กลิ่นอับชื้นของรากไม้โบราณและไอเย็นเยือกที่เสียดแทงเข้าถึงกระดูกสันหลัง คือสิ่งแรกที่ยืนยันว่าพวกเราไม่ได้อยู่ในอาณาเขตที่ได้รับอนุญาตให้สัญจรอีกต่อไปแล้วค่ะ
"ระวังตัวด้วยนะคะ กลิ่นออราธาตุดินรอบตัวเราเริ่มมีความหนาแน่นผิดปกติ... เหมือนมีบางอย่างกำลังกดทับชั้นบรรยากาศไม่ให้เราใช้เวทมนตร์เคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระค่ะ"
เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่จริงจังของอาจารย์มาเรีย ดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของพงไพรในเขตแดนต้องห้าม แสงสีฟ้าอ่อนจากคทาเวทมนตร์ในมือของเธอส่องประกายขับไล่ความมืดออกไปได้เพียงรัศมีแคบๆ เผยให้เห็นละอองสปores สีม่วงเข้มที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ ละอองเหล่านี้ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่มันทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับมานนาในร่างกายของมนุษย์อย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว
ฉัน—ลูคัส ขยับกรอบแว่นสายตาเล็กน้อยขณะที่สมองคำนวณอัตราการสูญเสียพลังเวทในกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณเด็กหลังห้องที่มักรอดตายจากสถานการณ์เฉียดตายมาหลายครั้งกระซิบบอกว่า เรากำลังเดินเข้าไปในพื้นที่ล่าของบางสิ่งที่ทรงพลังเกินกว่าตำราเรียนเล่มไหนจะบันทึกไว้
"อาจารย์คะ วงเวทป้องกันรอบตัวเราลดลงไปสิบหเปอร์เซ็นต์แล้วค่ะในเวลาไม่ถึงสามนาที... ดูเหมือนว่าพวกมันไม่ได้ต้อนรับแขกแปลกหน้าอย่างพวกเราสักเท่าไหร่" ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย พลางซ่อนมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมเพื่อเตรียมรวบรวมธาตุทั้งสี่ให้อยู่ในรูปแบบที่เสถียรที่สุด
ความจริงแล้ว การพลัดหลงมายังเขตแดนต้องห้ามนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียทีเดียว หากมองจากร่องรอยการบิดเบือนของมิติเมื่อครู่ มีใครบางคนจงใจ "ปักหมุด" เส้นทางลับนี้ไว้เพื่อต้อนพวกเราให้ตกลงมาในหลุมพราง โดยใช้กลิ่นอายของสัตว์อสูรระดับสูงมาอำพรางค่ายกลเคลื่อนย้ายพาร์ทิชัน
ตึง!
เสียงฝืนเหยียบกิ่งไม้แห้งดังขึ้นไม่ไกลจากจุดที่เรายืนอยู่ ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนระดับต่ำที่ทำให้เศษดินร่วงกราวลงมาจากรากไม้ขนาดใหญ่เหนือศีรษะ ความกดอากาศรอบตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันจนหูอื้อ
จากความมืดมิดหลังม่านหมอกสีม่วง ดวงตาสีอำพันคู่มหึมาคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้น มันทอประกายเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยสัญชาตญาณนักล่า สัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่มีรูปร่างคล้ายสุนัขป่าผสมกับกิ้งก่าโบราณ ผิวหนังของมันปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำสนิทที่สะท้อนแสงเรืองรอง ละอองมานนาสีม่วงพวยพุ่งออกมาจากกรามทุกครั้งที่มันแยกเขี้ยวคำราม
"นั่นคือ 'คิเมร่าแห่งปฐพีทมิฬ' สัตว์อสูรโบราณที่ควรจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคสงครามธาตุแล้วนี่คะ..." มาเรียสูดหายใจเข้าลึกโดยที่สายตายังไม่ละไปจากเป้าหมาย มือขวาของเธอตวัดวาดเป็นวงกลมกลางอากาศเพื่อสร้างบาตรป้องกันธาตุลมและไฟซ้อนทับกันสามชั้น "มันถูกยีนเวทมนตร์ดัดแปลง... ใครบางคนจงใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็นผู้คุมประตูที่นี่ค่ะ ลูคัส ถอยไปอยู่ข้างหลังอาจารย์เดี๋ยวนี้!"
