บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 26

รอยยิ้มของท่านอ๋อง

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
“ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! สั่งให้ปลดและกักบริเวณพระชายาล่วงละเมิดกฎมณเณียรบาล... และมีพระราชสาส์นลับพระราชทานยาพิษประหารชีวิตท่านอ๋องฉินมู่เฉิน ณ บัดนี้!” เสียงกู่ก้องของขันทีเฒ่าผู้ถือราชโองการแหลมสูงบาดแก้วหู แผ่ซ่านความหนาวยะเยือกไปทั่วตำหนักใหญ่ที่บัดนี้ถูกรายล้อมด้วยทหารองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยชีวิต ปลายกระบี่นับร้อยเล่มสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวาววับราวกับเขี้ยวเล็บของพญามารที่พร้อมฉีกกระชากทุกชีวิตให้แหลกเป็นจุล หลี่มู่เหยายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชา แสงเทียนสีชาดวับแวมกระทบดวงหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจกลับหมุนวนดั่งคลื่นใต้น้ำ นางมิได้หวาดกลัวต่อคมกระบี่เหล่านั้นแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาของนางคือร่างสูงสง่าที่ยังคงประทับนั่งนิ่งสนิทอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม ฉินมู่เฉิน... สามีในนามผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผู้ซึ่งแววตาคู่นั้นไม่เคยหวั่นไหวต่อมรณะที่คืบคลานเข้ามาใกล้ “พระราชสาส์นลับ... ช่างรวดเร็วยิ่งนัก” น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้น ทำลายความเงียบงัน ฉินมู่เฉินค่อยๆ ปลดถุงมือหนังสีดำออกทีละข้างอย่างเชื่องช้า ท่าทางเยือกเย็นราวนั่งจิบชาชมจันทร์ในยามราตรี มากกว่าจะเผชิญหน้ากับราชอาญาที่ตัดสินประหารชีวิต เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของบุรุษผู้เป็นดั่งเสาหลักแห่งแคว้นทาบทับร่างระหงของหลี่มู่เหยาจนมิด ขันทีเฒ่าหน้าซีดเผือด ยื่นถาดกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดในนั้นมีจอกสุราที่ส่งกลิ่นหอมหวานแต่พิษร้ายแรงถึงตาย “ท่านอ๋อง... โปรดเสวยเถิดพ่ะย่ะค่ะ เพื่อรักษาพระเกียรติยศแห่งราชวงศ์” “เกียรติยศ?” ฉินมู่เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นยะเยือกจนขันทีเฒ่าตัวสั่นเทิ้ม “ฮ่องเต้ผู้พี่ทรงหวาดกลัวเงาของตนเองจนต้องใช้เล่ห์เพทุบายเช่นนี้เชียวหรือ” “ท่านอ๋อง! โปรดระวังพระโอษฐ์!” ในวินาทีที่สถานการณ์ตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง หลี่มู่เหยาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ปลายชายผ้าไหมปักลายหงส์สะบัดไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว นางเอื้อมมือเรียวขาวดั่งหยกไปคว้าจอกสุราพิษนั้นขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว จนฉินมู่เฉินต้องหันขวับมามอง ดวงตาคมกริบฉายแววตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก “มู่เหยา เจ้าจะทำอะไร” สุ้มเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด มือหนาเอื้อมหมายจะคว้าข้อมือนาง “หม่อมฉันเป็นภรรยาของท่าน... เรื่องเช่นนี้ เหตุใดต้องให้ท่านรับไว้แต่ผู้เดียวเล่าเพคะ” หลี่มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางลึกซึ้งเกินกว่าที่ผู้ใดจะหยั่งถึง ภายในใจของอดีตฮองเฮาผู้ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง บัดนี้กลับกระจ่างแจ้งยิ่งกว่าครั้งไหนๆ นางมองทะลุผ่านความเย็นชา เปลือกนอกที่แข็งกระด้าง และอำนาจอันยิ่งใหญ่ จนเห็นหัวใจที่เต้นระรัวเพื่อางเพียงผู้เดียวของบุรุษตรงหน้า ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางใช้เขเขามารยา ใช้ความแค้นเป็นเครื่องมือในการไต่เต้า และมองเขาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานอำนาจ ทว่าในยามวิกฤตที่ความตายอยู่เบื้องหน้า มีเพียงบุรุษผู้นี้ที่เลือกจะยืนหยัดปกป้องนางไว้เบื้องหลัง แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตามที ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความอบอุ่นที่นางพยายามปฏิเสธมาตลอดเพราะกลัวจะพ่ายแพ้ให้กับความรัก