บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 14

กลิ่นอายแห่งความหวาดระแวง

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เออร์หมักบ่มข้ามปีลอยกรุ่นขึ้นเคล้ากับไอเย็นยะเยือกยามราตรีที่ซึมผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลายเมฆา ภายในตำหนักบูรพาเวลานี้เงียบสงบจนได้ยินเสียงน้ำเดือดปุดๆ บนเตาถ่านดินเผาขนาดเล็ก ทว่าความเงียบงันกลับมิได้สร้างความผ่อนคลาย หากแต่กดทับบรรยากาศให้ตึงเครียดราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนสุดแรง หลี่มู่เหยาปรายตามองเงาร่างสูงสง่าที่ทอดทอดทาบทับลงมาบนพื้นอิฐขัดมัน นางไม่ได้ขยับกายหนี ปล่อยให้ปลายนิ้วเรียวละมุนยังคงบรรจงคีบจอกหยกขาวรินน้ำชาส่งให้บุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้น “ชาถ้วยนี้... หม่อมฉันตั้งใจต้มให้ท่านอ๋องโดยเฉพาะเพคะ” น้ำเสียงหวานใสทว่าราบเรียบราวน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่น่าอึดอัดลง ฉินมู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวอัคคีทอดมองสตรีตรงหน้า ดอกเหมยปักลายดิ้นเงินบนอาภรณ์สีนวลของนางไหววูบตามจังหวะการหายใจ ความงดงามของหลี่มู่เหยาในยามนี้มิใช่ความงามที่ฉาบฉวยเพื่อยั่วยวน หากแต่เป็นความงามที่เปี่ยมด้วยพิษสง ทว่ากลับดึงดูดใจให้คนยอมตายแทบเท้าอย่างโง่เขลา เขายื่นมือหนาออกไปรับจอกชา สัมผัสจากปลายนิ้วของนางที่แตะโดนฝ่ามือเขาเพียงแผ่วเบากลับทำให้หัวใจที่ด้านชาของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนกระตุกวาบอย่างไม่น่าเชื่อ “เจ้ากำลังกลัวข้า หรือกำลังระแวงข้ากันแน่... มู่เหยา” สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถามตรงๆ ขณะที่นัยน์ตาคู่คมยังคงจ้องลึกลงไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการค้นหาความลับที่นางซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มประดับหน้ากากความสุภาพนั้น มู่เหยาชะงักไปชั่วลมหายใจ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับไหววูบด้วยประกายไฟแห่งความแค้นที่ถูกกดทับไว้ชั่วขณะ “ท่านอ๋องทรงตรัสสิ่งใดเพคะ? หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีผู้อยู่ในวังหลัง จะกล้ามีความรู้สึกเช่นนั้นต่อพระองค์ได้อย่างไร” นางตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากลับซ่อนความประชดประชันไว้ภายใต้ถ้อยคำถ่อมตัว “หึ...” เสียงหัวoเราะในลำคอของฉินมู่เฉินช่างเย็นเยียบและทรงพลัง เขายังไม่ยอมยกชาขึ้นจิบ แต่กลับวางจอกนั้นลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดัง ‘กริ๊ก’ จนน้ำชาสะกระเซ็นเล็กน้อย “สตรีที่กล้าใช้หมากกระดานเดียวกับข้าเพื่อตลบหลังราชครูตระกูลหลิว... ไฉนเลยจะเป็นเพียง ‘สตรีผู้อยู่ในวังหลัง’ ธรรมดาได้เล่า เจ้ามีความลับ Mู่เหยา ความลับที่แม้แต่เงาของเจ้าเองก็ยังพยายามปิดบังข้า” บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองพลันคุกรุ่นขึ้นมาทันที ไอร้อนจากเตาชาไม่อาจละลายความเย็นชาในแววตาของฉินมู่เฉินได้เลย ในขณะที่ความดื้อรั้นและเย่อหยิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าอ่อนหวานของมู่เหยาก็เริ่มแผ่ซ่านออกมาท้าทายอำนาจของเขา ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ในยามนี้ช่างเปราะบางและอันตรายยิ่งนัก พวกเขาราวกับสัตว์ป่าสองตัวที่บาดเจ็บ ต่างฝ่ายต่างระแวดระวัง กอดกุมบาดแผลของตนเองไว้แน่น พร้อมที่จะข่วนอีกฝ่ายให้มีเลือดตกยางออกได้ทุกเมื่อ หากแต่ในขณะเดียวกัน... ความใกล้ชิด ความเข้าใจในเกมอำนาจที่เสมอกัน และความดึงดูดใจอันลึกลับ กลับหลอมรวมพวกเขาให้ผูกติดกันไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งโชคชะตาที่ตัดไม่ขาด มู่เหยาเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ฉลาดเกินไป ยากจะหลอกลวงด้วยคำพูดสวยหรู นางจึงเลือกที่จะเผชิญหน้าตรงๆ แทนการหลบเลี่ยง “หากหม่อมฉันมีความลับ... ท่านอ๋องทรงหวาดกลัวหรือเพคะ ว่าความลับนั้นจะย้อนกลับมาทำลายพระองค์?” นางเอียงคอมองเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจที่สามารถเด็ดหัวคนได้ในพริบตาเดียว ฉินมู่เฉินนิ่งงันไปชั่วขณะ ยามที่นางกล้าหาญถึงเพียงนี้ หัวใจที่เคยด้านชาของเขากลับสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง กลิ่นกายหอมกรุ่นเฉพาะตัวของสตรีตรงหน้าปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในกายเขาให้ตื่นขึ้น “ข้าไม่เคยกลัวสิ่งใดบนโลกใบนี้... มู่เหยา” เสียงกระซิบต่ำพร่าดังอยู่ชิดริมหูของนาง “ไม่ว่าจะเป็นราชบัลลังก์ หรือกองทัพนับแสน... แต่หากเป็นเจ้า... เจ้าต่างหากที่จะเป็นคนทำลายข้าได้โดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย” หัวใจของมู่เหยาเต้นรัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ นางหลบสายตาร้อนแรงคู่นั้นไม่พ้นยามที่เขาขยับเข้ามาใกล้จนแทบไม่มีช่องว่าง รสชาติของความหวั่นไหวและกลิ่นอายแห่งความหวาดระแวงตีรวนปะปนกันอยู่ในความเงียบ ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะเปลี่ยนผันจากเกมการเมืองไปสู่ความลึกซึ้งอันตราย เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูตำหนักอย่างร้อนรนก็ดังขึ้นทำลายความเงียบของค่ำคืนนี้ “ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงขันทีสนิทด้านนอกตะโกนแทรกเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก “องค์ชายรองทรงนำกองกำลังราชองครักษ์บุกมาถึงหน้าตำหนัก และ... และทรงถือราชโองการลับจากฮ่องเต้มาด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” ฉินมู่เฉินผละออกจากร่างบางทันที แววตาที่อ่อนลงเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ในเสี้ยววินาที รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของแม่ทัพผู้ไร้พ่าย ส่วนหลี่มู่เหยา... นัยน์ตากลับทอประกายวับวาว นางรู้ทันทีว่าเกมรอบใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... และมันมาเร็วกว่าที่คาดคิด ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้แสนประเสริฐที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาแห่งความระแวงนี้ไปพร้อมกับ “มนตรากรรมสะท้อน”นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%