เสียงกรับไม้เนื้อดีที่ถูกกระแทกกระทั้นลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมดังสนั่นกังวานไปทั่วโถงรับแขกสกุลหลี่ ราวกับเสียงประกาศิตแห่งยมทูตที่มารับตัวคนบาปไปชำระบัญชีความแค้น หลี่มู่เหยาประทับกายนิ่งสนิทอยู่บนเก้าอี้ลายมังกรจำหลัก ดวงพักตร์งดงามล้ำเลิศประดุจหยกสลักปราศจากรอยยิ้ม รัศมีแห่งความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์สีเพลิง ทว่าดวงเนตรหงส์คู่นั้นกลับลẫกลึกและว่างเปล่าเสียยิ่งกว่าก้นบึ้งของเหวนรก
เบื้องหน้าของนางคือภาพความอนาถใจที่สร้างความสะใจให้แก่หัวใจที่เคยถูกแผดเผาด้วยไฟบรรลังก์โลกันต์ในชาติก่อน ฮูหยินรองหลิวและคุณหนูรองหลี่ว์อิ๋ง สองแม่ลูกผู้เคยเรืองอำนาจและเหยียบย่ำมารดาผู้ล่วงลับของนาง บัดนี้กำลังทรุดกายคุกเข่าอยู่บนพื้นศิลาเย็นเฉียบ เส้นผมที่เคยประดับด้วยปิ่นทองคำฝังไข่มุกหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง อาภรณ์แพรพรรณราคาแพงเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นละอองและน้ำตา
"มู่เหยา... เจ้ารungเรนอำนาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ! พวกเราเป็นแม่เลี้ยงและน้องสาวของเจ้า ย่อมมีศักดิ์ศรีในสกุลหลี่ เหตุใดจึงไร้ซึ่งความเมตตาปรานี ขับไล่พวกเราออกไปราวกับหมูหมาเช่นนี้!" ฮูหยินรองหลิวแผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความคับแค้นใจ ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มอย่างงดงามบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด นางพยายามจะพุ่งตัวเข้ามาเกาะชายกระโปรงของหลี่มู่เหยา ทว่ายังไม่ทันแตะต้องเนื้อตัว กลับถูกกระบี่คมกริบขององครักษ์เงาผู้หนึ่งสกัดไว้ด้วยรัศมีสังหารที่เยียบเย็นจนนางต้องชักมือกลับแทบไม่ทัน
หลี่มู่เหยาค่อยๆ ยกถ้วยชาหยกขาวขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมละมุนของชาหลงจิ่งลอยกรุ่นตัดกับบรรยากาศอันตึงเครียด นางวางถ้วยลงบนโต๊ะเกิดเสียงกระทบเบาๆ ทว่ากลับดังก้องกังวานในความเงียบงัน
"ศักดิ์ศรี?" หลี่มู่เหยาเอ่ยทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเยือกเย็นเสียจนผู้ฟังต้องสันหลังวาบ "ฮูหยินรองหลิว ท่านยังกล้าเอ่ยถึงคำนี้อยู่อีกหรือ? ตลอดสิบปีที่ผ่านมา อาหารที่ท่านป้อนให้มารดาข้าเจือด้วยยาพิษทีละน้อยจนนางต้องตรอมใจตาย... บัญชีแค้นนี้ ข้ายังมิได้ชำระแก่ท่านอย่างสาสม การที่ข้าเมตตาไม่ส่งพวกท่านไปรับโทษทัณฑ์ ณ ศาลายาพิษของทางการ แต่เลือกใช้วิธี 'ขับไล่ออกจากสกุล' และริบทรัพย์สินทั้งหมดคืนเข้ากองกลาง นี่นับว่าข้าใจกว้างประดุจมหาสحرแล้วกระมัง"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของสองแม่ลูก หลี่ว์อิ๋งหน้าซีดเผือดจนโปร่งแสง ดวงตาเบิกโพรงด้วยความหวาดกลัว นางไม่คาดคิดเลยว่าพี่สาวผู้เคยอ่อนแอและยอมคนผู้นี้ จะกลับกลายเป็นปิศาจจากขุมนรกที่ล่วงรู้ความลับดำมืดทุกอย่างในจวนหลังนี้
"เจ้า... เจ้าพูดเรื่องอะไร ข้าไม่เข้าใจ! ข้าจะไปฟ้องท่านพ่อ! ท่านพ่อไม่มีวันยอมให้เจ้าขับไล่พวกเราแน่!" หลี่ว์อิ๋งแผดเสียงตะโกนด้วยความสติแตก
