กลิ่นอายจางๆ ของดอกอู๋ทงที่ร่วงหล่นบนพื้นศิลาขาว ยามนี้กลับเจือด้วยกลิ่นหอมเย็นอันผิดวิสัยของผงยาไร้ลักษณ์ กลิ่นที่หากสูดดมเพียงชั่วลมหายใจเดียว ย่อมสลายชีพจรภายในเจ็ดทวารโดยไร้ร่องรอย
หลี่มู่เหยาปรายตามองถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ในมือของนางกำนัลขั้นต่ำ ยกดื่มความเงียบงันขึ้นจิบแทนคำตอบ รอยยิ้มบางเบาที่แต้มอยู่บนริมฝีปากของนางนั้น งดงามราวกับบุปผาอวี้ถังที่เบ่งบานท่ามกลางเหมันต์ แต่กลับเยียบเย็นเสียจนนางกำนัลผู้นั้นต้องรีบหลบสายตา ก้มหน้าตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวที่เกาะกุมขั้วหัวใจ
"เจ้าวางถ้วยชาลงเถิด... แล้วทูลพระสนมเซี่ยว่า เปิ่นกงได้รับความกรุณาจากนางยิ่งนัก"
น้ำเสียงของมู่เหยาแผ่วเบา ทว่าราบเรียบราวน้ำในบึงลึก ไม่มีแม้แต่รอยระลอกคลื่นแห่งความหวาดหวั่น นางกำลังเล่นเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต และเบื้องหลังหมากตานี้ มิใช่มีเพียงแค่สนมเอกเซี่ยผู้ทะเยอทะยานเท่านั้น หากยังมีเงาของเหล่าขุนนางฝ่ายเหนือชักใยอยู่เบื้องหลัง
นางรู้ดีว่ายาพิษถ้วยนี้ถูกเตรียมไว้เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามอย่างนาง ในชาติภพก่อน นางเคยโง่งวด ดื่มมันเข้าไปด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ จนต้องสิ้นลมหายใจอย่างโดดเดี่ยวในตำหนักเย็นที่หนาวเหน็บ ทว่าสวรรค์เมตตาให้โอกาสนางได้หวนคืน... ครานี้ ผู้ที่จะต้องลิ้มรสชาติแห่งความตาย หาใช่หลี่มู่เหยาผู้นี้ไม่
"พระชายา... บ่าว เกรงว่า..." นางกำนัลผู้นั้นอึกอักละล่ำละลัก มือที่ถือถาดชาสั่นระริกจนถ้วยกระเบื้องกระทบกันดัง *กริ๊ง* เบาๆ
"เจ้ากลัวอันใดเล่า?" มู่เหยาเอ่ยทวนพลางก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย อาภรณ์ผ้าแพรปักลายหงส์สีชาดลากยาวไปตามพื้นศิลา ส่งเสียงเสียดสีเบาหู นางโน้มตัวลงกระซิบข้างหูของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนดั่งพี่สาวเอ่ยกับน้องน้อย ทว่ากลับเฉียบคมราวน้ำ Ices
"ในเมื่อเจ้ารับคำสั่งมาแล้ว ย่อมต้องรู้ว่าหากงานนี้ไม่สำเร็จ ศีรษะบนบ่าของเจ้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน... เช่นนั้นแล้ว เหตุใดไม่ยอมทำตามหน้าที่ให้ลุล่วงเสียเล่า?"
