บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 29

เงื่อนงำการสวรรคต

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายจางๆ ของหมึกปักกิ่งชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นชาผู่เอ่อร์เก่าแก่ลอยอบอวลอยู่ภายใต้ความเงียบสงัดของตำหนักนิ่งอัน ความมืดมิดในยามวิกาลมิได้ช่วยให้จิตใจของหลี่มู่เหยาผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ปลายเรียวนิ้วที่กำลังไล้ผ่านหน้ากระดาษของบันทึกประวัติศาสตร์ราชสำนักแคว้นต้าหลี่ฉบับหลวงกลับสั่นเทาเล็กน้อย—ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว หากแต่เป็นเพราะคลื่นอารมณ์อันเชี่ยวกรากที่กำลังตีรวนอยู่เบื้องลึกของดวงเนตรคู่คมกริบ "บันทึกเหตุการณ์ปีที่สิบสองแห่งรัชศก... วันที่เจ็ด เดือนอ้าย พระสนมหลี่เสด็จสวรรคตด้วยโรคประชวรในตำหนักเย็น" มู่เหยาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความขื่นขมระคนสมเพชเวทนา นางจำได้แม่นยำว่าในคืนนั้น หิมะโปรยปรายหนาหนักจนแผ่นดินขาวโพลนดั่งผ้าดิบห่อศพ เสียงฝีเท้าของขันทีผู้ถือราชโองการพระราชทานยาพิษยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แต่วันเวลาในบันทึกฉบับนี้... กลับถูกบิดเบือนอย่างแนบเนียนราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดถูกลบและเขียนทับขึ้นใหม่โดยฝีมือของหัตถ์ที่มองไม่เห็น นี่ไม่ใช่แค่การใส่ร้ายป้ายสีเพื่อกำจัดนางในอดีต แต่มันคือร่องรอยของการ "ปรับเปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์" ที่ถูกกระทำอย่างจงใจ "เจ้ากำลังค้นหาอะไรอยู่หรือ... มู่เหยา" น้ำทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลที่ดังขึ้นจากความมืดเบื้องมุมห้องมิได้ทำให้นางสะดุ้งตื่นตระหนก เฉินอ๋อง (ฉินมู่เฉิน) ก้าวออกมาจากเงาจันทร์ที่ทาบทับผ่านหน้าต่างแกะสลักลวดลายหงส์เคียงมังกร ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีนิลสนิทขับเน้นให้ใบหน้าคมคายดั่งเทพสลักดูเยือกเย็นและทรงอำนาจยิ่งขึ้น ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองนางด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งงันดั่งผืนน้ำในบึงลึก มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ปล่อยให้แสงเทียนวับแวมสะท้อนประกายความแค้นที่ไม่มีวันดับมอดในดวงตาของนาง "หม่อมฉันกำลังดูว่า ประวัติศาสตร์ที่พวกมันร่วมมือกันเขียนขึ้นด้วยหยาดโลหิตของหม่อมฉัน... บัดนี้มันถูกบิดเบือนไปถึงไหนแล้วเพคะ ท่านอ๋อง" ฉินมู่เฉินสาวเท้าเข้าไปใกล้ กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและไออุ่นจากกายเขาโอบล้อมร่างบางเอาไว้ มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวที่เย็นเฉียบของนางขึ้นมาสัมผัส นิ้วมือที่ผ่านการจับดาบและกุมอำนาจกองทัพลูบไล้หลังมือนางแผ่วเบา ราวกับต้องการถ่ายทอดความมั่นคงทั้งหมดที่มีในใต้หล้าให้สตรีผู้เป็นดั่งดวงใจได้รับรู้ "ประวัติศาสตร์ที่แท้จริง ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในกระดาษเหล่านั้น แต่มันจารึกอยู่บนรอยแผลเป็นและความแค้นในใจของเจ้า... และในมือของเปิ่นหวาง" น้ำเสียงของเฉินอ๋องราบเรียบ ทว่าเฉียบขาดและเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่ออกมาโดยไม่ตั้งใจ "ใครหน้าไหนที่บังอาจล,บหลู่หรือเปลี่ยนแปลงความจริงเพื่อทำลายเจ้า เปิ่นหวางจะลากมันลงมาจากบัลลังก์ แล้วบดขยี้กระดูกพวกมันให้แหลกคามือ" คำกล่าวอันไร้ความปรานีนั้นไม่ได้ทำให้มู่เหยาหวาดกลัว นางกลับแย้มยิ้มริมฝีปากบางเฉียบ รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่าเยียบเย็นราวน้ำค้างแข็งบนกลีบเหมันต์ "หม่อมฉันไม่ได้เกรงกลัวพวกมันเพคะท่านอ๋อง... สิ่งที่หม่อมฉันแปลกใจคือ บันทึกฉบับนี้เพิ่งถูกแก้ไขเมื่อไม่นานมานี้เอง และร่องรอยการใช้หมึก... เป็นหมึกชนิดพิเศษที่ใช้เฉพาะในหอตำราหลวงขององค์รัชทายาท" ดวงตาของฉินมู่เฉินหรี่แคบลงทันที รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกรอบกายจนอุณหภูมิภายในตำหนักลดฮวบลง "เจ้าหมายความว่า... ฉินมู่หลาน หรือไม่ก็เบื้องหลังของมัน กำลังพยายามปกปิดอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกับการสวรรคตของเสด็จพ่อเมื่อปีก่อน?" "ถูกต้องเพคะ" มู่เหยาผุดลุกขึ้นยืน ร่างระหงภายใต้ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดูสง่างามราวกับพญาหงส์ผู้เตรียมกางปีกโผบินเข้าสู่พายุหมุน "การสวรรคตของอดีตฮ่องเต้ และความตายของหม่อมฉัน... มีเงื่อนงำบางอย่างที่ซ้อนทับกันอยู่ราวกับเงาตามตัว หากเราเปิดโปงเรื่องนี้ได้ บัลลังก์มังกรขององค์รัชทายาทก็จะสั่นคลอนจนถึงรากเหง้า" ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรัวเร็วจากด้านนอกก็ทำลายความเงียบขึ้นอย่างกะทันหัน "ท่านอ๋อง! พระชายา!" เสียงขององครักษ์เงาผู้หนึ่งดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก น้ำเสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ "เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ศพของขันทีเฒ่าหลิว ผู้ดูแลหอตำราหลวง... ถูกพบเป็นศพห้อยหัวอยู่หน้าประตูเมืองหลวง พร้อมกับพระราชโองการลับฉบับจริงที่ถูกซ่อนไว้ในปากของมันพ่ะย่ะค่ะ!" เฉินอ๋องและมู่เหยาสบตากันทันที ทั้งสองรู้ได้ในทันทีว่า เกมกระดานครั้งนี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาและฝ่ายองค์รัชทายาทเท่านั้น แต่ยังมี "บุคคลปริศนา" อีกผู้หนึ่งที่กำลังชักใยอยู่เบื้องหลัง และจงใจโยนหมากตานี้เข้ามาเพื่อเปิดฉากสงครามครั้งใหม่ที่นองเลือดกว่าเดิม มือหนาของเฉินอ๋องเอื้อมไปคว้ากระบี่ประจำกายที่วางอยู่บนโต๊ะทันที ขณะที่มู่เหยาก้าวเข้าไปใกล้หน้าต่าง แววตาของนางทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรที่ไร้ก้นบึง ทว่า เมื่อขันทีรับใช้รีบนำพระราชโองการลับฉบับนั้นเข้ามาถวาย และฉินมู่เฉินกางมันออกเพื่ออ่านข้อความด้านใน... สีหน้าที่เคยเยือกเย็นและมั่นคงดั่งขุนเขาของแม่ทัพผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด กลับแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงระคนความกริ้วโกรธอย่างที่สุด จนกระดาษในมือสั่นสะท้าน "มู่เหยา..." เฉินอ๋องหันมามองนางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ริมฝีปากหยักลึกเอื้อนเอ่ยชื่อนางด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความจริงอันน่าสะพรึงกลัว "ในพระราชโองการฉบับนี้... ไม่ได้บันทึกชื่อของเสด็จพ่อผู้ล่วงลับ แต่กลับมีลายพระหัตถ์ของ 'เสด็จแม่' ของเจ้า... ที่ทรงสั่งประหารชีวิตตัวเจ้าเองด้วยพระองค์เอง!" ขอบพระคุณมิตรรักแฟนนิยายทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาแห่งความแค้นไปกับ “มนตรากรรมสะท้อน” นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%