บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 24

ความยุติธรรมที่มาถึง

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
"ข้ามิได้ต้องการความเมตตาจากฝ่าบาท... สิ่งที่หม่อมฉันปรารถนา มีเพียงเศษเสี้ยวลมหายใจของคนที่เคยเหยียบย่ำวิญญาณผู้อื่นต่างหากเพคะ" สุ้มเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่ากลับสร้างความหนาวเยือกไปถึงไขกระดูกของผู้ฟัง หลี่มู่เหยาประทับนั่งนิ่งสนิทอยู่เบื้องหลังม่านไข่มุกโปร่งแสง อาภรณ์ปักลายหงส์ทองดิ้นเงินสะท้อนประกายวับวามใต้แสงเทียนสีชาด ท่วงท่าสง่างามสูงส่งราวนางพญาผู้ครองบัลลังก์มาแต่อดีตชาติ แววตาคู่คมกริบกวาดมองร่างที่กำลังสั่นเทาของฮูหยินรองตระกูลหลี่—สตรีผู้เคยใช้เล่ห์เพทุบายผลักนางตกสู่ขุมนรกแห่งความตายเมื่อชาติก่อน บัดนี้ กลับต้องมาคุกเข่าหมอบกราบแทบเท้าของคนที่ตนเคยเหยียดหยาม กลิ่นอายความอัปยศคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกำยานราคาแพงในห้องโถงใหญ่ ตระกูลหลี่ในยามนี้มิใช่ผู้มีอิทธิพลคับฟ้าเช่นกาลก่อนอีกต่อไปแล้ว หมากแต่ละตัวที่มู่เหยาบรรจงวางลงบนกระดานแห่งอำนาจตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ค่อยๆ บีบวงล้อมแคบเข้ามาทุกขณะ ความผิดฐานทุจริตและสมรู้ร่วมคิดกับขุนนางกบฏถูกเปิดโปงทีละชั้น ประดุจการลอกเปลือกไม้ออกทีละน้อยเพื่อให้เห็นเนื้อร้ายที่เน่าเฟะข้างใน "มู่เหยา... เจ้า... เจ้ามันปีศาจ!" เสียงแหบพร่าเค้นลอดไรฟันด้วยความแค้นเคือง ฮูหยินรองเงยหน้าขึ้น จ้องมองบุตรสาวนอกสายตาที่นางเคยคิดจะกำจัดให้พ้นทางตั้งแต่ยังเยาว์วัย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวระคนกัน "ข้าเป็นถึงแม่เลี้ยงของเจ้า เลี้ยงดูเจ้ามา..." "เลี้ยงดู?" มู่เหยาแย้มสร้อยพระโอษฐ์น้อยๆ รอยยิ้มนั้นงดงามจับใจแต่วับวาวไปด้วยหยาดพิษ "คำว่าเลี้ยงดูของท่าน คือการหยิบยื่นถ้วยยาพิษไร้สีไร้กลิ่นให้ข้าในคืนวันอภิเษก คือการใส่ร้ายป้ายสีให้ตระกูลเดิมของมารดาข้าต้องกลายเป็นกบฏจนถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรเช่นนั้นหรือเจ้าคะ ท่านแม่... อ้อ ข้าควรเรียกว่า 'นักโทษกบฏ' ดีนะถึงจะถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง" คำพูดแต่ละคำร่วงหล่นลงมาดั่งก้อนน้ำแข็งกระแทกพื้น ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วห้องโถงจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นระส่ำของเหล่าบ่าวไพร่ที่หมอบตัวติดพื้น กล้าแม้แต่จะหายใจแรงก็ยังมิบังอาจ ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดนั้น ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินยวงก็ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ปราศจากเสียงฝีเท้าประดุจเงาพราย เฉินอ๋อง—ฉินมู่เฉิน ปรายตามองเศษสวะที่กำลังคุกเข่าด้วยแววตาเย็นชาไร้ก้นบึ้ง เขาก้าวผ่านร่างเหล่านั้นไปราวกับพวกมันเป็นเพียงฝุ่นผงไร้ค่า ก่อนจะหยุดยืนเคียงข้างบัลลังก์จำลองที่มู่เหยาประทับอยู่ มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียอบางที่วางอยู่บนตักอย่างถือวิสาสะ ทว่าไม่มีใครกล้าเอ่ยท้วงติญแม้แต่ครึ่งคำ ไอร้อนจากฝ่ามือของบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพครึ่งค่อนประเทศแผ่ซ่านเข้ามา ช่วยบรรเทาความเย็นเยียบในใจของหญิงสาวได้เป็นอย่างดี มู่เหยาช้อนตาขึ้นมองสบกับดวงตาคมกลาบที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงและห่วงใย ซึ่งมีเพียงนางเท่านั้นที่ได้เห็นมุมนี้จากเทพสงครามผู้เหี้ยมโหด "เหนื่อยแล้วหรือไม่" สุ้มเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน ขัดกับภาพลักษณ์ภายนอกที่ผู้คนต่างหวาดกลัว "ยังหامเพคะ ท่านอ๋อง" มู่เหยาตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย "ความยุติธรรมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น หนทางยังอีกยาวไกลนัก" "เจ้าอยากให้พวกมันจบเช่นไร สั่งมาคำเดียว ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินล้างบางตระกูลพวกมันจนสิ้นซาก ข้าก็ยินดีทำเพื่อเจ้า" ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังเอ่ยถึงการเด็ดดอกไม้ใบหญ้า มิใช่การทำลายล้างชีวิตคนผู้หนึ่ง ฮูหยินรองที่ได้ยินดังนั้นถึงกับหน้าถอดสี ร่างกายทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางลืมเลือนความเจ็บปวด คลานเข้าไปใกล้ขอบอาภรณ์ของเฉินอ๋อง หมายจะเหนี่ยวรั้งความเมตา "ท่านอ๋อง! โปรดทรงพระกรุณา! นาง... นางมารร้ายผู้นี้กำลังหลอกใช้พระองค์ นางมีความทะเยอทะยานที่จะ..." *ฉึบ!* คมดาบด้านข้างวาววับตวัดผ่านอากาศชั่วพริบตา ปลายกระบี่ขององครักษ์เงาจ่ออยู่ที่ลำคอระหงของฮูหยินรองทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งซ้ำ ทำให้เสียงกรีดร้องนั้นขาดห่วงกลืนหายลงไปในลำคอ "สามหาม" ฉินมู่เฉินเอ่ยเสียงต่ำ เยือกเย็นจนน่ากลัว "ชายาของข้า นางปรารถนาสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมถูกต้องเสมอ ผู้ใดบังaniอาจกล่าววาจามุ่งร้ายต่อนาง ผู้นั้นสมควรตายไร้ที่ฝัง" มู่เหยาลุกขึ้นยืนช้าๆ ปลดปล่อยรัศมีกดดันอันทรงพลังออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยสิ่งใด นางก้าวเข้าไปใกล้ฮูหยินรองที่ตัวสั่นเทาน้ำตานองหน้า ก้มตัวลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ได้ยินกันเพียงสองคน "จำความรู้สึกนี้ไว้ให้ดีนะเจ้าคะ... ความรู้สึกของการไร้ซึ่งหนทางหนี ความหวาดกลัวที่จะต้องตายอย่างไร้ความปรานี นี่เป็นเพียงดอกเบี้ยก้อนแรกที่ข้าทวงคืนจากพวกท่าน... ในชาติก่อนที่ข้าต้องทนทุกข์ทรมานอย่างโดดเดี่ยว" ดวงตาสง่านิ่งของฮูหยินรองเบิกกว้างสุดขีดเมื่อได้ยินคำว่า 'ชาติก่อน' ความทรงจำเลือนรางหรือสัญชาตญาณบางอย่างทำให้สตรีสูงวัยผู้นั้นตระหนักได้ทันทีว่า สตรีตรงหน้านางในยามนี้มิใช่บุตรสาวคนเดิมที่นางเคยรังแกอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นวิญญาณอาฆาตที่ปีนป่ายขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่าง! "เจ้า... เจ้ามัน... อะ..." ยังไม่ทันที่ฮูหยินรองจะได้เปล่งวาจาใดออกมาจนจบประโยค ประตูห้องโถงใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามือของทหารยามหน้าตาตื่นตระหนก ฝุ่นผงละอองปลิวว่อนตามแรงลมยามวิกาล ราชองครักษ์หลวงผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า พร้อมกับชูราชโองการสีทองอร่ามที่ประทับตราหยกมังกรในมือขึ้นสูงด้วยมือที่สั่นเทา "ทูลเฉินอ๋อง! พระชายา! มี... มีพระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนักกะทันหัน และ... และ..." องครักษ์ผู้นั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด สายตาดาษดื่นหวาดกลัวมองสลับระหว่างเฉินอ๋องและมู่เหยา "...และองค์ชายรองทรงนำกำลังทหารปิดล้อมตำหนักใน พร้อมประกาศราชโองการแต่งตั้งตนเองขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" มู่เหยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากอิ่มจะยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ลึกล้ำเกินกว่าผู้ใดจะคาดเดา นางหันกลับไปสบตากับเฉินอ๋องผู้เป็นสวามี ซึ่งในยามนี้กลับไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงประกายตาคมปลาบที่วับวามดั่งเพชรในความมืด—หมากกระดานนี้... สนุกกว่าที่คิดไว้เสียอีก ขอบพระทัยท่านรี้ดผู้แสนประเสริฐที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาอันเชี่ยวกรากนี้ไปพร้อมกับ “มนตรากรรมสะท้อน” นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%