“ขอโทษทีครับ... ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะเวลาสำคัญของพวกคุณหรือเปล่า?”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เจือแววเยาะหยันนั้นดังขึ้นที่กรอบประตูห้องสตูดิโอ รณกรขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขาสบถเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะดึงร่างเพรียวของอลิสาให้หลบมาอยู่ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณการปกป้อง ขณะที่หญิงสาวเองก็สะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน
ธนัตถ์... อดีตบรรณาธิการหนุ่มผู้เคยฝากรอยแผลทางความรู้สึกไว้ในอดีตของเธอ ก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวโดยไม่ได้รับเชิญ รอยยิ้มมุมปากของเขามันช่างน่ารังเกียจพอกับสายตาที่กวาดมองข้าวของกระจัดกระจาย
“ถ้ามีตาแล้วสมองยังใช้งานได้ดี คุณก็คงเห็นว่าใช่” รณกรเป็นฝ่ายสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของช่างภาพหนุ่มเย็นเยียบจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงหลายองศา “นี่มันพื้นที่ส่วนตัว และพวกเราไม่ได้เชิญแขกไม่ได้รับเชิญอย่างคุณมา”
“โอ๊ะ ใจเย็นน่า รณกร... ฉันแค่มารับ ‘คนของฉัน’ คืน” ธนัตถ์หัวเราะในลำคอ สายตาเจ้าเล่ห์พุ่งตรงมาที่อลิสาที่ยืนอยู่ข้างหลังรณกร “จริงไหมล่ะ อลิสา? เธอยังติดค้างโปรเจกต์กับสำนักพิมพ์ฉันอยู่นะ จะมานั่งสวีทกับช่างภาพปากจัดแถวนี้ไม่ได้หรอก”
อลิสากลืนก้อนสะอื้นและอาการตื่นตระหนกกลงคอ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงความมั่นใจกลับคืนมาแล้วก้าวออกมาจากด้านหลังของรณกร ดวงตากลมโตจ้องมองอดีตเจ้านายอย่างไม่เกรงกลัว
“ฉันลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว และงานเก่าก็เคลียร์จบทุกโปรเจกต์ คุณไม่มีสิทธิ์มาทวงอะไรทั้งนั้น ธนัตถ์... แล้วก็เลิกทำตัวเป็นพวกสะกดรอยตามน่าสมเพชสักที”
รณกรเหลือบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาว ความโกรธเกรี้ยวในตอนแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความทึ่ง อลิสาในยามที่ปกป้องตัวเองช่างดูพยศและงดงามในคราวเดียวกัน มือหนาจึงเอื้อมไปคว้าข้อมือเล็กมากุมไว้หลวมๆ เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า *เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว*
สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของรณกรส่งผ่านทะลุผิวเนื้อ ทำเอาหัวใจที่กำลังเต้นระรัวด้วยความโกรธของอลิสาพลันกระตุกวูบ ความอุ่นซ่านแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องแอบกลืนน้ำลาย เธอเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนบังลมฝนให้เธอมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน ชายหนุ่มคนนี้ปากร้าย เอาแต่ใจ และชอบออกคำสั่ง... แต่เขาก็ไม่เคยปล่อยให้เธอต้องเผชิญหน้ากับความซวยลำพังเลยสักครั้ง
“ได้ยินแล้วนี่ ไสหัวออกไปซะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนแล้วใช้กล้องราคาหลักแสนฟาดหน้าคุณแทนขาตั้งกล้อง” รณกรพูดเสียงเรียบแต่น่ากลัว ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งราวกับเสือดาวที่พร้อมขย้ำเหยื่อ
ธนัตถ์หน้าเสียไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ารณกรเอาจริง เขาหัวเราะกลบเกลื่อนความอับอาย “ฝากไว้ก่อนเถอะน่า... ส่วนเธอล่ะอลิสา ระวังตัวไว้ให้ดี ช่างภาพคนนี้มันไม่ได้ใจดีอย่างที่เธอคิดหรอก”
ปัง!
เสียงประตูปิดกระแทกไล่หลังอย่างแรงตามแรงเหวี่ยงของธนัตถ์ที่เดินฮึดฮัดออกไปจากห้อง บรรยากาศภายในสตูดิโอกลับมาเงียบงันอีกครั้ง ทว่าความอึดอัดเมื่อครู่กลับถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดรูปแบบใหม่—ความตึงเครียดที่เกิดจากคนสองคนที่ยืนประจันหน้ากันในระยะประชิด
รณกรถอนหายใจยาวเหยียด ปล่อยมือจากข้อมือของอลิสาเพื่อซุกมือลงในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต แต่สายตายังคงสำรวจร่างบางตรงหน้าอย่างเป็นห่วง “เจ็บตรงไหนหรือเปล่า มันพูดอะไรกวนประสาทเธออีกไหม?”
อลิสาส่ายหัวเบาๆ เธอยังคงนิ่งงัน ความรู้สึกมากมายตีรวนอยู่ในอก ทั้งความตกใจ ความซาบซึ้ง และบางสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน “ฉันไม่เป็นไรค่ะ... ขอบคุณนะรณกร ถ้าไม่ได้คุณ ฉันคง...”
