ความเงียบงันในหุบเขาอเวจีไม่ได้เกิดจากความว่างเปล่า หากแต่เกิดจากแรงกดดันมหาศาลของพลังปราณที่ถูกกักขังมานานนับพันปี จนกระทั่งอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นสีคราม
ลู่เหวินยืนนิ่งสงอยู่บนชะง่อนผาหินสีดำสนิท ปลายเท้าของเขาเหยียบอยู่บนขอบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง มือขวากุมด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาเล่มหนึ่ง—ไร้ซึ่งคม ไร้ซึ่งประกายแสงเจิดจ้า ทว่ากลับแผ่ไอเย็นเยียบที่สามารถตัดเฉือนมิติอากาศรอบตัวให้ขาดวิ่นได้โดยไม่ต้องออกแรง
ในวิถีกระบี่ของผู้คน ดาบและกระบี่ย่อมต้องมีความคมเพื่อปลิดชีพศัตรู แต่สำหรับลู่เหวิน กระบี่ไร้ลักษณ์หาใช่การไร้ซึ่งกระบี่ หากแต่เป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า สรรพสิ่งล้วนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่ได้ และเมื่อไร้ซึ่งรูปลักษณ์ ย่อมไม่มีสิ่งใดสามารถต้านทานหรือทำลายมันได้เช่นกัน
“พันปีผ่านไป... ค่ายกลดาราผนึกมารยังคงทำงานด้วยกลไกอันสมบูรณ์แบบ ช่างเป็นฝีมือที่น่าทึ่งเสียจริง”
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ราบเรียบของลู่เหวินเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ดวงตาสคมกริบราวกับมองทะลุผ่านม่านหมอกควันสีดำที่พวยพุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่าง เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อแสวงหาสสมบัติล้ำค่าหรือเคล็ดวิชาอมตะ ทว่าสัญชาตญาณในจิตวิญญาณแห่งการบำเพ็ญเพียรกลับร้องเตือนว่า มีบางสิ่งที่ถูกกักขังไว้ด้วยความอยุติธรรมกำลังรอคอยการปลดปล่อย
เบื้องล่างของเขาคือ 'ค่ายกลพันปี' ค่ายกลโบราณที่สลักลงบนแผ่นศิลาศักดิ์สิทธิ์ เสาหินทั้งเก้าต้นปักลงในจุดชีพจรแห่งแผ่นดิน แต่ละเสามีโซ่ตรวนอัขระทองคำร้อยรัดไขว้กันไปมาจนกลายเป็นกรงขังขนาดยักษ์ ตรงใจกลางกรงขังนั้น ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่
เรือนผมสีเงินยวงยาวสยายคลุมแผ่นหลัง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังและไอสังหารสีดำทมิฬ ทว่าแม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานนับพันปี และถูกพันธนาการด้วยพลังฟ้าดินอันหนักหน่วง นางก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามเยือกเย็นราวกับรูปสลักหยกหิมะที่ไม่มีวันละลาย
มู่หลานเซียน... ชื่อนี้เคยสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสามภพในอดีต ก่อนที่นางจะถูกหักหลังโดยสำนักเซียนผู้ทรงคุณธรรม และถูกโยนลงมาทิ้งไว้ในหุบเขาอเวจีแห่งนี้เพื่อให้สำนึกผิดในความผิดที่นางไม่ได้ก่อ
ลู่เหวินหรี่ตาลงเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวดั่งหยกสลักยกขึ้น วาดผ่านอากาศเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนความว่างเปล่า อักขระโบราณสีทองคำเปล่งประกายเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศราวกับดวงดาวนับพันดวง
“เจ้าเป็นใครกันแน่... มดปลวกจากโลกภายนอก กล้าดียังไงถึงลอบเข้ามายังเขตหวงห้ามแห่งนี้”