แต่ฉันกลับก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มแบบเดียวกับที่มักทำให้เพื่อนร่วมชั้นรู้สึกหมั่นไส้เวลาที่ฉันแก้โจทย์เวทมนตร์ยากๆ ได้ในวินาทีสุดท้ายก่อนหมดเวลา
"ถ้าถอยตอนนี้ เกรงว่าเราจะพลาดโอกาสสำคัญในการเก็บตัวอย่างงานวิจัยชิ้นเอกของศัตรูนะคะ อาจารย์"
ฉันสะบัดข้อมือเบาๆ ธาตุลมหมุนวนกลายเป็นใบมีดโปร่งแสงขนาดจิ๋วที่ปลายปลายนิ้ว ขณะที่ธาตุดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มประสานเสียงตอบรับกับแรงสั่นสะเทือนของเจ้าคิเมร่าตัวนั้นอย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวของการคำนวณฟิสิกส์เวทมนตร์ถูกร้อยเรียงขึ้นในหัวอย่างเป็นระบบ ในเมื่อพวกมันอยากทดสอบความอัจฉริยะของเด็กหลังห้องคนนี้ นัก ฉันก็ยินดีจะแสดงให้เห็นว่า "การบ้าน" ที่ศัตรูส่งมาให้ทำในวันนี้ มันยากเกินกว่าที่พวกมันจะรับมือไหวหรือเปล่า!
เจ้าคิเมร่าคำรามลั่นจนผืนดินสะเทือน มันพุ่งทะยานเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือเสียง แรงปะทะมหาศาลทำให้เกิดคลื่นกระแทกพัดกระหน่ำจนเรือนผมของมาเรียและฉันปลิวสยายไปตามลม มาเรียเตรียมจะปลดปล่อยพลังไฟบริสุทธิ์เพื่อต้อนรับการโจมตีนั้น แต่ทว่า—
ก่อนที่กรงเล็บมหึมาจะทันถึงตัว ร่างของฉันก็หายวับไปจากจุดเดิมด้วยการผสานธาตุลมและดินในเสี้ยววินาที ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งบนกิ่งไม้เหนือหัวของมัน พร้อมกับแท่งศิลาธาตุดินสี่แท่งที่ถูกปักลงตามจุดสำคัญของสนามพลังรอบตัวเจ้าอสูรอย่างแม่นยำรากับปักหมุดแผนที่
"กฏข้อแรกของการแก้โจทย์ยากๆ คือการหา 'จุดศูนย์ถ่วง' ที่อ่อนแอที่สุดของระบบค่ะ" ฉันพึมพำเบาๆ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏในดวงตา
เปรี๊ยะ!
เสียงผนผนึกพลังธาตุทั้งสี่ระเบิดขึ้นพร้อมกัน วงเวทสีทองอร่ามที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดินถูกกระชากให้สว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง มันไม่ใช่แค่การป้องกันตัว แต่เป็นกับดักที่ฉันวางซ้อนไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก้าวแรกที่สัมผัสกลิ่นอายของไอหมอกพิษ เจ้าคิเมร่ากรีดร้องลั่นเมื่อโครงสร้างมานนาในตัวมันถูกสลายด้วยปฏิกิริยาธาตุย้อนกลับอย่างฉับพลัน
ทว่า ในวินาทีที่แสงสว่างจากการระเบิดจางลง เสียงปรบมือช้าๆ และน่าขนลุกก็ดังขึ้นจากเงาดำเบื้องลึกของป่า
*แปะ... แปะ... แปะ...*
"สมคำร่ำลือจริงๆ เจ้าหนู... ไม่เสียแรงที่ฉันลงทุนเปิดประตูต้อนรับเธอถึงที่นี่" เสียงแหบพร่าของผู้มาใหม่ดังขึ้น พร้อมกับร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวออกมาจากม่านหมอก หน้ากากโลหะรูปจันทร์เสี้ยวปิดบังใบหน้าครึ่งบนไว้ แต่รอยยิ้มที่เผยให้เห็นริมฝีปากนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอันตราย
มาเรียขยับตัวมาบังหน้าฉันทันที ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจเมื่อสัมผัสได้ถึงไอเวทอันคุ้นเคยที่แผ่ออกมาจากตัวบุคคลปริศนา
"แก... เป็นไปไม่ได้! คนของสภาสูงที่ถูกเนรเทศไปเมื่อสิบปีก่อน ทำไมถึงยัง..."
ผู้มาใหม่หัวנסกพลางยกมือขึ้นแตะปริมณฑลเวทที่ฉันเพิ่งสร้างขึ้น และเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส วงเวทระดับ SSS ทั้งหมดก็สลายกลายเป็นฝุ่นผงในพริบตาเดียวราวกับกระดาษทิชชู
"ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนจริงบทสุดท้ายนะคะ... ลูคัส"
[ระบบตรวจพบการปลดล็อกเขตแดนลับระดับ SSS: ผู้คุมกฎแห่งเงายืนยันตัวตน — เงื่อนไขการรอดชีวิต: 0%]
[ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นและเดินทางมากับลูคัสในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้ากับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนะคะ!]
แอสทริดธาตุมนต์
ท่านประธานครับ นักเรียนหลังห้องคนนี้เก่งเกินไปแล้ว•ตอนที่ 15
กับดักของศัตรูในเงา
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานครับ นักเรียนหลังห้องคนนี้เก่งเกินไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!