“หม่อมฉันไม่เคยอนุญาตให้ฝ่าบาท... หรือผู้ใดก็ตาม มองเข้ามาในสายตาของหม่อมฉันลึกถึงเพียงนี้ค่ะ”
สุ้มเสียงของหลี่มู่เหยาแผ่วเบาราวกับละอองหมอกยามค่ำคืนที่ปกคลุมยอดตำหนัก ทว่ากลับมีความเยียบเย็นบาดลึก ทว่าในห้วงเวลาที่หัวใจนางควรจะสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาป้องกันตนเองจากบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า กลับเป็นปลายนิ้วหนาของเฉินอ๋อง—ฉินมู่เฉิน—ที่เอื้อมมาแตะลงบนกลีบปากอิ่มของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังสัมผัสกับเครื่องกระเบื้องเคลือบโบราณที่เปราะบางที่สุดในใต้หล้า
ความเงียบงันภายในห้องทรงพระอักษรลับอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานไม้กฤษณาและกลิ่นอายความกดดันอันเข้มข้น หมากกระดานตรงหน้ายังคงทิ้งค้างไว้ในตຳแหน่งที่ฝ่ายดำกำลังจนมุม แต่ในขณะนี้ ไม่มีผู้ใดสนใจกระดานหยกขาวอีกต่อไปแล้ว เมื่อดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาของท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพนับแสน ทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยประกายไฟบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งงัน
มู่เหยาขยับกายถอยหลังเพียงครึ่งก้าว ทว่าแผ่นหลังของนางกลับชนเข้ากับชั้นตำหนักไม้จันทน์หอมเสียแล้ว ลมหายใจของนางสะดุดไปชั่วขณะเมื่อเงาร่างสูงใหญ่โน้มลงมาปิดกั้นอิสรภาพของนางไว้จนหมดสิ้น ความใกล้ชิดนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทว่าทุกครั้งที่อยู่ใกล้บุรุษผู้นี้ เกราะกำบังแห่งความแค้นที่นางเพียรสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตกลับสั่นคลอนอย่างน่าประหลาด
“มู่เหยา...” นามของนางถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากหยักลึก คล้ายเสียงกระซิบที่ลอยมาจากห้วงลึกของความทรงจำอันยาวนาน น้ำเสียงนั้นไม่ได้เย็นชาดั่งเช่นยามที่เขาอยู่ท่ามกลางสนามรบ หรือไร้ความรู้สึกยามที่เขาพิพากษาศัตรูในท้องพระโรง หากแต่เจือไปด้วยความโหยหาและดื้อรั้นอย่างที่สุด “เจ้าใช้ความเย็นชาและแผนการนับพันเพื่อผลักไสทุกคนออกไป... แต่เหตุใด ยามที่เจ้าอยู่ในอ้อมแขนของข้า หัวใจของเจ้าจึงเต้นแรงเสียจนข้าได้ยินมันชัดเจนเช่นนี้เล่า”
“ท่านอ๋องทรงตรัสสิ่งใดเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่มีความแค้นต้องสะสาง หาได้มีหัวใจไว้ให้ผู้ใดพำนักไม่” นางเชิดหน้าขึ้น สบตากับเขาตรงๆ แม้ว่าขอบตาจะร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ความแค้นของเจ้า... ข้าจะเป็นคนชำระให้หมดสิ้น” ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดุดัน และจริงจังจนน่ากลัว ปลายนิ้วที่เคยแตะริมฝีปากนางเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียแก้มเนียนอย่างเบามือ สัมผัสนั้นแผ่วเบาและทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไปในอากาศ “บัลลังก์ที่พวกมันแย่งชิงไปจากเจ้า ข้าจะคว้ามันมาวางแทบเท้าเจ้าเอง แต่เจ้าต้องสัญญา... ว่าจะไม่เอาชีวิตอันมีค่าของตนเองไปเสี่ยงกับเกมการเมืองสกปรกพวกนั้นอีก”
คำพูดนั้น... ความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีดุดดันและคำประกาศิตอันทรงอำนาจ ทำให้หัวใจที่ด้านชาของอดีตฮองเฮาไหววูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกที่นางพยายามกดทับ ซ่อนเร้น และปิดตายไว้หลังม่านแห่งการแก้แค้น บัดนี้กลับเริ่มรั่วไหลออกมาทางสายตาที่ไหวระริก
นางเคยชินกับการต่อสู้เพียงลำพัง เคยชินกับการดื่มยาพิษเคลือบน้ำผึ้งด้วยรอยยิ้ม และเคยชินกับการใช้ชีวิตอยู่บนปากอحวะแห่งความตาย นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า ในชาติภพนี้จะมีบุรุษผู้หนึ่งกล้าก้าวเข้ามาในเขตหวงห้าม ยอมแปดเปื้อนมือของตนเพื่อล้างมลทินให้นาง และมองทะลุเปลือกนอกอันแข็งกระด้างเข้ามาเห็นบาดแผลเน่าเฟะในดวงจิตของนาง