เสียงหวานใสที่เจือไปด้วยความเย็นชาบาดลึกดังขึ้น ราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรก มู่หลานเซียนยังคงหลับตาอยู่ ขนตางอนยาวราวกับปีกผีเสื้อขยับเพียงเล็กน้อย นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนด้วยซ้ำ ทว่าแรงกดดันจากจิตสังหารระดับมหาเซียนก็พุ่งทะยานเข้าใส่ลู่เหวินทันทีราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาด
*ตูม!*
อากาศรอบตัวลู่เหวินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นผุยผง แต่ร่างของชายหนุ่มกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เขายังคงยืนสงบนิ่ง ปลายกระบี่ไม้ไผ่ในมือปักลงบนพื้นดินเบาๆ สร้างม่านพลังรูปทรงกลมโปร่งแสงขึ้นมาต้านทานแรงกดดันนั้นได้อย่างง่ายดาย
“หากข้าเป็นมดปลวก เจ้าคงไม่เสียเวลาปล่อยจิตสังหารระดับนี้ออกมาเพื่อทดสอบข้าหรอกกระมัง แม่นางมู่” ลู่เหวินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก “คนสะอาดบริสุทธิ์เช่นท่าน เหตุใดจึงต้องยอมก้มหัวให้โซ่ตรวนแห่งความเท็จเหล่านี้มานานถึงพันปีด้วยเล่า”
เมื่อได้ยินชื่อของตน มู่หลานเซียนก็ลืมตาขึ้นทันที
ดวงตาของนางคู่นั้นงดงามราวกับอัญมณีสีครามบริสุทธิ์ ทว่ากลับว่างเปล่าและเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ไม่มีแววตาของความหวังหลงเหลืออยู่ มีเพียงความเจ็บแค้นและเปลวเพลิงแห่งความตายที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเงียบงัน
“เจ้า... รู้จักชื่อข้าได้อย่างไร?” เสียงของนางเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม อุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง “คนภายนอกล้วนตราหน้าว่าข้าคือ ‘นางมารผู้ทรยศ’ สวรรค์และแผ่นดินต่างต้องการให้ข้าดับสูญ เหตุใดเจ้าจึงดูเหมือนผู้ที่ล่วงรู้ความจริงทุกอย่าง”
“ความจริงมักถูกซ่อนไว้ใต้พรมของความชอบธรรมเสมอ” ลู่เหวินก้าวเท้าเดินวนรอบค่ายกลช้าๆ สายตาของเขาสำรวจอักขระแต่ละตัวบนเสาหินด้วยความละเอียดลออ “ข้าไม่ได้สนใจว่าสวรรค์จะกล่าวหาท่านว่าอย่างไร ข้าสนใจเพียงแค่ว่า... อักขระที่จองจำท่านอยู่ ณ ที่นี้ กำลังใช้พลังชีวิตของท่านหล่อเลี้ยงรากฐานพลังปราณของคนกลุ่มหนึ่งอยู่ต่างหาก”
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจของมู่หลานเซียน ร่างเพรียวบางสะท้านเฮือก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเป็นครั้งแรก นางจ้องมองบุรุษหนุ่มชุดคลุมสีเทาเรียบง่ายเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา
ตลอดพันปีที่ผ่านมา มีผู้คนมากมายลักลอบเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้ บ้างก็ต้องการแสวงหาเคล็ดวิชาของนาง บ้างก็มาเพื่อเหยียบย่ำซากศพของอสูรและเซียนผู้ตกอับ แต่นี่เป็นครั้งแรก... มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า มองทะลุค่ายกลพันปี และมองเห็นความอัปลักษณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเซียนใหญ่
“เจ้าคิดจะทำอะไร?” มู่หลานเซียนเอ่ยถาม น้ำเสียงของนางเริ่มมีความสั่นเครือเล็กน้อยที่พยายามควบคุมไว้
“ข้าบอกแล้วอย่างไร... ว่าข้าจะมาปลดปล่อยท่าน”
