กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่ลอยอวลอยู่ในตำหนักเย็นชา ยามนี้กลับมิได้ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย หากแต่คล้ายควันพิษที่แฝงเร้นด้วยศาสตราสังหารอันเงียบงัน
หลี่มู่เหยาปักปิ่นทองคำฝังหยกมรกตลงบนมวยผมอย่างบรรจง ปลายนิ้วเรียวเรียบเนียนดุจหยกสลักลูบไล้ผ่านเนื้อผ้าแพรต่วนสีม่วงเข้มปักลายหงส์สยายปีกอย่างเชื่องช้า กระจกทองเหลืองสะท้อนใบหน้างามที่เรียบเฉยราวน้ำค้างแข็ง แม้ภายนอกนางจะดูสงบนิ่งดั่งบึงใหญ่ไร้ระลอกคลื่น ทว่าในอกเสื้อกลับซุกซ่อนเข็มเงินอาบยาชาสามเล่มที่พร้อมจะปลิดชีพผู้มาเยือนได้ทุกเมื่อ
ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามด้วยรอยยิ้มจอมปลอมที่ก้าวล่วงเข้ามาในอาณาเขตของนาง
"มู่เหยา... น้องหญิง ข้าได้ยินว่าช่วงนี้สุขภาพเจ้าไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงถือวิสาสะนำรังนกตุ๋นโสมพันปีมาให้บำรุงเสียหน่อย"
สุ้มเสียงหวานหยดราวกับน้ำเชื่อมอาบยาพิษดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงของสนมเอก ‘จ้าวอวี้หลาน’ ที่ก้าวเข้ามาในห้องรับรองด้วยท่าทีเยื้องย่างดุจนกยูงรำแพน นางสวมชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงขับเน้นผิวพรรณให้ผุดผ่อง ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับกวาดมองไปรอบตำหนักด้วยความริษยาและดูแคลนระคนกัน
มู่เหยายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่มิได้ส่งไปถึงดวงตา นางผุดลุกขึ้นย่อกายคำนับตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ
"พระสนมจ้าวทรงพระกรุณาถึงเพียงนี้ หม่อมฉันไหนเลยจะกล้ารับไว้ ขอบพระทัยในความหวังดี... แต่เกรงว่ารังนกถ้วยนี้จะทรงคุณค่าเกินกว่าที่คนตกอับเช่นหม่อมฉันจะรับไหวนะคะ"
จ้าวอวี้หลานหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะน้ำชาช้าๆ ก่อนจะปรายตามองถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวลายครามที่ส่งไอความร้อนกรุ่นขึ้นมา
"เจ้าพูดจาถ่อมตัวเกินไปแล้ว มู่เหยา... คนเรา แม้ในอดีตจะเคยสูงส่งเพียงใด แต่หากร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ย่อมต้องเจียมเนื้อเจียมตัว สุนัขที่ไร้เขี้ยวเล็บ ต่อให้เห่าหอนอย่างไรก็ไม่มีใครหวาดกลัวหรอกนะ เจ้าว่าจริงหรือไม่?"
บรรยากาศภายในห้องราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเย็นเยียบ ปลายเล็บที่ยาวแหลมของจ้าวอวี้หลานเคาะลงบนโต๊ะไม้จันทน์เป็นจังหวะเชื่องช้า นางตั้งใจมาในวันนี้เพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ของอดีตฮองเฮาผู้ตกอับ และที่สำคัญที่สุด... เพื่อส่งนางไปให้พ้นทางเสียที
"สุนัขที่ไร้เขี้ยวเล็บอาจจะน่าสมเพช... แต่สนมเอกผู้โง่เขลาที่เดินเข้ามาในกรงเสือด้วยความลำพองใจ เกรงว่าจะมิได้มีแม้แต่โอกาสได้เห่าหอนในวินาทีสุดท้ายนะคะ" มู่เหยาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวน้ำแข็งลับคม
จ้าวอวี้หลานหน้าถอดสีไปวูบหนึ่งด้วยความโกรธ รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าบิดเบี้ยวทันที นางสะบัดหน้าหันไปหยิบกาชาขึ้นมาด้วยความโมโห
"ปากกล้าดีนี่! ถือดีว่าฝ่าบาทเคยโปรดปรานกระนั้นหรือ? ดื่มเสีย! รังนกถ้วยนี้ข้าตั้งใจต้มมาให้เจ้าด้วยมือตนเอง หากเจ้ากล้าปฏิเสธน้ำใจของข้า เกรงว่าข้อหาขัดราชโองการลับคงจะทำให้หัวของเจ้าหลุดจากบ่าได้ง่ายๆ เสียยิ่งกว่าปอกกล้วยนะ!"
