ไอสังหารสีชาดพวยพุ่งทะลักทะลายราวกับมหาสمุทร์คลั่ง กลิ่นอายความตายที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนานนับพันปีแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันมหาศาลจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว ร่างของสตรีชุดขาวที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางค่ายกลโบราณค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีม่วงเข้มคู่นั้นเย็นชาและดุดันราวกับพญามารที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
“บังอาจนัก! ใครบัง-อาจ-รบกวน-การ-จำศีล-ของ-พวกเรา!”
เสียงหวานกังวานแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารบาดลึกดังก้องสะท้อนไปทั่วถ้ำศิลาอัคคี มู่หลานเซียนสะบัดแขนเสื้อเพียงคราเดียว คลื่นปราณกระบี่ไร้รูปร่างนับพันสายก็พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ลู่เหวินในพริบตา ปราณคุมขังระดับเซียนขั้นสูงแผ่ซ่านจนหินผารอบด้านแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ความเร็วของมันเหนือล้ำเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะตอบสนองได้ทัน
ทว่า ลู่เหวินกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นัยน์ตาสนิมเหล็กของเขาหรี่ลงเล็กน้อย มือขวายกขึ้นวาดเป็นวงกลางอากาศอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามราکتวับจับจิต มิใช่การถอยหนีหรือตั้งรับด้วยพละกำลัง แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ฟ้าดิน
“ตื่นขึ้นมาก็เกรี้ยวกราดไม่เบาเลยนะแม่นาง...” ลู่เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น ปลายนิ้วเรียวยาวดีดแผ่นยันต์อักขระสีทองอร่ามสามแผ่นออกไปอย่างไร้ซุ่มเสียง
*พรึบ!*
ยันต์ออโรร่าสวรรค์แผ่ขยายอาณาเขตออกเป็นม่านพลังโปร่งแสง ลวดลายอักษรโบราณบนแผ่นยันต์หมุนวนด้วยความเร็วสูง ปราณกระบี่ของมู่หลานเซียนที่ทรงพลังดุจพายุอัคคี เมื่อปะทะเข้ากับค่ายกลอักขระ กลับถูกดูดซับและหักเหทิศทางออกไปด้านข้างจนหมดสิ้น เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวทำให้เศษหินร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน แต่ตัวถ้ำกลับยังคงมั่นคงด้วยโครงสร้างของค่ายกลที่ลู่เหวินจัดวางไว้ล่วงหน้า
มู่หลานเซียนชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาสีม่วงเข้มฉายแววประหลาดใจ นางอยู่ในค่ายกลพันปีมาเนิ่นนาน จนลืมเลือนไปแล้วว่ายังมีมนุษย์ผู้ใดในยุทธภพที่สามารถต้านทาน "กระบี่โลหิตาพิโรธ" ของนางได้ด้วยการใช้เพียงยันต์อักขระระดับต่ำ
“เจ้าเป็นใครกันแน่? กล้าดีอย่างไรจึงมาแตะต้องผนึกพันปีของข้า!” มู่หลานเซียนเอ่ยถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความระแวงและโทสะที่ยังมอดไหม้ไม่
นางก้าวเท้ากลางอากาศ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์แต่เปรอะเปื้อนด้วยคราบกาลเวลาเคลื่อนเข้ามาใกล้ รัศมีกดดันระดับเซียนพุ่งเข้าใส่ลู่เหวินราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนบ่า แม้ลู่เหวินจะยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม แต่เม็ดเหงื่อกาฬก็ผุดขึ้นตามไรผม แสดงให้เห็นว่าพลังของนางน่ากลัวเพียงใด
“ข้ามีนามว่าลู่เหวิน...” จอมยุทธ์หนุ่มประสานมือคำนับอย่างสุภาพตามวิสัยทัศน์ของสุภาพบุรุษ แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย “และข้ามิได้มาเพื่อเป็นศัตรู แต่เป็นผู้ปลดปล่อยท่านจากพันธนาการอันอยุติธรรมนี้ต่างหาก”
“คำพูดลมๆ แล้งๆ ของมนุษย์หน้าตัวเมีย!” มู่หลานเซียนแค่นเสียงหัวoраอย่างเยียบเย็น นางไม่เชื่อคำกล่าวอ้างใดๆ ทั้งสิ้น ความแค้นที่ถูกหักหลังและจองจำนับพันปีทำให้หัวใจของนางด้านชา ปราณกระบี่ในมือรวมตัวกันอีกครั้งจนเกิดเป็นแสงสว่างเจิดจ้าบาดตา “ในอดีตพวกมันก็กล่าวเช่นนี้... ก่อนจะโยนข้าลงสู่ขุมนรกแห่งนี้! ตายซะเถอะ!”
