กลิ่นอายจางๆ ของกำยานหมื่นลี้ยังคงลอยวนอยู่บนปลายจมูก ทว่าความหนาวเหน็บที่แท้จริงหาใช่มาจากอากาศยามราตรีไม่ หากแต่แผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างสูงโปร่งที่ทาบทับลงบนม่านโปร่งสีนวลในห้องหนังสือส่วนตัวของจวนอัครเสนาบดี
หลี่มู่เหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชีรายรับของตระกูล ปลายนิ้วเรียวที่สวมปลอกเล็บทองคำประดับไข่มุกยังคงเคาะเป็นจังหวะบนโต๊ะไม้ฮวาหลีอย่างใจเย็น ราวกับนางไม่ได้ตระหนักเลยว่า บุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหลังม่านโปร่งนั้นคือนายเหนือหัวแห่งค่ายกลทหารพยัคฆ์ผู้เหี้ยมโหด ผู้ซึ่งเพียงแค่กะพริบตาครั้งเดียวก็สามารถทำให้หัวหลุดจากบ่าได้ทั้งตระกูล
"ยามวิกาลเช่นนี้ หากผู้ใดมาพบว่าท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจลักลอบเข้ามาในห้องหอของสตรีที่ยังไม่ออกเรือน ชื่อเสียงของหม่อมฉันคงไม่เหลือดีเพคะ"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เจือความเย้ยหยันไว้อย่างแนบเนียน ดั่งระลอกคลื่นใต้น้ำที่นิ่งสงบแต่มิต้องสงสัยถึงความเชี่ยวกรากเบื้องล่าง
ฉินมู่เฉินมิได้ขยับกายหนี เขายังคงยืนนิ่งอยู่ในเงาดำ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองเรือนร่างอรชรภายใต้ชุดผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ภายในแววตาคู่นั้นมีความปรารถนาอันมืดมนและกระหายหาซ่อนอยู่ลึกซึ้ง ดั่งหมาป่าที่เฝ้ารอคอยเหยื่ออันโอชะเดินเข้าสู่เขตอาคมด้วยความเต็มใจ
"ชื่อเสียง?" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรกดังลอดผ่านม่านโปร่งเข้ามา มันเย็นเยียบจนทำให้บรรยากาศรอบกายลดฮวบลงทันตา "คุณหนูใหญ่หลี่... เจ้าคิดว่าตัวเจ้าในตอนนี้ยังมีชื่อเสียงอันใดให้หลงเหลืออยู่อีกหรือ? หรือเจ้าคิดว่า แผนการตบหน้าอนุภรรยาและสั่งสอนน้องสาวต่างมารดาเมื่อยามบ่าย จะทำให้เจ้ากลายเป็นกุลสตรีผู้ไร้ราคากันเล่า"
มู่เหยาชะงักปลายนิ้วที่เคาะโต๊ะ นางวางพู่กันลงช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเงาร่างนั้นผ่านผืนผ้าโปร่ง แววตาของนางไม่มีความตื่นกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเฉลียวฉลาดและเย่อหยิ่งทระนงที่ฉายชัดราวกับหงส์ผู้สูงศักดิ์
นางลุกขึ้นยืน ชายผ้าไหมสีชาดสะบัดพลิ้วตามจังหวะการก้าวเดิน ก่อนจะเอื้อมมือไปเลิกม่านโปร่งขึ้นด้วยความมั่น
แสงจากโคมไฟกระดาษน้ำมันส่องกระทบใบหน้าคมคายดั่งสลักหยกของฉินมู่เฉิน ดวงตาคู่นั้นคมปลาบ จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากหยักลึกที่มักจะเหยียดยิ้มเยาะหยันโลกใบนี้เสมอ แต่วันนี้... สายตาที่เขามองนางกลับเต็มไปด้วยความเร่าร้อนและลุ่มลึกอย่างประหลาด
"ท่านอ๋องทรงข่าวไวเสียจริงเพคะ" มู่เหยายิ้มรับ รอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา "แต่หม่อมฉันหาได้ใส่ใจเรื่องคำคร่ำครวญของคนไร้ค่าเหล่านั้นไม่ สิ่งที่หม่อมฉันสนใจ... คือเหตุใดท่านจึงต้องเสด็จมาหาข้าถึงที่นี่ในยามวิกาลเช่นนี้มากกว่า"
ฉินมู่เฉินก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในระยะที่ลมหายใจเริ่มรินรดกัน กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสนิมเหล็กและชาชั้นดีโชยเข้าแตะนาสิก ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา แต่มู่เหยากลับยืนหยัดต้านรับอย่างไม่สะทกสะท้าน นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตาเขาในระยะประชิด
"เพราะข้าต้องการเจ้า"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าหนักแน่นดั่งประกาศิต ฉินมู่เฉินโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะแตะกัน ดวงตาคมกريบจ้องมองลึกลงไปในดวงตากลมโตของนาง "ฮองเฮา... หรือควรเรียกว่า คุณหนูใหญ่หลี่ดี? ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังทำอะไร แผนการล้างบางสกุลหลี่และการทวงคืนอำนาจในวังหลังของเจ้านั้นช่างน่าสนุกยิ่งนัก แต่ทว่า... มันช้าเกินไป และอันตรายเกินกว่าที่สตรีตัวคนเดียวจะรับไหว"
หัวใจของมู่เหยาเต้นกระตุกวูบไปชั่วขณะ นางถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ ความลับที่นางเก็บซ่อนไว้... ความทรงจำจากชาติภพก่อนที่ถูกฝังกลบด้วยความแค้น เหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงมองทะลุปรุโปร่งได้รวดเร็วนัก!
