เสียงคำรามต่ำดั่งอสุนีบาตฟาดกลางฤดูหนาวมิใช่เสียงของธรรมชาติ หากแต่เป็นเสียงสะท้อนจากเกราะเหล็กนับหมื่นนายที่กระทบกันเป็นระลอกคลื่น ท่ามกลางความมืดมิดก่อนรุ่งสาง ณ มหานครหลวงที่เคยหลับใหล บัดนี้กลับถูกย้อมด้วยเพลิงสีโลหิตที่ลุกโชนขึ้นจากหอคอยทิศประจิม
"กบฏ... กบฏบุกเข้าประตูไท่เหอแล้วเพคะ!"
เสียงนางกำนัลกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกดังแว่วมาไกลๆ ก่อนจะขาดหายไปในลำคอราวกับถูกคมดาบตัดขาดสะบั้น หลี่มู่เหยาหาได้สะดุ้งสะเทือน นางยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง สองมือเรียวดั่งลำหยกบรรจงปักปิ่นหงส์ทองคำลงบนมวยผมอย่างใจเย็น ท่วงท่าของนางสง่างามและเยือกเย็นราวกับเทพเซียนที่มองลงมายังมนุษย์ผู้ดิ้นรนในกองเพลิง ความลับที่ถูกฝังกลบมานานนับปี บัดนี้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาแลกด้วยลมหายใจของเหล่าทรราชแล้วจริงๆ สินะคะ
ในห้องทรงพระอักษรที่เงียบงัน กลิ่นกำยานราคาแพงระเหยลอยวนเคล้ากับกลิ่นคาวเลือดที่โชยมาตามสายลมราตรี เฉินอ๋อง—ฉินมู่เฉิน ประทับยืนสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ สายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวทอดมองไปยังท้องถนนเบื้องล่างที่กองทัพกบฏของอัครมหาเสนาบดีหลิวเคลื่อนพลเข้ามาดั่งฝูงตั๊กแตน
"มู่เหยา เจ้ากลัวหรือไม่" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยมิได้หันกลับมามอง ทว่าแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นอันมั่นคงดั่งขุนเขา
หลี่มู่เหยาแย้มสรسล ริมฝีปากที่แต้มชาดสีแดงสดโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน นางลุกขึ้นยืน ชายชุดผ้าไหมปักลายหงส์กรุยกรายไปตามพื้น ดั่งสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก นางก้าวเข้าไปใกล้บุรุษผู้เป็นดั่งฟ้าค้ำหัว ก่อนจะยื่นมือเรียวไปแตะบนบ่ากว้างที่มีเกราะอ่อนสวมทับ
"หม่อมฉันผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง จะต้องหวาดกลัวสิ่งใดอีกเพคะท่านอ๋อง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเด็ดเดี่ยว "เพียงแต่... หมากตานี้ที่พวกมันเดิน ช่างดูรีบร้อนเสียจนน่าสมเพชนัก"
ฉินมู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายแห่งความกระหายเลือด ภายนอกเขาคือท่านอ๋องผู้เยือกเย็นไร้ใจ แต่มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่า ภายใต้ท่าทีสงบนิ่งนั้นคือเพลิงโทสะที่พร้อมจะเผาผลาญแผ่นดินให้ราบคาบ หากมีผู้ใดบังอาจแตะต้องปลายเส้นผมของสตรีตรงหน้า
"พวกมันคิดว่าการฉวยโอกาสยามที่ฮ่องเต้ประชวรหนักจะทำให้ได้มาซึ่งบัลลังก์ ช่างโง่เขลาเบาปัญญาเสียจริง" ฉินมู่เฉินเอื้อมมือหนาขึ้นกุมมือเรียวของนางไว้แน่น สัมผัสจากเขาร้อนผ่าวราวกับเตาไฟ ทว่ามั่นคงพอที่จะทำให้หัวใจที่เคยด้านชาของนางอุ่นวาบขึ้นมาได้ "ข้าเตรียมกองกำลังลับเจ็ดหมื่นนายไว้รอรับรับขวัญพวกมันที่สนามหน้าพระลานแล้ว วันนี้... จะไม่มีผู้ใดได้เดินออกไปจากวังหลวงแห่งนี้ทั้งสิ้น"
ทันใดนั้น เสียงประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรง กุนซือคนสนิทในชุดเกราะชุ่มโชกไปด้วยโลหิตพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยความเร่งรีบ
"ท่านอ๋อง! แม่ทัพใหญ่ กองกำลังกบฏทะลวงผ่านประตูจูเชวี่ยมาได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ตอนนี้พวกมันกำลังมุ่งหน้ามายังตำหนักบูรพา!"