พริบตานั้น ร่างของนางก็หายวับไปจากจุดเดิม ความเร็วดุจสายฟ้าฟาด มู่หลานเซียนปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าลู่เหวินในระยะประชิด ฝ่ามือเรียวดุจหยกขาวพุ่งตรงเข้าสู่จุดชีพจรหัวใจ ปราณมารสีดำทมิฬรวมตัวที่ปลายนิ้ว พร้อมจะทะลวงร่างของเขาให้แหลกเป็นจุลในคราเดียว
ลู่เหวินไม่หลบหนี เขากลับเลือกที่จะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายแนบชิดกับนางเซียนผู้เยียบเย็นจนสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้น นิ้วมือของลู่เหวินสะบัดออกอย่างแม่นยำ กดลงบนจุดชีพจรสำคัญสามจุดบนแผ่นหลังและหัวไหล่ของมู่หลานเซียน พร้อมกับพึมพำคาถาบทหนึ่งแผ่วเบา
*“อัคนีผสานวารี, ปิดผนึกจิตมารชั่วคราว!”*
แสงสว่างวาบขึ้นจากฝ่ามือของเขา ค่ายกลอักขระที่สลักไว้บนฝ่ามือซึมซับเข้าสู่ร่างของมู่หลานเซียนทันที แรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวนางพลันอ่อนกำลังลงอย่างกะทันหัน ปราณมารที่กำลังเดือดดาลถูกสะกดให้สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์
มู่หลานเซียนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นางพบว่าตนเองไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ดั่งใจ ปราณเซียนในร่างถูกจำกัดเอาไว้ด้วยอักขระลึกลับ ดวงตาคู่งามจ้องมองบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้จนลมหายใจรดรินเข้าหากัน ใบหน้าของลู่เหวินยังคงสงบนิ่ง ทว่าแววตาที่มองนางนั้นกลับเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและความลึกซึ้งที่นางไม่เคยพบเจอจากผู้ใด
“ปล่อยข้า...” นางเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว “เจ้า... ทำอะไรกับร่างของข้า!”
“ข้าเพียงแค่ช่วยให้ท่านใจเย็นลง และรับฟังเหตุผลของข้าสักนิด...” ลู่เหวินตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย “เพราะหากเรายังสู้กันต่อ ถ้ำแห่งนี้คงพังทลายลงมาฝังพวกเราไว้ด้วยกันเป็นแน่ และข้าก็ยังไม่อยากตาย... อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้”
มู่หลานเซียนเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ นางไม่เคยถูกมนุษย์หน้าไหนแตะต้องเนื้อต้องตัวเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น แววตาของลู่เหวินไม่มีความโลภ ความหวาดกลัว หรือความกระหายอำนาจเหมือนคนพวกนั้นในอดีต มีเพียงความจริงใจและความสงบเยือกเย็นที่ยากจะหยั่งถึง
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกำลังตึงเครียดและชวนให้หัวใจเต้นระส่ำนั้นเอง...
*ครืนนน!*
พื้นศิลาเบื้องล่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเก่า เสียงคำรามต่ำทุ้มดังขึ้นมาจากส่วนลึกที่สุดของก้นเหว พร้อมกับจิตสังหารอันทรงพลังสายใหม่ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง มู่หลานเซียนหน้าเปลี่ยนสีทันที นางอุทานออกมาด้วยความตกใจ “แย่แล้ว... มันตื่นขึ้นมาแล้ว ผู้คุมกฎแห่งค่ายกลโลหิต!”
ลู่เหวินหันขวابไปมองยังความมืดมิดเบื้องล่าง นัยน์ตาสนิมเหล็กหรี่ลงเป็นเส้นตรง เมื่อเงาร่างมหึมาที่มีดวงตาสดุจโลหิตนับร้อยคู่ค่อยๆ ก้าวพ้นความมืดขึ้นมาประจันหน้ากับพวกเขา
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ — หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางมารผู้ถูกจองจำในค่ายกลพันปี•ตอนที่ 2
นางมารผู้ไม่ยอมก้มหัว
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางมารผู้ถูกจองจำในค่ายกลพันปี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!