"ท่านพ่อของเจ้าหรือ?" รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากของหลี่มู่เหยา งดงามทว่าน่าสะพรึงกลัว "ตอนนี้บิดาของพวกเรากำลังนอนหมดสติอยู่บนเตียงด้วยฤทธิ์ยาบำรุงที่ท่านแม่เลี้ยงแสนดีของเจ้าบรรจงป้อนให้ทุกคืน เพื่อฮุบสมบัติทั้งหมดของสกุลหลี่... เจ้าคิดว่าคนเช่นนั้น จะมีปัญญามาปกป้องพวกเจ้าพ้นจากเงื้อมมือของข้าได้จริงหรือ?"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมโถงรับแขกอีกครั้ง บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าบ่าวไพร่ที่ยืนเรียงรายอยู่รอบด้านต่างก้มหน้าคุดคู้อย ่างหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นจากนอกประดู่วังวนแห่งความขัดแย้ง บุรุษในอาภรณ์คลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินยวงด้วยด้ายทองคำก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสง่างามดั่งพญาอินทรี กลิ่นอายอำนาจอันน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากร่างของเฉินอ๋อง (ฉินมู่เฉิน) ทำให้ทุมอากาศในห้องพล S อบอุ่นและหนักอึ้งขึ้นในคราเดียวกัน ดวงเนตรคมกลาบกวาดมองภาพเบื้องหน้าด้วยความเรียเฉย ก่อนจะหยุดลงที่ร่างระหงของหลี่มู่เหยา ความอ่อนโยนเพียงหนึ่งเดียวที่ซ่อนอยู่ใต้ความเย็นชาของเขาฉายชัดขึ้นในแววตาคู่นั้น
"จัดการเรียบร้อยแล้วหรือพระชายา" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล ขัดกับบรรยากาศรอบข้างโดยสิ้นเชิง
หลี่มู่เหยาหันไปสบตาชายหนุ่มผู้เป็นสามีในนามและผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพ ริมฝีปากบางแย้มยิ้มบางเบา "ยังขาดขั้นตอนสุดท้ายเพคะ... หม่อมฉันกำลังจะส่งสุนัขจนตรอกสองตัวนี้ออกไปให้พ้นจากสายตา"
ฮูหยินรองหลิวและหลี่ว์อิ๋งเมื่อเห็นเฉินอ๋องเสด็จมา ก็ราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้ายในความมืด นางทั้งสองรีบคลานเข้าไปหาพร้อมกับโขกศีรษะกับพื้นศิลาจนเกิดเสียงดังโขกๆ "ท่านอ๋องโปรดเมตตา! พระชายารังแกพวกเราอย่างไร้เหตุผล ขับไล่พวกเราออกไปกลางสายฝนเช่นนี้ ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนักเพคะ!"
เฉินอ๋องก้มมองสองแม่ลูกด้วยหางตา ราวกับพวกนางเป็นเพียงฝุ่นผงใต้ฝ่าเท้า รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันที "ชายาของเปิ่นหวังทำสิ่งใด ย่อมถูกต้องเสมอ หากพวกเจ้ายังกล้าส่งเสียงน่ารำคาญรบกวนนางอีกแม้แต่คำเดียว... อย่าหาว่าเปิ่นหวังไม่เตือนว่า ศีรษะบนบ่าของพวกเจ้าอาจจะไม่ได้อยู่ติดกับลำตัวอีกต่อไป"
คำประกาศิตนั้นเด็ดขาดและไร้ซึ่งความปรานี สองแม่ลูกถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนสิ้นฤทธิ์ ถูกเหล่าองครักษ์ลากตัวออกไปจากจวนท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ค่อยๆ เงียบหายไปในสายลม
โถงรับแขกกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง หลี่มู่เหยาถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เสี้ยนหนามชิ้นแรกถูกถอนรากถอนโคนแล้ว ทว่าในขณะที่นางกำลังจะหันไปเอ่ยปากกับเฉินอ๋องนั้น
ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็ก้าวเข้ามาด้วยใบซีดเผือด มือที่ถือราชโองการสีทองสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ พร้อมกับเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "ท่านอ๋อง พระชายา... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ทางชายแดนเหนือส่งม้าเร็วมาแจ้งว่า... แม่ทัพใหญ่ผู้รักษาด่านถูกลอบสังหาร และกองทัพศัตรูกำลังรุกคืบเข้ามาประชิดเมืองหลวงแล้ว!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้แสนประเสริฐที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาแห่งการล้างแค้นนี้ไปพร้อมกับ “มนตรากรรมสะท้อน” นะคะ
บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 11
กำจัดเสี้ยนหนามในจวน
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!