"ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะถือว่าคุณบุกรุกนะคะ รณกร!"
เสียงของอลิสาตวัดขึ้นด้วยความตกใจ ปนความหงุดหงิดที่ระคนอยู่เต็มอก เมื่อร่างสูงโปรดของช่างภาพหนุ่มฝีปากกล้าไม่ได้ถอยหนีตามที่ปากเธอกล่าวเตือน ซ้ำร้ายเขากลับก้าวประชิดเข้ามาจนแผ่นหลังของเธอแนบติดกับบานประตูไม้เนื้อแข็งของเซฟเฮาส์ ความเย็นเยียบจากลูกบิดโลหะด้านหลังตอกย้ำว่าเธอกำลังจนมุมอย่างแท้จริง
เสียงเคาะประตูด้านนอกยังคงดังขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อเธอจากผู้ช่วยกองถ่ายที่ตามมาสมทบ แต่เวลานี้ โสตประสาทของอลิสากลับถูกดึงดูดให้จดจ่ออยู่เพียงแค่ดวงตาสีเข้มของคนที่ยืนค้ำหัวเธออยู่
รณกรไม่พูดอะไรสักคำ ใบหน้าคมคายที่ปกติมักจะเหยียดยิ้มเยาะและพ่นคำพูดกวนประสาท บัดนี้กลับเรียบตึงจนน่ากลัว สันจมูกโด่งเป็นสันคมอยู่ห่างจากแก้มเธอไม่ถึงคืบ ลมหายใจอุ่นที่เจือกลิ่นกาแฟจางๆ รดอยู่ข้างขมับ ยิ่งทำให้หัวใจดวงน้อยในอกข้างซ้ายเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกซี่โครง
"ร...รณกร ถอยไปเดี๋ยวนี้เลยนะ" อลิสาพยายามรวบรวมความกล้า เอามือน้อยๆ ดันแผงอกแกร่งเอาไว้ แต่มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนเธอกำลังพยายามผลักกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก ชายหนุ่มไม่มีทีท่าว่าจะสะเทือน แถมยังโน้มใบหน้าลงมาอีกนิด ดวงตาคู่นั้นไหววับด้วยอารมณ์ที่เธอยากจะคาดเดา
"เงียบ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดออกมาจากริมฝีปากหยักนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่มันเต็มไปด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้อลิสาเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน
"คุณอยากรู้นักไม่ใช่เหรอ ว่าทำไมฉันถึงเกลียดการถ่ายภาพคนนัก?"
คำถามนั้นทิ้งน้ำหนักลงกลางห้องราวกับค้อนเหล็ก อลิสาชะงัก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความอยากรู้อยากเห็นที่เคยสะสมมาตลอดหลายสัปดาห์ปะทะเข้ากับบรรยากาศตึงเครียดรอบตัว เสียงเคาะประตูด้านนอกเงียบหายไปแล้ว ราวกับโลกทั้งใบถูกย่อส่วนเหลือแค่พื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ ระหว่างเขากับเธอ
รณกรผ่อนลมหายใจยาวเหยียด สายตาที่เคยมองเธออย่างถือดีเปลี่ยนเป็นไหววับคล้ายคนกำลังรื้อฟื้นแผลเป็นที่ตกสะเก็ดมานาน
"เพราะรูปถ่ายคน... มันไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเดียวที่บันทึกแสงและเงา อลิสา" เขากล่าวเสียงพร่า เลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นมาทาบกับบานประตูเหนือหัวไหล่เธอ เป็นการกักตัวเธอไว้อย่างเบ็ดเสร็จ "มันบันทึกความตลกร้าย ความเสแสร้ง และ... ความตาย"
อลิสาขมวดคิ้วมุ่น ความกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณนักเขียนที่ต้องการขุดคุ้ยความจริง "หมายความว่ายังไงคะ? ทุกคนก็รู้ว่าคุณเคยเป็นช่างภาพสารคดีสงครามและภัยพิบัติ คุณถ่ายรูปความสูญเสียมานับไม่ถ้วน ทำไมถึงมาเกลียดการถ่ายคนเอาตอนนี้?"
"นั่นแหละคือปัญหา" รณกรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "คุณคิดว่าภาพที่ผมถ่าย... ภาพเด็กตาบอดจากแรงระเบิด ภาพแม่ที่กำลังกอดศพลูกในซากปรักหักพัง มันคืออะไรสำหรับคนดูในเมืองกรุงแอร์เย็นฉ่ำ? มันคือ 'ศิลปะ' คือ 'ความสมจริง' ที่พวกเขากดไลก์แล้วก็เลื่อนผ่านไป!"
ดวงตาคมกริบของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง ประกายความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกก้นบึ้งถูกเปิดเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก อลิสาสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาเล็กน้อยในกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ของชายหนุ่ม แม้เขาจะพยายามยืนหยัดอย่างแข็งกร้าวเพียงใดก็ตาม
"พวกเขามองเห็นความทุกข์ทรมานของมนุษย์เป็นแค่เรื่องบันเทิงชั่วคราว" รณกรพูดต่อ น้ำเสียงเริ่มเข้มขึ้น "และที่เลวร้ายที่สุด... ในวินาทีที่ผมกดชัตเตอร์บันทึกความตายของเพื่อนร่วมงานผมเองที่เหยียบกับระเบิดต่อหน้าต่อตา ภาพสุดท้ายในเลนส์ของผม มันไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่มันคือความไร้พลังของผมเองที่ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย นอกจากเก็บบันทึกความฉิบหายนั้นไว้เป็นอนุสรณ์สถาน"
บรรยากาศในห้องดิ่งวูบลงทันที ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นชัดเจน อลิสาอ้าปากค้างเล็กน้อย ความโกรธหรือความอวดดีที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น และพบความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินวิญญาณของเขามาเนิ่นนาน
ที่แท้... กำแพงหนาทึบที่รณกรสร้างขึ้นเพื่อผลักไสทุกคนออกไป ไม่ได้เกิดจากความหยิ่งยโส แต่มันคือเกราะป้องกันที่เขาสร้างไว้เพื่อซ่อนความบอบช้ำจากอดีตที่ไม่มีวันลบเลือนต่างหาก
"รณกร..." อลิสาเผลอหลุดปากเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว มือเล็กที่เคยดันอกเขาเปลี่ยนเป็นวางแนบลงบนสาบเสื้อเชิ้ตของเขาอย่างแผ่วเบา โดยปราศจากการต่อต้านใดๆ อีก
รณกรก้มมองมือเรียวที่วางอยู่บนอกเขา ดวงตาที่เคยแข็งกระด้างอ่อนแสงลงชั่วขณะ ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนเกินขอบเขตทำให้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวหญิงสาวแทรกซึมเข้าไปในความรู้สึกของเขา ร่างสูงโน้มหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีก จนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกับเส้นผมของเธอ
"อย่าทำหน้าแบบนั้น" รณกรกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงแหบพร่าจนหัวใจอลิสากระตุกวูบ "ผมไม่ได้เล่าให้คุณฟังเพื่อให้คุณมาสงสาร..."
"ฉันไม่ได้สงสารค่ะ" อลิสาสบตาเขากลับอย่างไม่หลบเลี่ยง แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "ฉันแค่... เข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงกลายเป็นคนปากร้ายไร้มนุษยสัมพันธ์แบบนี้"
รณกรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักกระตุกยิ้มฝืนๆ "ปากร้ายเหรอ? นี่ชมหรือด่า?"
"ก็แล้วแต่คุณจะ.---"
*แอ๊ดดด—!*
เสียงเปิดประตูห้องพักส่วนตัวที่ควรจะถูกล็อคดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวพรวดพราดเข้ามาด้านในโดยไม่เคาะสัญญาณเตือนใดๆ ทั้งสิ้น
"รณกร! แกอยู่... เฮ้ย!"
เสียงทุ้มห้าวของโปรดิวเซอร์หนุ่มใหญ่ประจำโปรเจกต์ร้องอุทานลั่นด้วยความตกตะลึง เมื่อภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือช่างภาพหนุ่มมือหนึ่งของกองถ่าย กำลังกักตัวนักเขียนสาวคนเก่งไว้แนบประตูในระยะประชิด ชนิดที่ว่าหากขยับอีกเพียงเซนติเมตรเดียวริมฝีปากคงจะแตะกันพอดี
รณกรสบถเบาๆ ในลำคอด้วยความหัวเสีย ก่อนจะผละถอยหลังออกจากอลิสาอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าบึ้งตึง ส่วนอลิสาถึงกับหน้าแดงก่ำ รีบก้าวถอยหลังไปตั้งหลัก พร้อมกับจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยความกระอักกระอ่วน
โปรดิวเซอร์หนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งคู่สลับกันไปมาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ปิดไม่มิด ก่อนจะกระแอมไอเบาๆ แล้วเอ่ยประโยคที่ทำเอาอลิสาแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี
"อุ๊ย... ผมมาขัดจังหวะการ 'ตรวจสต็อกภาพ' ของพวกคุณหรือเปล่าเนี่ย? แต่พอดีมีเรื่องด่วน... ทางช่องโทรมาแจ้งว่า 'คุณหญิงแม่' ของรณกรกำลังเดินทางมาที่กองถ่ายตอนนี้เลย!"
รณกรชะงักกึก สีหน้าที่เรียบเฉยมาตลอดเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ดวงตาคมกริบหันขวับกลับมามองหน้าอลิสาก่อนจะลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่
---
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความสัมพันธ์ซึนๆ ของตากับยายคู่นี้ด้วยนะคะ! เลิฟยูค่า ❤️ - ตุ๊กตาโบราณ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน•ตอนที่ 12
ความลับหลังเลนส์
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!