“ข้าไม่เคยคิดฝันว่าจะมีวันที่ได้ยลโฉมใบหน้านี้อีกครั้ง... ใบหน้าที่ข้าเคยฝังกลบไว้ใต้กองดินด้วยมือของข้าเอง”
สุรเสียงทุ้มต่ำแฝงความหยามหยันดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในตำหนักโถงมังกรทอง กลิ่นกำยานไม้กฤษณาอบอวลจนน่าอึดอัด หลี่มู่เหยาก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง แม้ในใจจะประหนึ่งมีพายุคลั่งโหมกระหน่ำ แต่ใบหน้าของนางกลับเรียบเฉยดุจผิวน้ำในบ่อศิลา นางขยับกายถวายบังคมอย่างงดงามไร้ที่ติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบสายตากับบุรุษที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม
เขาคือ ‘จ้าวเหวินจวิน’ อดีตสวามีผู้เคยร่วมเรียงเคียงหมอนในชาติภพก่อน—ผู้ที่ทอดทิ้งนางให้ตายอย่างโดดเดี่ยวในตำหนักเย็นที่หนาวเหน็บ
“ท่านอ๋องแห่งแคว้นศัตรูดูจะให้เกียรติหม่อมฉันเกินไปแล้วเพคะ” หลี่มู่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าคมกริบดั่งใบมีดที่เคลือบด้วยน้ำผึ้ง “คนตายย่อมเป็นเพียงฝุ่นผง หากท่านยังเห็นหม่อมฉันเป็นเพียงภาพหลอนจากอดีต ก็จงใช้สติปัญญาที่ท่านเหลืออยู่น้อยนิดนั้นตริตรองดูให้ดีเถิดว่า... สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าท่าน คือผีร้ายที่มาทวงแค้น หรือโชคชะตาที่กำลังจะพรากบัลลังก์ไปจากมือท่านกันแน่”
เฉินอ๋อง—ฉินมู่เฉิน—ผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังนางเพียงครึ่งก้าว ขยับมือไปวางบนด้ามกระบี่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขารุนแรงเสียจนเหล่าขันทีและนางกำนัลรอบด้านต้องก้มหน้าหนีสายตาด้วยความหวาดเกรง หากไม่ใช่เพราะกฎมณเฑียรบาลที่เคร่งครัด บัดนี้หัวของจ้าวเหวินจวินคงหลุดออกจากบ่าไปนานแล้ว
จ้าวเหวินจวินแค่นหัวเราะ เหยียดยิ้มที่มุมปาก “เจ้ายังคงวาจาเผ็ดร้อนเช่นเดิม มู่เหยา... หรือข้าควรเรียกเจ้าว่าพระชายาของท่านอ๋องผู้ป่าเถื่อนคนนี้ดี? เจ้าคิดหรือว่าการที่เจ้าพยายามปั่นหัวข้าด้วยรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจะลบล้างความจริงที่ว่า... เจ้าคือคนทรยศต่อแผ่นดิน!”
เขากางม้วนกระดาษเก่าคร่ำคร่าฉบับหนึ่งออกวางบนโต๊ะ มันคือหลักฐานการยักย้ายถ่ายเทเสบียงทหารที่ถูกปลอมแปลงลายพระหัตถ์ของนางขึ้นมาในอดีต “ข้ามีพยาน มีหลักฐาน และข้ามี... คนที่ยืนยันได้ว่าเจ้าลอบติดต่อกับกองทัพกบฏ”
หลี่มู่เหยาไม่สะทกสะท้าน นางสาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะไม้จันทน์หอมนั้น สายตากวาดมองลายเซ็นปลอมบนหน้ากระดาษก่อนจะผลิยิ้มบางๆ ออกมา “พยานหรือเพคะ? น่าสนใจนัก... ในเมื่อท่านอ๋องผู้สง่างามอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่เพียงเพื่อจะชี้หน้ากล่าวหาหม่อมฉันด้วยกระดาษใบเดียว เช่นนั้นหม่อมฉันขออนุญาตใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อ เพื่อพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่า 'ความตาย' ที่ท่านปรารถนานั้น กลับกลายเป็น 'บทเรียน' ที่ท่านยังเรียนรู้ไม่จบสิ้น”
