กลิ่นอายของสุราหมักร้อยปีและควันธูปไม้กฤษณาอบอวลจนแทบหายใจไม่ออก ภายในตำหนักรับรองเหอผิงค่ำคืนนี้ ประดับประดาด้วยโคมผ้าไหมปักดิ้นทองนับร้อยดวง ทว่าบรรยากาศกลับเยียบเย็นราวนั่งอยู่กลางลานประหาร
"ใต้เท้าหวง... สุราจอกนี้ ช่างรสชาติล้ำลึกนัก ท่านว่าจริงหรือไม่คะ?"
เสียงหวานใสแต่กังวานราวน้ำค้างแข็งบนยอดไผ่เอ่ยขึ้น รอยยิ้มประดับบนเรียวปากของหลี่มู่เหยาแต้มไว้ด้วยความงดงามเย้ายวน ทว่าดวงเนตรหงส์กลับคมกริบดั่งใบมีดซ่อนในแพรไหม นางยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก เลื่อนสายมองผ่านขอบจอกไปยังชายสูงวัยตรงหน้าผู้มีเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง
หวงเหวินเจี้ยน อดีตเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการผู้เรืองอำนาจ สะดุ้งเฮือกจนมือที่ถือตะเกียบหยกสั่นระริก เขาฝืนหัวกลบเกลื่อนความร้อนรนในอก พยายามรักษาท่าทีของผู้มากบารมี "พระชายา... ตรัสล้อเล่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ สุราในงานเลี้ยงต้อนรับเช่นนี้ ย่อมเป็นของหายากอยู่แล้ว"
"หายาก หรือ หายนะ... ท่านน่าจะรู้แก่ใจดีที่สุดนะคะ"
มู่เหยาปักสายตาลงอย่างไม่เกรงใจ ปลายเล็บเรียวยาวที่สวมปลอกทองคำประดับไข่มุกเคาะเบาๆ ลงบนโต๊ะไม้จันทน์ เสียง 'ก๊อก... ก๊อก...' นั้นดังแทรกซึมเข้าไปในโสตประสาทของเหล่าขุนนางเก่าแก่วัยเกษียณที่นั่งร่วมโต๊ะ จนทุกคนต่างกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
งานเลี้ยงลวงโลกในค่ำคืนนี้ แท้จริงแล้วคือศาลเตี้ยที่ถูกจัดขึ้นอย่างหรูหรา ภายใต้คำสั่งเงาของบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพทิศเหนือ
หลี่มู่เหยาหันไปมองยังเบื้องบน ท่ามกลางม่านมุกโปร่งแสง ฉินมู่เฉิน หรือเฉินอ๋อง ประทับนั่งนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินสลักจากนรกภูมิ อาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรทมิฬกลืนไปกับความมืดครึ้มของรัตติกาล ดวงเนตรคมปลาบดุจพญาอินทรีคู่นั้นจ้องมองความย่อยยับของเหล่าเหยื่อเบื้องล่างด้วยความเฉยเมย ไร้ซึ่งความปรานี พระหัตถ์หนาข้างหนึ่งกำลังหมุนวงแหวนหยกสีเลือดช้าๆ ราวกับกำลังรอเวลาที่เหยื่อจะหมดลมหายใจ
"หลี่... พระชายา ท่านกำลังกล่าวหาข้าผู้อาวุโสด้วยเรื่องอันใดกัน ข้า รับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาตลอดชีวิต มีความดีความชอบต่อแผ่นดิน..." หวงเหวินเจี้ยนฝืนเสียงแข็งกล้า เถียงกลับทั้งที่ขาเริ่มสั่นเทา
"ซื่อสัตย์สุจริตอย่างนั้นหรือคะ?" มู่เหายิ้มเยาะ หยิบม้วนกระดาษหนังแกะสีชาขึ้นมาคลี่ออกช้าๆ แสงจากเปลวเทียนวับแวมสะท้อนอักษรหมึกจีนนับร้อยที่ถูกเขียนด้วยลายมืออันเป็นระเบียบ "บัญชีลับการขุดลอกคูคลองหลวงเมื่อสิบปีก่อน งบประมาณหกล้านตำลึงทอง... หายไปสี่ล้านตำลึง เหลือเพียงเศษเงินหยิบมือที่นำมาซ่อมแซมคันกั้นน้ำ จนทำให้ราษฎรนับหมื่นชีวิตต้องจมอยู่ใต้กระแสน้ำเชี่ยวกรากเมื่อฤดูน้ำหลากปีนั้น... ท่านกล้าปฏิเสธไหมคะว่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ลายมือของท่าน"
ใบหน้าของหวงเหวินเจี้ยนซีดเผือดไร้สีเลือด เขาลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้ล้มคว่ำ "บังอาจ! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอ มีสิทธิอันใดมากล่าวหาข้า... ทหาร! ทหารข้างนอกอยู่ไหน!"