"หม่อมฉันไม่เข้าใจที่ท่านตรัส..."
"ไม่ต้องเสแสร้งหรอกมู่เหยา" ฉินมู่เฉินเอ่ยชื่อนางอย่างไร้พิธีรีตอง น้ำเสียงของเขานุ่มนวลขึ้นอย่างน่าขนลุก แต่มันกลับเต็มไปด้วยอันตราย "ข้าเฝ้ามองเจ้ามานาน ตั้งแต่วันที่เจ้าก้าวลงจากบัลลังก์ด้วยความอยุติธรรม จนถึงวันที่วิญญาณของเจ้ากลับมาทวงแค้น ข้าคือคนเดียวที่จะช่วยให้เจ้าเหยียบย่ำคนพวกนั้นให้จมดินได้ง่ายขึ้น"
เขายื่นมือหนาออกมา ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบไล้เบาๆ บนแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างถือวิสาสะ แต่มู่เหยากลับไม่กล้าปัดป้อง เพราะนางสัมผัสได้ถึงความจริงจังและอำนาจดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้สัมผัสนั้น
"ข้อเสนอของข้าคืออะไรหรือเพคะ?" นางเค้นเสียงถาม พยายามรักษาความมั่นคงในน้ำเสียง
"แต่งงานกับข้า" ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังเอ่ยถึงดินฟ้าอากาศ "ใช้กองกำลังของค่ายกลทหารพยัคฆ์ของข้าเป็นดาบเล่มใหม่ของเจ้า และใช้สติปัญญาอันเป็นเลิศของเจ้าชักใยราชสำนัก สกุลหลี่ สกุลเย่ หรือแม้แต่ฮ่องเต้ผู้โง่เขลานั้น... จะต้องสยบแทบเท้าเราสองคน"
มู่เหยาสูดหายใจเข้าลึกๆ สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ การแต่งงานกับเฉินอ๋องหมายถึงการผูกชะตาชีวิตไว้กับอสูรร้ายแห่งสนามรบ แต่มันก็หมายถึงการได้มาซึ่งอำนาจที่ไร้ผู้ต่อต้านเช่นกัน เป็นหมากตาเดียวที่สามารถรวบกระดานทั้งหมดให้จบลงได้ในคราเดียว
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบ บรรยากาศรอบนอกเรือนพักกลับพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างวาบขึ้นบริเวณนอกกำแพงสวน เสียงทุบประตูปังดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของสาวใช้
"แย่แล้วเจ้าค่ะ! มีราชโองการด่วนจากในวัง! ใต้ฝ่าบาททรงส่งราชองครักษ์มาตรวจสอบจวนอัครเสนาบดี ยามวิกาลเช่นนี้!"
ฉินมู่เฉินชะงัก รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูของนางอย่างแผ่วเบา
"ดูเหมือนว่า... หมากตาแรกของเจ้า จะมีคนร้อนรนอยากเดินแทนเสียแล้ว มู่เหยา... เจ้าจะเลือกทางใด?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้แสนประเสริฐที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาแห่งการล้างแค้นนี้ไปพร้อมกับ “มนตรากรรมสะท้อน” นะคะ
บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 3
ข้อเสนอจากท่านอ๋องปีศาจ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!