“ฉันไม่ได้ทำเพื่อเอาโล่หรอกนะ” รณกรตัดบทเสียงห้วนเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่จู่ๆ ก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมา “แค่รำคาญตาเวลามีหมาบ้ามาเห่าหอนในพื้นที่ของฉันก็เท่านั้น”
“นี่! ปากคอระรานตลอดเวลาเลยหรือไง คนเขากำลังจะซาบซึ้งแท้ๆ” อลิสาแหวใส่ หยิกแขนแกร่งไปทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ แต่แรงที่ใช้แทบจะเรียกว่าสะกิดเสียด้วยซ้ำ
รณกรแสร้งทำเป็นนิ่วหน้าโอเวอร์แอคติ้ง “โอ๊ย! มือหนักเป็นบ้า แม่คุณเอ้ย... จะฆ่าผัวทางอ้อมหรือไง”
“ใครผัวคุณ พูดบ้าอะไรเนี่ย!” อลิสาหน้าแดงแจ๋ ร้อนผ่าวลามไปถึงใบหู เธอรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่ห้ามไว้ไม่อยู่
“ก็พูดให้ฟังชัดๆ เผื่อสมองส่วนการรับรู้จะทำงานช้า” รณกรก้าวเข้าไปประชิดตัวทีละน้อย จนอลิสาต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ แต่ตอนนี้ความเย็นของกำแพงเทียบไม่ได้เลยกับความร้อนผ่าวจากร่างกายของคนที่ยืนค้ำหัวเธออยู่
ช่างภาพหนุ่มใช้แขนข้างหนึ่งยันกำแพงกักตัวเธอไว้ในอ้อมกอด ก้มลงมองสบตาด้วยแววตาที่จริงจังจนอลิสาไม่กล้ากะพริบตา รอยยิ้มมุมปากหายไป เหลือเพียงความเวิ้งว้างลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดื้อรั้น
“อลิสา...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อเธอแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าเสียงดังเกินไปจะทำให้ภาพตรงหน้าสลายหายไป
“คะ... อะไรอีกเล่า” เธอพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของเขาเอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่ปรกแก้มให้อย่างเบามือ
“ฉันไม่ใช่คนโรแมนติก ไม่ใช่ผู้ชายอบอุ่นใจดีที่เธอเขียนลงในนิยายหรอกนะ” รณกรพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “ฉันมันงี่เง่า ปากร้าย เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง... และเกลียดความยุ่งเหยิงในชีวิตที่สุด”
อลิสาเงียบฟัง หัวใจเต้นรัวโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
“แต่แปลกว่ะ...” รณกรเว้นจังหวะ เลื่อนสายมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเธอตรงๆ อีกครั้ง “ตั้งแต่มีผู้หญิงปากจัด ตรรกะเยอะ แถมชอบเถียงคำไม่ตกฟากอย่างเธอเข้ามาปั่นป่วนในชีวิต... โลกที่เคยเงียบสงบของฉันมันก็พังไม่เป็นท่า”
“ถ้า... ถ้ามันลำบากนัก งั้นก็ปล่อยฉันไปสิคะ” อลิสาพูดเสียงแผ่ว ความน้อยใจวูบขึ้นมาในอก แม้จะรู้ว่าเขากำลังสารภาพความรู้สึก
“ใครบอกว่าจะปล่อย?” รณกรสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเข้มงวดแต่แฝงด้วยความเวทนาปนคลั่งรัก “ฉันบอกว่าโลกมันพัง... แต่ฉันไม่เคยบอกเลยสักคำว่าอยากซ่อมมันให้กลับเป็นเหมือนเดิม ในเมื่อเธอเป็นคนพังมัน เธอก็ต้องรับผิดชอบด้วยการอยู่ตรงนี้... อยู่ในพื้นที่ของฉัน ตลอดไป”
คำสารภาพที่ไม่มีคำว่า ‘รัก’ สักคำ แต่มันกลับทรงพลังและกินใจยิ่งกว่าคำบอกรักใดๆ บนโลกใบนี้ อลิสาอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับความเผด็จการแต่จริงใจของช่างภาพหนุ่มตรงหน้า
ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองสบตาเขาอีกครั้ง ความลังเล ความหวาดกลัวในอดีต และกำแพงที่เคยสร้างไว้ค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย เมื่อเธอเห็นความจริงจังที่สะท้อนอยู่ในแววตาคู่นั้น—แววตาที่มีเพียงเงสะท้อนของเธอคนเดียว
รณกรโน้มใบหน้าลงมาเรื่อยๆ ระยะห่างลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่รินรดกัน อลิสาหลับตาลงช้าๆ ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหัวใจตัวเองเป็นครั้งแรก
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแตะเข้าหากันอย่างพอดิบพอดี
*กริ๊งงงงงง!*
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของรณกรแผดเสียงดังลั่นลายความเงียบ ทำลายโมเมนต์ฟินจิกหมอนจนแทบแหลกละเอียด รณกรสบถอย่างหัวเสีย ชักสีหน้าหงุดหงิดสุดขีด มือหนาควักโทรศัพท์ขึ้นมาหมายจะกดตัดสายแล้วโยนทิ้ง แต่พอเหลือบเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ชายหนุ่มก็ชะงักกึก สีหน้าที่เคยเคลิบเคลิ้มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
อลิสาเปิดเปลือกตาขึ้น มองท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเขาด้วยความแปลกใจ “ใครโทรมาเหรอคะ?”
รณกรเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ แววตาไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมานิ่งเรียบ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาทำให้หัวใจของอลิสากระตุกวูบตกลงไปที่ตาตุ่มอีกครั้ง
“แม่ฉัน... โทรมาจากโรงพยาบาล” รณกรกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “บอกว่า... *คนคนนั้น* กลับมาแล้ว”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับตัวละครด้วยกันนะคะ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน•ตอนที่ 21
วินาทีที่หัวใจเต้นตรงกัน
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!