บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 12

คำสัญญาที่ไร้คำพูด

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มปีเก่าลอยอวลอยู่เบื้องพระพักตร์ ทว่าความระอุในตำหนักอักษรเวลานี้กลับมิได้มาจากความอบอุ่นของเตาผิง หากแต่มาจากสายพระเนตรคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งของฉินมู่เฉิน ที่กำลังตวัดมองราชองครักษ์เงาซึ่งคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง "เจ้าว่าอย่างไรนะ... พวกมันกล้าดึงนางเข้าไปพัวพันกับคดีเครื่องทรงทาสีชาดในกองพิธีการเช่นนั้นหรือ" น้ำเสียงของเฉินอ๋องมิได้ดังแม้แต่น้อย ทว่ากลับทรงพลังกดดันเสียจนออกซิเจนรอบบริเวณราวกับถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น ความเยียบเย็นแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่ในชุดคลองปักลายกิเลนสีนิลสนิท ประดุจพญามารผู้พร้อมจะพลิกแผ่นดินให้ลุกเป็นไฟได้เพียงแค่ปลายนิ้วกระดิก หลี่มู่เหยายืนสงบนิ่งอยู่หลังฉากกั้นผ้าโปร่งปักลายหมู่มัตสึ นางสวมอาภรณ์สีนวลเรียบง่าย ทว่าสง่างามไร้ที่ติ ปลายนิ้วเรียวบางกำลังบรรจงฝนหมึกบนแท่นหินต้วนซีอย่างเชื่องช้า สติปัญญาอันเฉียบคมของนางวิเคราะห์หมากกระดานนี้ทะลุปรุโปร่งแล้ว ในเมื่อเหล่าสนมและเชื้อสายตระกูลขุนนางเก่าต้องการใช้นางเป็นหมากสังเวยเพื่อดิสเครดิตฝ่ายองค์ชายรอง นางก็พร้อมจะเล่นตามเกม... แต่ผู้ที่จะต้องแหลกสลายคามือหาใช่นางไม่ ทว่า สิ่งที่นางมิคาดคิด คือการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจผู้นี้ "ท่านอ๋อง... พระสนมจางมีรับสั่งให้เชิญคุณหนูหลี่ไปให้ปากคำที่ตำหนักบูรพาพ่ะย่ะค่ะ อ้างว่านางมีส่วนพัวพันกับ—" "บังis" เฉินมู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาดุดันวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง "ตำหนักบูรพาช่างว่างงานถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงได้คิดเอาสตรีในความดูแลของเราไปไต่สวนเล่นเป็นงานอดิเรก ไปทูลองค์รัชทายาท... ว่าหากทรงอยากได้ตัวคนนัก ก็ให้เสด็จมาเบิกตัวที่ตำหนักอ๋องด้วยพระองค์เอง แต่พึงสังวรไว้ด้วยว่า หากเสด็จมาแล้วไม่ได้ตัวกลับไป... ก็อย่าหาว่าเราไม่ไว้หน้าฐานะรัชทายาทก็แล้วกัน" ราชองครักษ์เงาหน้าถอดสี รีบโขกศีรษะรับคำสั่งแล้วเร้นกายหายไปในความมืดดุจภูตผี มู่เหยาชะงักมือที่กำลังฝนหมึก ดวงตากลมโตคู่สวยเงยขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่ยืนหันหลังให้ นางขยับริมฝีปากเอื้อnเอ่นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านอ๋องทรงทำเช่นนี้... เกรงว่าจะทำให้พระองค์ตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายสนับสนุนองค์รัชทายาทโดยใช่เหตุนะคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีที่มีชนวนความแค้นติดตัว การที่ท่านยื่นมือเข้ามาปกป้องอย่างออกหน้าออกตาเช่นนี้ รังแต่จะทำให้หมากตานี้ซับซ้อนขึ้น" ฉินมู่เฉินหมุนตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างบางทีละก้าว ย่างก้าวของเขามั่นคงและทรงอำนาจดั่งพญาเสือโคร่งที่กำลังต้อนเหยื่อเข้ามุม จนกระทั่งร่างสูงหยุดยืนห่างจากนางเพียงคืบ กลิ่นอายบุรุษอันเข้มข้นเจือกลิ่นอายสนธยาโชยเข้าแตะนาสิก "เป้าโจมตีงั้นหรือ?" เฉินมู่เฉินโน้มกายลงมาเล็กน้อย สายตาคมกราบกวาดมองใบหน้างามที่ยังคงความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้อย่างแนบเนียน มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะหยัน "หลี่มู่เหยา... เจ้าคิดว่าสายตาของคนทั้งราชสำนักเวลานี้ มองข้าเป็นพวกเดียวกับใครอยู่เล่า? ข้าเหยียบย่ำกฎเกณฑ์ของราชสำนักมานักต่อนัก