“ท่านทำเช่นนี้ทำไม... ท่านเป็นถึงเฉินอ๋อง ผู้มีอำนาจล้นฟ้า มีอิสระที่จะเลือกสตรีใดก็ได้ในใต้หล้า ไยต้องมาผูกติดกับปีศาจสาวผู้ฟื้นคืนชีพจากขุมนรกเช่นหม่อมฉันด้วย” มู่เหยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ความเยือกเย็นทั้งหมดพังทลายลงเหลือเพียงความเปราะบางที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็น
ฉินมู่เฉินยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีบนใบหน้าคมคายนั้นงดงามและทรงพลังเสียจนดึงดูดวิญญาณของผู้มอง เขาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับผิวแก้มของนาง
“ปีศาจอย่างนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้น ข้าก็คงเป็นพญายมผู้ยอมตกนรกหมกไหม้ร่วมกับเจ้าแล้วกระมัง มู่เหยา... เจ้ามองไม่เห็นหรืออย่างไร ว่ามือของใครที่ดึงเจ้าไว้ไม่ให้จมดิ่งลงไปในความมืดมิด”
คำพูดนั้นสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท นางก้มมองมือหนาข้างที่ยังกุมข้อมือของนางไว้แน่น มันอบอุ่น... และมั่นคงยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกหล้า
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูด้านนอกห้องทรงพระอักษรก็ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศอันน่าหลงใหลลงในพริบตา
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วที่ตำหนักบูรพา พระสนมเอกหลี่... ทรงกระออกโลหิตและสิ้นสติไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ! หมอหลวงกำลังวุ่นวายกันยกใหญ่!”
เสียงรายงานร้อนรนขององครักษ์เงาที่หน้าประตูทำให้ฉินมู่เฉินขมวดคิ้วมุ่นทันที ทว่าในขณะที่ท่านอ๋องกำลังจะหันไปสั่งการ มู่เหยาที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขากลับนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากอิ่มจะยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่งดงามหยาดเยิ้ม... และน่ากลัวยิ่งกว่าภูตผี
เกมที่นางวางหมากไว้... เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ทว่า ก่อนที่นางจะได้กล่าวสิ่งใด มือหนาของฉินมู่เฉินกลับคว้าข้อมือของนางไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม ดึงร่างบางให้เข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ดวงเนตรคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางราวกับจะอ่านความคิดทั้งหมดให้ทะลุปรุโปร่ง
“หมากตานี้... เจ้าเป็นคนเดินสินะ มู่เหยา” เขากระซิบชิดริมหูของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความรู้ทัน ทว่าไม่มีความโกรธเคืองแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มระอาแกมเอ็นดูที่สะท้อนความคลั่งรักอย่างถึงที่สุด “หากเจ้าอยากทำลายวังหลังแห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง ข้าก็จะช่วยจุดไฟเผาให้... แต่คืนนี้ หลังจากเรื่องนี้จบลง เรายังมีบัญชีที่ต้องสะสางกันเองสองคน”
หัวใจของมู่เหยาเต้นระรัวขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยความกลัว... แต่เป็นเพราะสัมผัสอันร้อนรุ่มจากบุรุษผู้กุมชะตาชีวิตของนาง และในวินาทีที่นางกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างวาบขึ้นนอกหน้าต่างกระดาษสา
ประตูก็กำลังจะถูกผลักเปิดออก!
ขอขอบพระทัยท่านรี้ดผู้แสนประเสริฐที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาอันเชี่ยวกรากนี้ไปพร้อมกับ “มนตรากรรมสะท้อน” นะคะ
บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น•ตอนที่ 22
มือของใครที่ดึงข้าไว้
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์หงส์ไร้ใจกับแผนร้ายคืนชีพแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!