บัดนี้ได้พังทลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี นางยอมรับแล้ว... ยอมรับว่าหัวใจดวงนี้ได้ถูกความจริงใจที่ดุดันแต่ล้ำลึกของฉินมู่เฉินหลอมละลายจนหมดสิ้นแล้ว “เจ้าคนโง่!” ฉินมู่เฉินคำรามออกมาอย่างลืมตัว เขาปัดจอกสุราในมือOนางร่วงหล่นลงกับพื้นแตกกระจาย ของเหลวสีชาดไหลนองพื้นส่งกลิ่นฉุนกึ้ง ก่อนที่เขาจะดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอกแน่น อ้อมแขนที่โอบกอดนางสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความหวาดกลัว—ความหวาดกลัวเดียวในชีวิตของแม่ทัพผู้ไร้พ่าย คือการสูญเสียสตรีในอ้อมกอดนี้ไป “ท่านอ๋อง...” หลี่มู่เหยาซบใบหน้าลงกับแผงอกกว้าง สัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วของเขา นางหลับตาลงปล่อยให้หยาดน้ำใสไหลรินเงียบๆ เป็นครั้งแรกที่นางยอมลดทิฐิและกำแพงทั้งหมดลงในอ้อมแขนของเขา ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันและความซาบซึ้งที่อบอวลอยู่ในตำหนัก รอยยิ้มประหลาดก็ปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ของฉินมู่เฉิน รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ แยབยล และอำนาจที่เหนือกว่าทุกสิ่ง... รอยยิ้มที่ซ่อนแผนการอันยิ่งใหญ่เอาไว้ “ในเมื่อพวกมันอยากเล่นละครฉากใหญ่นี้ัก... เราก็ควรจะเล่นตามน้ำสักหน่อย เจ้าว่าจริงไหม พระชายาของข้า” ฉินมู่เฉินกระซิบข้างใบหูกลีบกุหลาบของนาง น้ำเสียงนั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อราชโองการประหารชีวิตแม้แต่น้อย กลับเต็มไปด้วยความกระหายที่จะขยี้ศัตรูให้แหลکคามือ หลี่มู่เหยาผละออกจากอ้อมอกเขาเล็กน้อย นางมองรอยยิ้มนั้น ก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบาที่งดงามหยาดเยิ้มปานหยาดฟ้ามาดิน ดวงตาคู่งามฉายแววเจ้าเล่ห์ไม่แพ้กัน ความคิดของคนทั้งสองประสานกันได้อย่างลงตัวราวนัดหมาย “เพคะ... ในเมื่อพวกเขาอยากให้เราตาย เราก็จัก ‘ตาย’ ให้พวกเขาดูสักครั้ง” ขันทีเฒ่าและทหารองครักษ์ต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความงุนงงกับท่าทีของคนทั้งคู่ที่ไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ราวกับพวกเขากำลังเล่นสนุกกันอยู่ ทว่าก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ทหารม้าเร่งด่วนนายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาด้านหน้าด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย “ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... กองกำลังทหารรักษาการณ์นอกเมืองถูกล้อมไว้หมดแล้ว และคนที่ถือตราประทับแม่ทัพใหญ่คนใหม่... คือองค์ชายสาม!” หลี่มู่เหยาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อหรี่แคบลงทันที องค์ชายสาม... ศัตรูตัวฉกาจที่ซ่อนพิษสงไว้เบื้องหลังรอยยิ้มคุณชายผู้โอบอ้อมอารี ฉินมู่เฉินแค่นเสียงเย็นเยียบในลำคอ ดวงตาดำสนิทลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความเหี้ยมเกรียม เขายกมือขึ้นโอบเอวบางของหลี่มู่เฉินเข้ามาแนบชิดยิ่งกว่าเดิม ราวกับต้องการประกาศให้โลกรับรู้ว่า ต่อให้ศัตรูจะยกกองทัพมานับแสน เขาก็หาได้เกรงกลัวไม่ “ปล่อยให้มันเข้ามา...” ฉินมู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน ทรงอำนาจ และเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่พุ่งจนทหารองครักษ์รอบตำหนักต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว “ข้าจะคอยดูว่า สุนัขจนตรอกเช่นมัน จะมีปัญญาเหยียบบัลลังก์ที่ข้าสร้างขึ้นได้อย่างไร” สิ้นคำพูดนั้น ประตูตำหนักใหญ่ก็ถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับร่างขององค์ชายสามที่ก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยาะหยันฉาบอยู่บนใบหน้า พร้อมกับราชสาส์นฉบับใหม่ในมือที่ถูกชูขึ้นสูง... — ขอบพระคุณรี้ดдерที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้มู่เหยาและท่านอ๋องมา ณ ที่นี้นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%