การปกป้องสตรีผู้หนึ่งที่บังเอิญ... อยู่ในหัวใจของข้า จะแปลกประหลาดสักเพียงใดกันเชียว" หัวใจของมู่เหยาไหววูบไปชั่วขณะ นางหลุบตาลงซ่อนประกายความไหวหวั่นที่ฉายชัดขึ้นในดวงตา แม้จะตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้ความรักมาเป็นจุดอ่อนในเส้นทางแห่งการล้างแค้น ทว่าอ้อมกอดอันอบอุ่นและสายตาที่พร้อมจะเผาทำลายทุกสิ่งที่กล้าแตะต้องนางของฉินมู่เฉิน ก็ช่างมีแรงดึงดูดมหาศาลเสียจนยากจะต้านทาน "หม่อมฉันมิใช่สตรีที่จะยอมให้ผู้ใดมาปกป้องอยู่ฝ่ายเดียวนะคะ ท่านอ๋องโปรดจำไว้ด้วย" นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาดุดันและเด็ดเดี่ยวฉายชัด ทะลุความมืดมิดในดวงตาของเขา "ข้ารู้..." เฉินมู่เฉินทอดถอนหายใจยาว มือหนายื่นออกไปปัดปอยผมที่คลอเคลียแก้มเนียนของนางออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นนุ่มนวลและทะนุถนอมราวกับนางคือเครื่องแก้วเจียระไนที่เปราะบางที่สุดในใต้หล้า "เจ้าเก่งกาจและเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งกว่าจิ้งจอกเฒ่าในสภาสูงเสียอีก แต่จำไว้... ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะเดินบนเส้นทางสายเลือดนี้ ข้าจะกางกั้นลมฝนทั้งหมดแทนเจ้าเอง ใครหน้าไหนที่กล้าต่อกรกับเจ้า มันผู้นั้นต้องข้ามศพข้าไปก่อน" บรรยากาศรอบกายพล พันอบอวลไปด้วยความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงปะทะทางอารมณ์ เคมีระหว่างคนทั้งสองเข้มข้นจนแทบจะหยดเป็นหยาดน้ำค้าง ทว่าในวินาทีที่ความใกล้ชิดกำลังจะก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตอันตราย เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีประจำพระตำหนักวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าหน้าประตูก่อนจะละล่ำละลักรายงาน "ใต้เท้าหลิว... อัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย นำตัวพยานปากเอกมายังท้องพระโรงหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ อ้างว่ามีหลักฐานมัดตัวคุณหนูหลี่มู่เหยา ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางยาพิษในงานเลี้ยงรับรองทูตต่างเมืองเมื่อสามวันก่อน พระพันปีหลวงทรงมีรับสั่งด่วน... ให้คุมตัวคุณหนูหลี่ไปสอบสวนเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!" มู่เหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็ว หมากตานี้ของฝ่ายตรงข้ามรวดเร็วกว่าที่คาดไว้ แต่ทว่า... มันก็อยู่ในแผนการที่นางคาดการณ์ไว้เช่นกัน ทว่า ก่อนที่ร่างบางจะได้ขยับตัวก้าวออกไป เฉินมู่เฉินกลับยกมือขึ้นขวางไว้ ร่างสูงเหยียดยิ้มเย็นเยียบจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบฉายแววอำมหิตที่ปิดไม่มิด "ไปทูลพระพันปี... ว่าหลี่มู่เหยาป่วยหนัก ลุกจากเตียงไม่ได้" เฉินมู่เฉินเอמהด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ไร้ความเกรงกลัวต่อราชโองการใดๆ ทั้งสิ้น "หากพระนางอยากได้ตัวนางไปสอบสวนนัก... ก็ให้ยกท้องพระโรงมาไต่สวนกันที่ตำหนักอ๋องแห่งนี้!" ทว่า ในจังหวะนั้นเอง ขันทีผู้นั้นกลับก้มหน้าตัวสั่นระริก ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำให้แม้แต่ฉินมู่เฉินยังต้องชะงัก "ทะ... ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ มิใช่แค่พระพันปีหลวง... แต่พระราชโองการฉบับจริง จากองค์จักรพรรดิ... ที่ทรงประทับตราหยกราชันย์ด้วยพระองค์เอง... มาถึงหน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้แสนประเสริฐที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาแห่งการล้างแค้นนี้ไปพร้อมกับ “มนตรากรรมสะท้อน” นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%