คำขู่คุกคามดังขึ้นพร้อมกับที่จ้าวอวี้หลานรินน้ำในกาลงใส่ถ้วยจนเต็มปรี่ กลิ่นอายของผงยาไร้สีไร้กลิ่นที่ละลายปะปนอยู่คละคลุ้งแตะจมูกอันเฉียบคมของมู่เหยาในทันที มันคือพิษ 'สลายวิญญาณ' พิษร้ายแรงจากแดนใต้ที่ต่อให้เป็นยอดฝีมือก็ต้องกระอักโลหิตสิ้นใจภายในสามลมหายใจ
มู่เหยามองถ้วยชาตรงหน้าด้วยแววตาวาวโรจน์ นางมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... ในใจกลับเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา หมากกลที่อีกฝ่ายเดินมาในวันนี้ ช่างโง่เขลาและตื้นเขินเสียจนนางแทบไม่ต้องออกแรงพลิกกระดานเลยด้วยซ้ำ
ทว่า ก่อนที่ปลายนิ้วเรียวของมู่เหยาจะได้สัมผัสกับถ้วยชาเคลือบ... ประตูไม้แกะสลักของตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงที่คุ้นเคยดีดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วห้อง
"สนมจ้าว... ดูท่าทางเจ้าจะว่างงานมากสินะ ถึงได้มีเวลามาสั่งสอนสนมในตำหนักของเปิ่นหวังถึงเพียงนี้"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดคลุมผ้าไหมสีดำปักลายมังกรทองดิ้นเงินก้าวเข้ามา กลิ่นอายอำนาจอันน่าเกรงขามแผ่ซ่านกดทับจนทุกคนในห้องแทบหยุดหายใจ เฉินอ๋อง (ฉินมู่เฉิน) ปรากฏกายขึ้นราวกับเทพแห่งความตายที่ก้าวออกมาจากขุมนรก ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองจ้าวอวี้หลานด้วยแววตาดุร้ายไร้ความปรานี
จ้าวอวี้หลานหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เข่าทั้งสองข้างอ่อนยวบลงด้วยความหวาดกลัว นางไม่คาดคิดเลยว่าบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเยือกเย็นไร้ใจและไม่เคยใส่ใจสตรีใดในวังหลังอย่างเฉินอ๋อง จะย่างกรายมาเยือนตำหนักเย็นชาแห่งนี้ในยามวิกาล!
"ถ... ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่... เพียงแต่นำรังนกมาเยี่ยมเยียนพระชายา..." สนมจ้าวละล่ำละลักละลานเอ่ยแก้ตัวเสียงสั่นเทา
เฉินอ๋องปรายตามองถ้วยชาบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอที่ทำเอาผู้ฟังขนหัวลุกชัน ร่างสูงก้าวเข้าไปยืนซ้อนหลังมู่เหยาอย่างอารักขา พร้อมกับยกมือขึ้นโอบเอวบางของนางไว้หลวมๆ สัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงนั้นทำให้นัยน์ตาของมู่เหยาไหววูบลงเล็กน้อย
"เยี่ยมเยียนหรือ? งั้นก็ดี... ในเมื่อสนมจ้าวมีน้ำใจถึงเพียงนี้ เปิ่นหวังก็ไม่อาจปฏิเสธความปรารถนาดีได้"
เฉินอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว พระหัตถ์หนายื่นไปหยิบถ้วยชาพิษนั้นขึ้นมาถือไว้ด้วยท่าทางสบายๆ
จ้าวอวี้หลานเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนแทบสิ้นสติ หากเฉินอ๋องดื่มมันเข้าไปนางมีหวังหัวหลุดจากบ่าทั้งโคตรตระกูลแน่!
"ท... ท่านอ๋อง! ชาถ้วยนั้น... ชาถ้วยนั้นอาจจะเย็นชืดแล้ว หม่อมฉันเกรงว่าจะไม่เป็นมงคล..."
"ไม่ต้องห่วง..." เฉินอ๋องหันไปสบตากับมู่เหยา แววตาที่มองนางทอประกายความอ่อนโยนลึกล้ำชั่วพริบตาก่อนจะหันกลับมามองสนมเอกด้วยรอยยิ้มพิฆาต "ในเมื่อเจ้ายืนยันว่ามันคือน้ำใจอันล้ำค่า... เจ้าก็ควรเป็นผู้ดื่มมันพิสูจน์ให้เปิ่นหวังได้เห็นจะดีกว่า!"
สิ้นพระกระแสรับสั่ง ข้ารับใช้เงาที่ติดตามมาก็พุ่งตัวเข้าไปล็อกร่างของจ้าวอวี้หลานไว้ในพริบตาเดียว บังคับให้อ้าปากออกอย่างไร้ความปราณี
เฉินอ๋องย่างสามขุมเข้าไปใกล้ พร้อมกับเงื้อมือขึ้นเตรียมกรอกชาพิษกรอกปากนาง ทว่าในวินาทีวิกฤตนั้นเอง เสียงกง그ณของขันทีหน้าตำหนักก็ดังขัดจังหวะขึ้นอย่างกะทันหัน
"ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! — เฉินอ๋องและอดีตฮองเฮาหลี่มู่เหยา... มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าท้องพระโรงโดยด่วน!"
มู่เหยาขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย นางหันไปประสานสายตากับเฉินอ๋องทันที แววตาคมกริบของทั้งคู่สื่อความหมายตรงกันอย่างรู้ใจ หมากตานี้... มิได้เล่นแค่เรื่องในวังหลังเสียแล้ว หากแต่มีเงาหัวขององค์ฮ่องเต้และขุนนางฝ่ายเหนือชักใยอยู่เบื้องหลัง!
ขอขอบพระทัยท่านรี้ดผู้แสนประเสริฐที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาแห่งความระแวงนี้ไปพร้อมกับ “มนตรากรรมสะท้อน”นะคะ
บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 15
แผนซ้อนแผนของวังหลัง
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!