คำพูดนั้นแทรกซึมเข้าไปในโสตประสาทราวกับคมมีด นางกำนัลหน้าถอดสีทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นโดยพลัน ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ มู่เหยาเพียงปรายตามองด้วยความสมเพชเวทนาคละเคล้ากันไป ในวังหลวงแห่งนี้ ชีวิตของคนชั้นต่ำก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง หากไม่เดินตามเกม ก็มีแต่ต้องถูกบดขยี้จนแหลکสลาย
ทว่า ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก เสียงฝีเท้าที่มู่เหยาจดจำได้แม่นยำแม้จะหลับตาลงก็ตาม
ฉินมู่เฉิน... เฉินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ
ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิκόรีต ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรทองทะยานนภาปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสนธยา รัศมีกดดันอันน่าเกรงขามแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทำให้นางกำนัลและขันทีต่างพากันหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา
เฉินอ๋องกวาดสายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองเหยื่อ ปราดเดียวก็กวาดทุกรายละเอียดในห้องโถงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง สายตาของเขาสะดุดเข้าที่ถ้วยชาในมือของนางกำนัล ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบกับดวงตาคู่สวยของหลี่มู่เหยาที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า
ไม่มีคำทักทาย ไม่มีวาจาหวานซึ้ง มีเพียงกระแสความรู้สึกบางอย่างที่ลึกล้ำและดุดันพุ่งเข้าหากันราวกับคลื่นใต้น้ำ
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงปล่อยให้คนนอกเข้ามาพลการในตำหนักของพระชายาเฉิน?" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยไอสังหารที่ทำให้อุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉัน..." นางกำนัลผู้นั้นละล่ำละลักจนพูดไม่เป็นภาษา
"ลากตัวไป โบยยี่สิบไม้ แล้วส่งตัวไปให้กรมยุติธรรมสอบสวนว่าใครเป็นผู้บงการเบื้องหลัง" ฉินมู่เฉินออกคำสั่งเฉียบขาดโดยไม่ต้องรอให้มู่เหยาเอ่ยปาก ทหารองครักษ์ร่างกำยำสองนายก้าวเข้ามาหิ้วปีกนางกำนัลออกไปทันที เสียงกรีดร้องขอชีวิตค่อยๆ เลือนหายไปตามทางเดิน เหลือไว้เพียงความเงียบงันที่กดดันยิ่งกว่าเดิม
มู่เหยายืนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างแผ่วเบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าสามีในนามผู้นี้
"ท่านอ๋องเสด็จมาได้จังหวะเสียจริง หรือว่าทรงรู้ล่วงหน้าว่าจะมีคนนำ 'ของขวัญ' มามอบให้หม่อมฉัน?" นางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเย้าหยอก ทว่าดวงตากลับคมปลาบ
ฉินมู่เฉินก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวนางอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจางๆ ของสนิมดาบโชยเข้าแตะนาสิก ร่างสูงโน้มตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงคืบ ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองนางด้วยความลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง
"เปิ่นกงมิได้สนใจว่าใครจะส่งยาพิษมา..." ปลายนิ้วสอบอุ่นจัดแตะลงบนคางเรียวของนางอย่างถือวิสาสะ บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสจากเขา น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อย ยามเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้หัวใจของมู่เหยาต้องกระตุกวูบ
"แต่หากเจ้าเป็นอันใดไปแม้แต่ปลายเส้นผมเดียว... เปิ่นกงจะทำให้วังหลวงแห่งนี้กลายเป็นทะเลเลือด"
บรรยากาศรอบกายราวกับหยุดนิ่ง เคมีอันตึงเครียดและเร่าร้อนระหว่างคนทั้งสองแผ่ซ่านราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง มู่เหยาไม่หลบสายตา นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น พยายามค้นหาความจริงใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นไร้ใจของเขา
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบกำลังครอบงำ ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะระฆังแจ้งเหตุฉุกเฉินจากตำหนักใหญ่ก็ดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันถึงเก้าครั้ง!
*กริ๊ง... กริ๊ง... กริ๊ง...*
ขันทีคู่กายของเฉินอ๋องวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าที่หน้าประตูกลางดึก ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"กราบทูลท่านอ๋อง พระชายา... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ฮ่องเต้ทรง... พระประชวรหนักกะทันหัน และ... และมีพระราชโองการลับฉบับสุดท้าย ส่งตรงมาถึงตำหนักเฉินอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้แสนประเสริฐที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาแห่งการล้างแค้นนี้ไปพร้อมกับ “มนตรากรรมสะท้อน” นะคะ
บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 5
ยาพิษในถ้วยน้ำชา
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!