ฉินมู่เฉินมิได้ตื่นตระหนก เขากลับยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น หยิบกระบี่ประจำกาย 'อัสนีคำราม' ขึ้นมาถือไว้ในมือ
"ดี... เปิดประตูต้อนรับพวกมันเข้ามา" เขากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะหันมามองสตรีในดวงใจ "มู่เหยา อยู่กับข้าตรงนี้"
"เพคะ" หลี่มู่เหยาพยักหน้ารับ รอยยิ้มบนเรียวปากของนางงดงามดั่งบุปผาที่ผลิบานท่ามกลางหิมะโปรยปราย นางก้าวเดินเคียงข้างเขาไปยังระเบียงกว้างที่มองเห็นลานพระราชวังเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน
แสงไฟจากคบเพลิงนับพันสว่างวาบไปทั่วบริเวณ กองทัพกบฏในชุดเกราะสีดำทมิฬบุกเข้ามาล้อมรอบตำหนักไว้ทุกสารทิศ ผู้นำทัพคือนายกองใหญ่ผู้ถือธงปักรูปพยัคฆ์เหิน ยืนควบม้าอยู่ท่ามกลางฝุ่นตลบ มันเงยหน้าขึ้นมองบุรุษและสตรีที่ยืนสง่างามอยู่บนระเบียงสูง ก่อนจะหัวเราะลั่นออกมาด้วยความลำพองใจ
"ฉินมู่เฉิน! หลี่มู่เหยา! ฮ่องเต้สวรรคตแล้ว บัลลังก์นี้ไร้เจ้าของ ยอมจำนนแต่โดยดีเสียเถิด พวกเจ้าไม่มีทางหนีรอดไปได้แล้ว!"
เสียงตะโกนก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง ทว่าสิ่งที่มันได้รับกลับไม่ใช่ความหวาดกลัว หรือเสียงกรีดร้องอ้อนวอนอย่างที่วาดฝันไว้
หลี่มู่เหยาโน้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อคู่สวยทอดมองลงไปยังแม่ทัพกบฏราวกับกำลังมองดูสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งเข้าหาความตาย นางยกถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบช้าๆ อย่างใจเย็น ก่อนจะวางลงบนโต๊ะไม้หอมด้วยเสียงที่ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน
ฉินมู่เฉินยกกระบี่ขึ้นชี้ฟ้า เป็นจังหวะเดียวกับที่ธงประจำกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของเขาถูกชูขึ้นบนกำแพงเมืองรอบด้าน พร้อมกับเสียงกลองศึกที่ดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวง
"คนที่ต้องจำนน... คือพวกเจ้าต่างหาก" ฉินมู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวาน ทรงอำนาจ และบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
สิ้นคำกล่าวของท่านอ๋อง ประตูบานยักษ์รอบลานพระราชวังก็เปิดผางออกพร้อมกันอย่างไร้สัญญาณเตือน กองทัพเกราะทองคำนับหมื่นนายพรูออกมาจากเงาความมืดราวกับภูตผี ปิดตายทุกเส้นทางถอยร่นของพวกกบฏในพริบตาเดียว บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันที่บีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ
ทว่า ในวินาทีที่เลือดกำลังจะนุ่งน้อมแผ่นดิน เสียงฝีเท้าม้าปริศนาก็ดังแทรกขึ้นมาจากเส้นทางด้านหลังกองทัพกบฏ—ม้าสีหมอกตัวใหญ่ควบตะบึงเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับร่างของบุรุษในชุดเกราะโลหิตที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะยังมีชีวิตอยู่...
มิตรรักแฟนนิยายทุกท่านคะ ความลับที่ถูกฝังกลบกำลังจะถูกขุดขึ้นมาแลกด้วยลมหายใจ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
---
*ขอบคุณที่ติดตามและเดินทางร่วมกันมาจนถึงบรรทัดนี้ด้วยความรักในตัวอักษรนะคะ* — **มนตรากรรมสะท้อน**
บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 34
กลองรบดังก้องเมืองหลวง
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!