยุกยิกในหัวใจที่อยากจะปราบพยศคนตรงหน้าให้รู้สำนึกเสียบ้าง “ปากเก่งนักนะ...” รณกรเค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาดุลดกวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่รั้นจนน่าหมั่นไส้ “ถ้าความปากจัดมันช่วยให้คุณฉลาดขึ้นมาได้สักนิด ชีวิตคุณคงไม่ต้องวิ่งตามแก้ปัญหาให้คนอื่นไปทั่วแบบนี้หรอก” “อุ๊ย! ขอบคุณสำหรับคำชมนะคะ!” อลิสาลอยหน้าลอยตาดัดเสียงประชดประชัน “แต่เสียดายจังที่ความปากจัดของฉัน มันดันถูกใช้ไปกับการต่อปากต่อคำกับตาแก่ซึนเดระแถวนี้จนหมดโควตาแล้วค่ะ! และบอกไว้ก่อนเลยนะว่า ต่อให้คุณจะทำหน้ายักษ์หน้ามารใส่ฉันอีกสักกี่รอบ ฉันก็ไม่มีวันเดินออกไปจากที่นี่จนกว่าเราจะเคลียร์เรื่องรูปถ่ายเซטיםนั้นให้รู้เรื่อง!” เธอยืนยันเสียงแข็ง พร้อมกับกอดอกทำท่าไม่สะทกสะท้านต่อรังสีความน่ากลัวที่เขากำลังแผ่ออกมา รณกรพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างเหลืออด มือหนาวางกล้องราคาแพงลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง *ตุบ* จนฝุ่นฟุ้ง ก่อนจะสาวเท้าย่างสามขุมเข้าหาเธอราวกับเสือชีตาร์ที่กำลังต้อนเหยื่อเข้ามุม อลิสาชะงัก เผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณเมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางหนังสือไม้เก่าแก่ที่อัดแน่นไปด้วยนิตยสารและอัลบั้มภาพถ่าย รณกรไม่ปล่อยให้เธอมีโอกาสตั้งตัว เขาใช้มือข้างหนึ่งท้าวกับชั้นวางหนังสือ กักตัวเธอไว้ในวงแขนอย่างเบ็ดเสร็จ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ข้างแก้มเนียน “ทำไม... ถอยทำไมล่ะครับเมื่อกี้ ไหนบอกว่าไม่กลัวไง” เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ากระซิบชิดริมหู น้ำเสียงเย้าแหย่ที่เจือความเอาแต่ใจทำเอาหัวใจดวงน้อยของอลิสากระตุกวูบอย่างแรง “อะ... ใครกลัวคะ ถอยไปเลยนะ!” อลิสาพยายามดันแผงอกกว้างของเขาออก แต่ร่างหนากลับหนักอึ้งราวกับกำแพงหิน แถมกล้ามเนื้อแน่นๆ ใต้ร่มผ้าเชิ้ตสีเข้มยังให้สัมผัสที่ร้อนผ่าวจนเธอต้องรีบชักมือกลับราวกับโดนไฟลวก “คุณจะทำบ้าอะไร รณกร? ถอยออกไปห่างๆ เลยนะ!” “ก็บอกให้ฟังชัดๆ ไงครับ ว่าที่นี่บ้านผม... ผมจะทำอะไรก็ได้” รณกรโน้มใบหน้าลงมาอีกนิด ดวงตาสีนิลคมกริบพินิจพิเคราะห์พวงแก้มแดงก่ำที่เห่อร้อนขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด ความใกล้ชิดที่มากเกินความจำเป็นทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากสงครามประสาทกลายเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าวาบหวาม “แล้วก็เลิกทำตัวเป็นยายแม่มดใจร้ายที่คอยขัดใจผมสักที... คุณก็รู้ว่าผมไม่ชอบ” “ถ้าไม่อยากให้ฉันขัดใจ... คุณก็เลิกทำตัวงี่เง่าแล้วฟังเหตุผลคนอื่นบ้างสคะ!” อลิสาพยายามแข็งใจเถียงกลับ แม้เสียงจะเริ่มสั่นพร่าด้วยความประหม่าที่จู่ๆ ก็พรูเข้ามาเล่นงาน “ปล่อยฉันนะ ไม่งั้นฉันจะ... จะ...” “จะทำไมครับ? จะกัดผมเหรอ?” รณกรยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่กลับแฝงความอ่อนโยนเจือความเจ้าเล่ห์เอาไว้จนคนมองใจสั่นสะท้าน “ลองดูสิ... เผื่อว่ามันจะทำให้คุณหายหงุดหงิด” อลิสาอ้าปากค้าง สมองตรรกะแน่นๆ ของนักเขียนบทสาวรวนเรจนคิดคำด่าไม่ออก เธอกำหมัดแน่น มองสบตาช่างภาพหนุ่มที่โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ระยะห่างลดลงจนเหลือเพียงลมหายใจกั้นกลาง หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามราวกับจะกระโดดออกมานอกอก เคมีที่คุุกรุ่นด้วยความเกลียดชังเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มที่ทำเอาสติปาลกระเจิง ในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากของคนทั้งคู่แทบจะแนบชิดติดกันจนสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อน *กริ๊งงงงงง!* เสียงกริ่งประตูหน้าบ้านดังลั่นขึ้นแทรกกลางจังหวะหัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะ ตามด้วยเสียงทุบประตูปังๆ และเสียงตะโกนโวยวายที่คุ้นเคยดังทะลุเข้ามา “รณกรโว้ย! เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฉันรู้ว่าแกอยู่ในนั้น! ยัยอลิสาติดอยู่ในบ้านแกใช่ไหม ออกมาเคลียร์กับฉันเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้ช่างภาพเจ้าเล่ห์!” เสียงแหลมสูงของ "พิมพ์มาดา" เพื่อนสนิทและบรรณาธิการสาวจอมเฮี้ยบของอลิسا ดังแว่วเข้ามาปลุกสติทั้งคู่ให้หลุดออกจากภวังค์ความวาบหวามในทันที รณกรผละถอยหลังออกห่างช้าๆ ด้วยความหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด เขาสบถเบาๆ ในลำคออย่างขัดใจ ขณะที่อลิสาหน้าแดงแจ๋ รีบยกมือขึ้นกางป้องหน้าอกตัวเองแล้วถอยกรูดไปอีกมุมห้องทันที “ให้ตายเธอนี่มัน... ตัวซวยจริงๆ” รณกรหันไปมองค้อนอลิสาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินไปทางประตูหน้าด้วยสีหน้าถมึงทึง แต่อลิสากลับไม่สนใจคำต่อว่านั้น เธอกำลังยกมือขึ้นจับหัวใจที่เต้นรัวแรงด้วยความตื่นตระหนกปนเสียดายเล็กน้อย พร้อมกับคิดในใจว่า... เกือบไปแล้วไหมล่ะ! แล้วประตูหน้าบ้านก็ถูกกระชากเปิดออกผาง เผยให้เห็นร่างของพิมพ์มาดาที่ยืนเท้าสะเอวหน้าตาถมึงทึง พร้อมกับบุคคลปริศนาอีกคนที่ก้าวตามหลังเข้ามาด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ... บุคคลที่ทำให้สีหน้าหงุดหงิดของรณกรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาถึงขีดสุดในทันที! (โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ) ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมกำลังใจให้ "ตุ๊กตาโบราณ" เสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%