บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 20

ศึกชิงมวลชน

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
ไอออนของความตายยังคงเจือจางอยู่ในกลิ่นหอมของกำยานหมื่นลี้ แต่ในห้องโถงรับรองของจวนอ๋องยามนี้ กลับอบอวลไปด้วยหยาดเหงื่อและความหวาดหวั่นของเหล่าพ่อค้าคนกลางและตัวแทนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง เสียงกระซิบกระซาบดังระงมดั่งฝูงผึ้งแตกตื่น เมื่อร่างระหงในอาภรณ์ปักลายหงส์เพลิงสีชาดก้าวเข้ามาประทับ ณ เบื้องหน้า โดยมีสายตาคมปลาบดุจเหยี่ยวของเฉินอ๋อง—ฉินมู่เฉิน คอยกวาดตามองกดดันอยู่เบื้องหลังไม่ห่าง "พวกท่านคิดว่า ทองคำพันตำลึงที่ตระกูลหลี่นำมาแจกจ่ายบรรเทาทุกข์แก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยเมื่อวานนี้ เป็นเพียงการซื้อเสียงเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงจอมปลอมอย่างนั้นหรือคะ?" น้ำเสียงหวานใสดังก้องกังวาน ทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ หลี่มู่เหยาปรายตามองบัญชีเงินบริจาคในมือ สมุดปกสีเข้มเล่มนั้นไม่ได้บันทึกเพียงตัวเลข หากแต่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความร้าวรานของชาวบ้านที่ถูกตระกูลขุนนางเก่าแก่สูบเลือดสูบเนื้อมานานปี นายท่านกู่ ผู้นำทางการค้าผู้ทรงอิทธิพลและเป็นเบื้องหลังในการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด แค่นAเสียงหัวเราะในลำคออย่างไม่เกรงกลัว แม้จะเกรงกลัวบารมีของเฉินอ๋องอยู่บ้าง แต่เขากุมเส้นสายผลประโยชน์ในท้องคลังไว้ครึ่งหนึ่ง ย่อมมั่นใจว่าสตรีตรงหน้าไม่มีทางหักดิบเขาได้ง่ายๆ "พระชายาตรัสเกินไปกระมังพ่ะย่ะค่ะ... เอ๊ย มิใช่... ข้าหมายถึง การทำบุญสุนทานเป็นเรื่องดี แต่การที่จวนอ๋องยื่นมือมายุ่งเกี่ยวกับกิจการค้าเกลือและข้าวสารเช่นนี้ เกรงว่าจะผิดกฎมณเฑียรบาลและสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเราที่ทำมาค้าขายโดยสุจริตนะพ่ะย่ะค่ะ" นายท่านกู่รีบเปลี่ยนคำสรรพนามแทบไม่ทันเมื่อสบเข้ากับดวงเนตรคมกริบที่ส่งประกายสังหารมาจากบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้ประทับเงียบอยู่ด้านหลัง หลี่มู่เหยาแย้มสรسล รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับทำให้ผู้พบเห็นสันหลังวาบหวิว นางไม่แม้แต่จะชายตากลับไปมองเฉินอ๋องผู้เป็นสามี เพราะศึกครั้งนี้ นางตั้งใจจะใช้ ‘ปัญญา’ และ ‘หลักฐาน’ ฟาดฟันศัตรูให้ย่อยยับด้วยสองมือของตนเอง "สุจริตงั้นหรือคะ?" มู่เหยาโยนสมุดบัญชีอีกเล่มลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังสนั่น เอกสารแผ่นแรกถูกเปิดออกเผยให้เห็นลายมือและตราประทับลับ "การกักตุนข้าวสารห้าหมื่นหาบเพื่อรอให้ราคาพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความอดอยากของราษฎร การเรียกเก็บดอกเบี้ยร้อยละห้าสิบต่อเดือนจากชาวนาที่ไร้ที่ดินทำกิน สิ่งเหล่านี้เรียกว่าวิถีการค้าอันสุจริตของพวกท่าน หรือเป็นมหกรรมสูบเลือดเนื้อบนความตายของประชาชนกันแน่คะ นายท่านกู่" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องโถงในทันที ใบหน้าของนายท่านกู่ซีดเผือดลงจนแทบไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ หลักฐานฉบับนี้ถูกรวบรวมอย่างแนบเนียนและรวดเร็วยิ่งกว่าสายลม นางรู้ได้อย่างไรว่าเอกสารลับซ่อนอยู่ที่ใด? "นี่คือข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ! พระชายาใส่ร้ายป้ายสี..." "ใส่ร้ายหรือคะ?" หลี่มู่เหยาผุดลุกขึ้นยืน ชายผ้าไหมปักดิ้นทองสะท้อนแสงไฟวับวาม นางก้าวเข้าไปใสมหาเศรษฐีเฒ่าทีละก้าว ช้าๆ ทว่าทรงพลังกดดันราวกับภูเขาไท่ซานกดทับลงบนบ่า "ข้าได้นำข้าวสารสิบหมื่นหาบจากคลังลับของตระกูลหลี่ และเสบียงสำรองส่วนพระองค์ของท่านอ๋อง มาเปิดโรงทานแจกจ่ายแก่ราษฎรทั่วทั้งสี่ทิศอย่างไร้เงื่อนไขตั้งแต่ว่าריยามเช้า บัดนี้ มวลชนนับหมื่นต่างแซ่ซ้องสรรเสริญความเมตตาของจวนอ๋อง และสาปแช่งผู้ที่กักตุนสินค้าเอาไว้เก็งกำไร... ท่านคิดว่า หากความจริงนี้แพร่งพรายออกไปถึงท้องพระโรง