ลู่เหวินหยุดเดิน เขา দাঁড়อยู่หน้าเสาหินต้นที่สี่ ซึ่งเป็นจุดอับของค่ายกลและเป็นหัวใจหลักในการส่งผ่านพลังงาน ดวงตาสคมกริบเปล่งประกายแสงสีทองวาววับ พลังปราณภายในร่างหมุนวนอย่างเป็นระเบียบตามวิถีแห่งเต๋า
“ค่ายกลดาราผนึกมารนี้ประกอบด้วยอักขระแปดหมื่นสี่พันตัว ทุกตัวสอดประสานกันอย่างไร้ที่ติ หากใช้กำลังทำลาย มันจะระเบิดร่างของท่านเป็นจุลพร้อมกับดวงจิตที่จะแตกสลายไปตลอดกาล” ลู่เหวินอธิบายน้ำเสียงจริงจัง มือขวาหยิบยันต์กระดาษสีชาดแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
“แต่น่าเสียดาย... ผู้ที่สร้างค่ายกลนี้ขึ้นมาเมื่อพันปีก่อน คงหลงลืมไปว่า ทุกสิ่งในโลกหล้าล้วนมีจุดอ่อน และจุดอ่อนที่สุดของค่ายกลที่สมบูรณ์แบบ ก็คือ ‘ความสมบูรณ์แบบ’ จนเกินไปของมันเอง”
นิ้วมือของลู่เหวินสะบัดยันต์สีชาดออกไปปักลงบนจุดศูนย์กลางของเสาหินศิลาอย่างแม่นยำราวกับจับวาง ทันใดนั้น อักขระสีทองบนเสาทั้งเก้าต้นก็ชะงักงวน เสียงคำรามต่ำๆ ดังสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินกำลังจะแยกออกเป็นสองเสี่ยง!
“จงแตกสลาย... อภินิหารพันปี!”
ลู่เหวินประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง พลังปราณไร้ลักษณ์พุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วเข้าประสานกับยันต์อักขระทันที บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ ก่อนที่รอยร้าวเส้นเล็กๆ จะปรากฏขึ้นบนเสาหินศิลาต้นแรก และลุกลามไปยังเสาต้นอื่นๆ อย่างรวดเร็วราวกับใยแมงมุม
*เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! บูมมมม—!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขาอเวจี คลื่นพลังปราณมหาศาลพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆหนาทึบจนเผยให้เห็นแสงดาวระยิบระยับยามค่ำคืน โซ่ตรวนอัขระทองคำที่พันธนาการมู่หลานเซียนมานานนับพันปีค่อยๆ แตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองโปรยปรายลงมาดั่งหิมะ
มู่หลานเซียนเงยหน้าขึ้นมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตะลึงงัน ไอสังหารสีดำทมิฬรอบตัวนางมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยแสงสีขาวบริสุทธิ์ของพลังเซียนแท้จริงที่ไหลทะลักกลับคืนสู่ร่าง นางรู้สึกได้ถึงความเบาสบายและอิสรภาพที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานนับพันปี
ทว่า... ในวินาทีที่โซ่ตรวนเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลง พื้นดินเบื้องล่างกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม หลุมอเวจีเบื้องล่างเปิดอ้าออกราวกับปากอสูร และสิ่งที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากความมืดมิดนั้น หาใช่ความสงบสุข...
แต่กลับเป็นเงาร่างนับร้อยของ ‘นักพรตโลหิต’ ผู้พิทักษ์ค่ายกลลับ ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังก้องไปทั่วสารทิศ—
“บังอาจนัก! ใครบัง-อาจ-รบกวน-การ-จำศีล-ของ-พวกเรา!”
เซียนกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางมารผู้ถูกจองจำในค่ายกลพันปี•ตอนที่ 1
รอยร้าวในค่ายกลพันปี
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางมารผู้ถูกจองจำในค่ายกลพันปี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!