เงียบกริบ... ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากภายนอก มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวผ่านหน้าต่างแกะสลักเข้ามา ราวกับตำหนักแห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปเสียแล้ว
เฉินอ๋องที่นั่งนิ่งเงียบมานาน ขยับพระองค์เล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงก้อนหินกระทบกันดังขึ้น ทะลุผ่านม่านมุกออกไป บีบเค้นหัวใจของทุกคนในห้องให้หยุดเต้น
"เปิ่นหวังเป็นคนอนุญาตให้นางพูดเอง... เจ้ามีปัญหาอะไรกับคำกล่าวหานั้นหรือไม่, ท่านอวง?"
น้ำเสียงนั้นเยียบเย็นจนถึงกระดูกดำ หวงเหวินเจี้ยนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น พยายามคลานเข้าไปหาขุนนางรุ่นราวคราวเดียวกันที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าทุกคนกลับเบือนหน้าหนี ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสบตา เพราะต่างก็รู้ดีว่า ในม้วนกระดาษหนังแกะในมือของพระชายานั้น ไม่ได้มีเพียงชื่อของหวงเหวินเจี้ยนคนเดียว... แต่มันคือรายชื่อของขุนนางเก่าแก่อีกสิบกว่าชีวิตที่ร่วมมือกันสูบเลือดเนื้อของแผ่นดินมาหลายรัชกาล
มู่เหวาก้าวเท้าช้าๆ ลงจากแท่นประทับ รองเท้าปักลายดอกเหมยกระทบพื้นหินอ่อนเกิดเสียงก้องกังวาน นางก้มลงมองร่างที่สั่นเทาของอดีตเสนาบดีผู้เคยมีอำนาจล้นฟ้า ดวงตาของนางสะท้อนภาพความเวทนาและเกลียดชังระคนกัน
"ท่านจำเด็กหญิงตัวน้อยที่รอดชีวิตจากการพังทลายของเขื่อนที่เจียงหนานเมื่อสิบปีก่อนได้ไหมคะ... นางคือน้องสาวแท้ๆ ของนางกำนัลคนสนิทของข้าเอง ครอบครัวของนางต้องตายอย่างอนาถเพราะเงินสี่ล้านตำลึงที่ท่านยักยอกไปสร้างเรือนอุทยานส่วนตัว... วันนั้น ท่านเสวยสุชาติน้ำจันทร์เคล้าเสียงดนตรีบนกองกระดูกของราษฎร แต่วันนี้... ถึงเวลาที่ท่านต้องชดใช้ด้วยลมหายใจของท่านเองแล้วค่ะ"
"พระชายา... โปรดเมตตา! พระชายา โปรดประทานชีวิต..." หวงเหวินเจี้ยนโขกศีรษะลงกับพื้นจนเลือดไหลซึม โหยหวนด้วยความหวาดกลัว
"ความเมตตา... ท่านเก็บไว้ใช้กับดวงวิญญาณนับหมื่นที่ตายอย่างอยุติธรรมเถอะค่ะ"
มู่เหวาสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ สัญญาณมือเด็ดขาดถูกส่งออกไป ทันใดนั้น ประตูตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีมือขององครักษ์เงาผู้สวมชุดดำสนิท พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่โชยเข้ามาปะทะจมูก
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงกง공공 (เสียงขันที) แหลมสูงก็ดังแทรกเข้ามาทำลายความเงียบ
"ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้!—"
ร่างของขันทีเฒ่าผู้ดูแลพระราชวังหลวงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในตำหนัก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก ในมือชูราชโองการม้วนสีเหลืองทองอร่ามสั่นระริก ขันทีผู้นั้นกวาดสายตามองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง ก่อนจะคุกเข่าลงแทบเท้าของเฉินอ๋องและพระชายา
"ท่านอ๋อง... พระชายา... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าละล่ำละลัก "องค์ฮ่องเต้... ทรงพระประชวรหนักกะทันหัน และ... และมีพระราชสาส์นลับตรัสสั่งให้ปลด... ปลดพระชายาออกจากตำแหน่ง!"
หลี่มู่เหยาชะงักฝีเท้า รอยยิ้มเยือกเย็นบนมุมปากแข็งค้างไปชั่วขณะ นางหันกลับไปสบตากับฉินมู่เฉินที่ก้าวออกมาจากหลังม่านมุกอย่างเชื่องช้า แววตาของท่านอ๋องไหววูบเพียงเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมนดั่งพายุในยามค่ำคืน
ราชโองการปลดฮองเฮา/พระชายาที่มาในยามวิกาลเช่นนี้... ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้แสนประเสริฐที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาแห่งการล้างแค้นนี้ไปพร้อมกับ “มนตรากรรมสะท้อน” นะคะ
บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 8
งานเลี้ยงลวงโลก
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!