บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 35

อาวุธลับและการวางหมาก

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
คราบหมึกสีชาดบนฎีกาลับยังไม่ทันแห้งสนิทดี กลิ่นอายของความตายก็ลอยอบอวลอยู่ทั่วตำหนักบูรพาแล้วค่ะ หลี่มู่เหยาปรายตามองกระดาษสาแผ่นบางในมือด้วยแววตานิ่งสงบ นางไม่ได้ตื่นตระหนกต่อข่าวการเคลื่อนไหวของตระกูลสือที่กำลังเดินหมากบีบกระชั้นเข้ามาเลยแม้แต่น้อย ความแค้นที่สลักลึกอยู่กลางใจตลอดสองชาติภพ ไม่เคยอนุญาตให้นางหลั่งน้ำตาอย่างไร้ค่าให้กับศัตรู มีแต่จะหลอมรวมสติปัญญาให้คมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ "พวกมันคิดว่าขุดหลุมฝังข้าสำเร็จแล้ว... แต่หารู้ไม่ว่า หลุมนั้นข้าเป็นคนขุดให้พวกมันตกลงไปเองต่างหาก" น้ำเสียงหวานใสทว่าเยือกเย็นกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน มู่เหยาปัดชายแขนเสื้อผ้าแพรต่วนสีนวล ปลดปิ่นไข่มุกราตรีออกจากมวยผมอย่างเชื่องช้า แสงตะเกียงไท่จือวับแวมสะท้อนเงาใบหน้างملงามที่เปี่ยมด้วยอำนาจลี้ลับ นางกำลังรอนับถอยหลังเวลาที่เหยื่อจะเดินเข้ามาติดกับ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่แฝงด้วยความเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินจะก้าวเข้ามาโดยไม่ต้องมีคนประกาศ เฉินอ๋อง—ฉินมู่เฉิน ดึงผ้าคลุมกันหนาวออก เผยให้เห็นใบหน้าคมคายดั่งเทพสลักที่บัดนี้มีร่องรอยความเหนื่อยล้าเจืออยู่บ้าง ทว่าดวงเนตรคมกริบกลับเปล่งประกายร้อนแรงยิ่งกว่าเตาผิงในฤดูหนาว เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านาง ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่มีเหลือ มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของมู่เหยาขึ้นมาแนบแก้มอย่างถือวิสาสะ ทว่าแววตาที่ทอดมองนางกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง "เจ้าเล่นกับไฟเกินไปแล้ว มู่เหยา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แฝงไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้ความดุดัน "ข่าวกรองจากค่ายทหารชายแดนรายงานว่า ตระกูลสือแอบลักลอบขนอาวุธเข้าเมืองหลวงผ่านทางเรือสินค้า หากวันนี้ข้าไม่ตัดเส้นทางลำเลียงของพวกมันไว้ก่อน แผนการที่เจ้าวางไว้คงพังไม่เป็นท่า" มู่เหยาไม่ดึงมือกลับ นางเพียงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา มุมปากยกยิ้มบางเบาที่งดงามแต่กลับเยียบเย็นจนน่าขนลุก "ท่านอ๋องกังวลเกินไปแล้วเพคะ... หม่อมฉันต่างหากที่เป็นผู้ส่งข่าวลับเรื่องเส้นทางเรือสินค้านั้นให้ตระกูลสือทราบด้วยตัวเอง" ฉินมู่เฉินชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ ก่อนที่ประกายแห่งความตระหนักรู้จะวาบผ่านดวงตาคมคาย "เจ้าจงใจปล่อยข่าวลวง เพื่อล่อให้พวกมันทุ่มกำลังทั้งหมดมาที่จุดเดียว?" "ถูกต้องเพคะ" มู่เหยาถอนหายใจแผ่วเบา ร่างระหงขยับเข้าใกล้เขา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวจากกายสาวโชويแตะนาสิก "อาวุธลับที่แท้จริง ไม่ใช่มีดดาบในคลังแสง แต่คือหลักฐานการทุจริตและบัญชีส่วยที่ตระกูลสือสะสมมาตลอดสิบปี... บัญชีที่ตอนนี้ นอนสงบนิ่งอยู่ในมือของฮ่องเต้แล้ว" บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบงันลงทันที ราวกับเสียงหายใจของคนทั้งคู่กลายเป็นเสียงเดียว ฉินมู่เฉินจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ความงดงามของนางไม่ได้มีไว้เพื่อปรนเปรอสายตาบุรุษ แต่มันคืออาวุธสังหารที่ไร้รอยแผล เป็นความลุ่มลึกที่พร้อมจะพลิกแผ่นดินได้โดยไม่ต้องใช้กำลังทหารแม้แต่ครึ่งนาย หัวใจของแม่ทัพผู้เคยเหยียบย่ำมาแล้วทั่วสารทิศกระตุกวูบ ความรู้สึกคลั่งรักจนยอมทำลายล้างทุกสิ่งเพื่อปกป้องนางพุ่งพล่านขึ้นมาจนยากจะสะกดกลั้น เขาโน้มตัวลงกระซิบชิดริมฝีปากนุ่ม "ต่อให้เจ้าต้องการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน... ขอเพียงเอ่ยปาก ข้าจะถือดาบกวาดล้างบัลลังก์นั้นมาวางแทบเท้าเจ้าเอง มู่เหยา" "หม่อมฉันไม่ได้ต้องการให้ท่านเปื้อนเลือดแทนหรอกเพคะ..." มู่เหยายิ้มรับ ดวงตาทอประกายอำมหิตชั่วขณะ "เพราะเหยื่อตัวแรกกำลังจะดิ้นรนจนมุมด้วยมือของตัวเองแล้ว..." ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบอันเร่าร้อนกำลังโอบล้อมคนทั้งสองไว้ เสียงเคาะประตูสามครั้งตามรหัสลับก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ขันทีคนสนิทของตำหนักวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้า "ท... ทูลท่านอ๋อง พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีหนุ่มละล่ำละลักละลือก "สนมเอกสือ... สนมเอกสือางถือราชโองการลับจากท้องพระโรง บุกเข้ามาที่หน้าตำหนักพร้อมราชองครักษ์เสื้อแพรแล้วพ่ะย่ะค่ะ นางอ้างว่า... อ้างว่าพระชายาลักลอบคบชู้กับกองทัพแดนเหนือและเตรียมก่อกบฏ!" ฉินมู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะออกมาทันที แววตาเยียบเย็นราวกับน้ำแข็งขั้วโลก "นางสนมชั้นต่ำ ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย" แต่มู่เหยากลับยกมือขึ้นห้ามปราม สีหน้าของนางมิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม รอยยิ้มเย้ยหยันกลับคลี่คลายบนเรียวปากสีชาดอย่างงดงาม นางหันไปหยิบถ้วยชาอุ่นๆ ขึ้นมาจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะกระทบกันเบาๆ "ปล่อยให้น นางเข้ามาเพคะ..." มู่เหยากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ "ในเมื่อพวกมันรีบเร่งอยากจะเดินเข้าโลงศพที่ข้าเตรียมไว้ให้ถึงเพียงนี้... เหตุใดเราจึงต้องปฏิเสธไมตรีล่ะเพคะ?" นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดอาภรณ์ให้เข้าที่อย่างสง่างาม ก่อนจะก้าวเดินนำหน้าฉินมู่เฉินออกไปยังลานกว้างหน้าตำหนัก ท่ามกลางแสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดส่องลงมา ราวกับพญาหงส์ที่กำลังกางปีกรอรับการท้าทายจากฝูงกาในความมืดมิด ที่เบื้องหน้า ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกอย่างแรง สนมเอกสือในชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความสะใจ นางชูราชโองการในมือขึ้นสูง พร้อมกับเสียงกรีดแหลมสูงที่ประกาศกร้าวออกมาว่า "หลี่มู่เหยา! วันนี้คือวันตายของเจ้า! จับตัวนางกบฏคนนี้ไว้!" มู่เหยาส่งยิ้มรับการมาเยือนด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและท้าทาย นางไม่เพียงแต่ไม่ถอยหลัง แต่ยังก้าวเข้าไปหาคมดาบของราชองครักษ์เหล่านั้นด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและเยือกเย็น ราวกับทุกอย่างยังคงอยู่ในกำมือของนางแต่วินาทีแรก ทว่า ในจังหวะที่สนมเอกสือกำลังจะก้าวเข้ามาประชิดตัวเพื่อลงมือกระชากหน้ากากนางนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อยก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากนอกกำแพงวัง พร้อมกับเสียงประกาศก้องกังวานที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ— "ราชโองการสวรรค์จากฝ่าบาท... สนมเอกสือและพวก มีความผิดฐานสมคบคิดกับกบฏ ลอบปลอมแปลงราชโองการ มีโทษประหารทั้งตระกูล—!" มู่เหยาชะงักรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปสบตากับฉินมู่เฉินที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง ราวกับเวลาถูกหยุดไว้ด้วยคมมีดแห่งความตายที่จ่อรออยู่ตรงหน้า... มิน่าล่ะ... หมากตานี้ถึงได้หอมหวานนัก ขอบคุณมิตรรักแฟนนิยายทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันมืดมิดมาด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%