ฝ่าบาทจะทรงลงทัณฑ์คนตระกูลกู่เช่นไรดีคะ?" คำว่า ‘ท้องพระโรง’ เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจนายท่านกู่ เขาทรรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด อำนาจเงินที่เคยมีมลายหายไปในพริบตาเมื่อเผชิญหน้ากับหลักฐานมัดตัวและกระแสความเกลียดชังจากมวลชนที่นางสร้างขึ้นในชั่วข้ามคืน ฉินมู่เฉินที่นั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแวบหนึ่ง แววตาที่มองสตรีตรงหน้าเต็มไปด้วยความหลงใหลระคนทึ่ง ภรรยาของเขาไม่ได้เป็นเพียงดอกไม้ประดับวังหลัง นางคือพญาหงส์ผู้กางปีกปก "พระชายาโปรดเมตตา! ข้า... ข้า ยินดีมอบสิทธิ์การค้าเกลือครึ่งหนึ่งและทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อชดใช้ความผิดพ่ะย่ะค่ะ!" นายท่านกู่โขกศีรษะคำนับจนหน้าผากแทบแตก มู่เหยามองภาพนั้นด้วยแววตาไร้ความปรานี ความแค้นในชาติก่อนที่ตระกูลกู่เคยร่วมมือกับฝ่ายองค์ชายรองในการบีบคั้นตระกูลหลี่จนต้องโทษประหาร ย้อนกลับมาฉายชัดในห้วงคำนึง นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการชำระบัญชีเลือดเท่านั้น "ทรัพย์สินของท่าน ข้าจะรับไว้เข้าคลังหลวงเพื่อช่วยเหลือราษฎร ส่วนตัวท่าน..." นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองทหารองครักษ์ที่ยืนรอคำสั่งอยู่ "นำตัวส่งศาลต้าหลี่เพื่อไต่สวนตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีข้อยกเว้นค่ะ" สิ้นเสียงประกาศิต ร่างของนายท่านกู่ก็ถูกลากออกไปอย่างไร้ความปรานี เสียงร่ำไห้คร่ำครวญค่อยๆ เงียบหายไปตามทางเดินยาว ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอันตึงเครียดและทรงอำนาจที่แผ่ซ่านไปทั่วจวนอ๋อง หลี่มู่เหยาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับสามีผู้ทรงอำนาจที่กำลังลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาโอบเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างถือวิสาสะ ปลายจมูกโด่งคมคลอเคลียอยู่แถวขมับหอมกรุ่นของนาง "ชายาของข้าเก่งกาจถึงเพียงนี้ ทำให้ข้าชักจะรู้สึกว่าตัวเองหมดประโยชน์เสียแล้วสิ" น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนนางต้องย่นคอหนีเล็กน้อย "ท่านอ๋องโปรดอย่าตรัสเช่นนั้นเลยค่ะ หากมิใช่เพราะบารมีของท่านที่ช่วยกดดันอยู่เบื้องหลัง พวกพ่อค้าหน้าเลือดเหล่านั้นคงไม่ยอมจำนนโดยง่าย" นางเอ่ยเสียงเรียบ พยายามรักษาจังหวะการเต้นของหัวใจไม่ให้ตื่นตระหนกไปกับสัมผัสแนบชิด เฉินอ๋องหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี มือหนาเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียแก้มเนียนอย่างเบามือ "เจ้าชนะใจมวลชนได้อย่างงดงาม ชัยชนะในครั้งนี้สั่นคลอนรากฐานของฝ่ายองค์ชายรองไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ทว่า..." น้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นทำให้มู่เหยาต้องเงยหน้าสบตา ประกายในดวงตาคมกริบของสามีเต็มไปด้วยความระแวดระวัง "แต่ทว่าอะไรคะ?" ก่อนที่ฉินมู่เฉินจะทันได้เอ่ยคำใด เสียงฝีเท้าเร่งรีบของพ่อบ้านก็ดังขึ้นที่หน้าประลอง พร้อมกับเสียงหอบหายใจด้วยความตื่นตระหนก "ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" พ่อบ้านคุกเข่าลงด้วยความรีบร้อน ใบหน้าซีดเผือกยิ่งกว่ากระดาษ "มี... มีราชโองการด่วนจากฮ่องเต้ ส่งตรงมาถึงจวนอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ และ..." พ่อบ้านกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวประโยคที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด "และพระราชโองการฉบับนี้... สั่งให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน พร้อมกับ... ควบคุมตัวพระชายาเข้าคุกหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ!" ขอขอบพระทัยท่านรี้ดผู้แสนประเสริฐที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาอันเชี่ยวกรากนี้ไปพร้อมกับ “มนตรากรรมสะท้อน” นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%