นางหันไปหาฉินมู่เฉินที่สบตาตอบด้วยความเชื่อมั่นอันเด็ดเดี่ยว ก่อนจะหันกลับมาหาจ้าวเหวินจวินอีกครั้ง นางหยิบพู่กันขึ้นมาอย่างมั่นคง จุ่มลงในหมึกดำสนิท แล้วเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษเปล่าอีกแผ่นด้วยความเร็วที่ทำเอาทุกคนในโถงต้องกลั้นหายใจ
“ลายพระหัตถ์ของหม่อมฉันในยามนั้น ถูกฝึกฝนโดยอาจารย์ผู้สอนเขียนอักษรตั้งแต่ยังเยาว์ ซึ่งท่านเองก็ทรงทราบดี...” นางวางพู่กันลง “แต่สิ่งที่ท่านพลาดไป คือความละเอียดของน้ำหนักมือ... คนทรยศที่ท่านจ้างมาปลอมแปลงลายเซ็นนี้ ลืมไปว่าข้าเป็นคนถนัดซ้ายโดยกำเนิด แต่ถูกบังคับให้ฝึกใช้มือขวาเพื่อความเป็นสิริมงคล... น้ำหนักรอยตวัดสุดท้ายของตัวอักษรในเอกสารของท่าน จึงเป็นรอยตวัดของคนถนัดขวาที่พยายามเลียนแบบทิศทางของข้า”
จ้าวเหวินจวินชะงัก สายตาเขม็งมองเอกสารสลับกับท่าทางของนาง มือของเขาเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อหลี่มู่เหยาสาวเท้าเข้าไปใกล้ แล้วหยิบจอกชาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากเขา
“และหากนั่นยังไม่พอ...” เสียงของนางลดต่ำลงจนเหลือเพียงเสียงกระซิบที่ได้ยินกันแค่สามคน “ข้ายังพบพยานอีกปากหนึ่ง... พยานที่ท่านเองก็คาดไม่ถึงว่าเขายังมีชีวิตอยู่ และกำลังรอคอยที่จะชำระแค้นกับท่านในฐานะ 'เหยื่อ' ผู้ที่ท่านเคยสั่งโบยจนตายตกตามกันในคุกหลวงเมื่อสามปีก่อน”
พลันนั้น ประตูโถงมังกรทองก็ถูกผลักออกอย่างแรง บุรุษในชุดเกราะสีหมองผู้มีแผลเป็นลึกพาดผ่านใบหน้าก้าวเข้ามาพร้อมกับความกดดันที่ทำให้จ้าวเหวินจวินถึงกับหน้าถอดสี นี่คือแม่ทัพเก่าที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้วในสงครามชายแดน!
“ท่านอ๋อง... ท่านจำข้าได้หรือไม่?” บุรุษผู้นั้นถามด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
ฉินมู่เฉินขยับยิ้มเย็นเยียบ มือที่กุมกระบี่คลายออกเล็กน้อยก่อนจะคว้าเอวของหลี่มู่เหยามากระชับไว้แน่น “ดูเหมือนว่าวันนี้ แขกผู้มาเยือนคงจะไม่ได้กลับออกไปในฐานะ 'อ๋อง' อีกต่อไปแล้วกระมัง?”
ขณะที่จ้าวเหวินจวินกำลังจะอ้าปากโต้ตอบ กองทหารองครักษ์ประจำวังหลวงก็กรูเข้ามาล้อมโถงโถงทั้งหมดไว้ ทุกคนต่างหันปลายหอกเข้าหาอดีตสวามีผู้ทรยศ ทว่าในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด หลี่มู่เหยากลับสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติบนปลอกดาบของแม่ทัพผู้ที่เป็นพยาน... มันคือตราสัญลักษณ์เดียวกับที่นักฆ่าในคืนที่นางตายเคยใช้!
ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้น หัวใจเต้นรัวด้วยความตระหนก—นี่ไม่ใช่การแก้แค้นที่นางวางแผนไว้ แต่เป็นกับดักซ้อนกับดักที่กำลังจะกลืนกินทุกคนในโถงนี้ไปพร้อมกัน!
“ท่านอ๋อง... ถอยไป!” นางตะโกนก้อง ทว่าในจังหวะเดียวกันนั้นเอง แม่ทัพผู้เป็นพยานก็ชักกระบี่ขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวผิดมนุษย์!
---
*ขอบพระคุณมิตรรักแฟนนิยายทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาแห่งความแค้นไปกับ “มนตรากรรมสะท้อน” นะคะ*
บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 28
พยานจากความตาย
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!