"ใบประกาศนี้... ฉันขอคืนให้คุณค่ะ ท่านดยุกผู้สูงส่ง"
เสียงกระดาษแผ่นบางที่ถูกฉีกขาดเป็นสองทุ่มทวนความเงียบสงบของห้องโถงจัดเลี้ยงตระกูลไฮด์แลงได้อย่างชัดเจน ราวกับเสียงสายฟ้าฟาดลงกลางฤดูร้อน ทุกสายตาในห้องโถงหรูหราอลังการจับจ้องมายังร่างเพรียวบางในชุดราตรีสีดำสนิท ไร้ซึ่งเครื่องเพชรราคาแพงระยับประดับประดา มีเพียงความเย่อหยิ่งทระนงที่ฉายชัดผ่านนัยน์ตาสีไพลินคู่สวยของ เอวาลินน์ คาร์ไลล์
รอบกายเธอคือเสียงซุบซิบนินทาที่ดังระงมราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ขุนนางชั้นสูงต่างพากันกระซิบกระซาบด้วยความตกตะลึง ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงดัง เพราะต่างรู้ดีว่านี่คือการประกาศสงครามทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดแห่งทศวรรษ
"เอวาลินน์! เธอเสียสติไปแล้วหรือไง!"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากเบื้องหน้า เคลาส์ ฟอน ไฮด์แลง อดีตคู่หมั้นรูปงามผู้เพียบพร้อม ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มเย่อหยิ่งบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาจ้องมองหญิงสาวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "เธอกล้าดียังไงมาฉีกสัญญาหมั้นกลางงานเลี้ยงวันเกิดของท่านเคานต์! รู้ตัวไหมว่าตระกูลคาร์ไลล์ของเธอกำลังจะล้มละลาย! ถ้าไม่มีตระกูลไฮด์แลงค้ำจุน เธอก็เป็นได้แค่ขอทานข้างถนน!"
เอวาลินน์ระบายยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันและเฉียบคมจนเคลาส์ถึงกับชะงัก เธอค่อยๆ ปัดเศษกระดาษที่ติดอยู่บนปลายนิ้วออกอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับสิ่งที่เธอเพิ่งทำลายไปเป็นเพียงเศษขยะไร้ค่า ไม่ใช่สัญญาหมั้นหมายที่เคยเป็นความหวังสุดท้ายของตระกูลที่กำลังดิ่งเหว
"ขอทานข้างถนนอย่างนั้นหรือคะ..." เอวาลินน์ทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่กลับเยือกเย็นเสียจนผู้ฟังต้องสันหลังวาบ เธอก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มทีละก้าว ส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเกิดเสียงกังวานดั่งเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังเวลาตายของอีกฝ่าย "น่าแปลกนะคะ ทั้งที่ตระกูลคาร์ไลล์เป็นฝ่ายอัดฉีดเงินสดพยุงกิจการเหมืองแร่ของคุณมาตลอดสามปีเต็ม จนกระทั่งเมื่อวานนี้... ยอดเงินก้อนสุดท้ายห้าสิบล้านเหรียญทองเพิ่งจะโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของคุณไป เพื่อใช้หนี้พนันก้อนโตไม่ใช่หรือคะ ท่านดยุกผู้สูงส่ง?"
ใบหน้าของเคลาส์ซีดเผือดลงในพริบตา เลือดในกายเย็นเฉียบ เขาอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ความลับที่เขาคิดว่าซ่อนไว้มิดชิดกลับถูกเปิดเผยออกมาต่อหน้าธารกำนัลอย่างไร้ความปรานี
"เธอ... เธอรู้ได้ยังไง!" เคลาส์เค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามข่มความกลัวไว้ใต้ความเกรี้ยวกราด "หลักฐานไม่มี อย่ามาปรักปรำกันนะ!"
"หลักฐานหรือคะ?" เอวาลินน์หัวسรวลเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงช่างน่าฟังทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ เธอยกมือขึ้นส่งสัญญาณเล็กน้อย ทันใดนั้นประตูบานใหญ่ของห้องโถงก็เปิดผางออกพร้อมกับร่างสูงสง่าของชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูป สีดำสนิทรับกับเรือนผมสีรัตติกาล
เซดริก เวสเทิร์น
แม้ในนามเขาจะเป็นเพียงองครักษ์และผู้ช่วยเงาของเธอ แต่รัศมีอันทรงพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้เหล่าขุนนางผู้มั่งคั่งถึงกับต้องก้มหน้าหลบสายตา เซดริกเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเอวาลินน์อย่างมั่นคง สายตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองเคลาส์ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง
ในมือของเซดริกคือแฟ้มเอกสารหนังแท้สีดำสนิท เขาเปิดมันออกอย่างไร้ความเร่งรีบ ก่อนจะโยนลงบนโต๊ะอาหารค่ำตรงหน้าเคลาส์ เสียงแฟ้มกระทบเนื้อไม้ดังทึบ แต่มันกลับดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคน
"บัญชีลับของธนาคารหลวง เหมืองแร่ที่กำลังจะล้มละลาย และชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ที่แท้จริง... ซึ่งก็คือคุณชายเคลาส์ผู้ใช้ชื่อปลอมในการฟอกเงิน" เซดริกเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ แต่ทุกคำพูดกลับหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนหัวใจของคู่กรณี "เอกสารทั้งหมดนี้ ถูกส่งไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดและสภาขุนนางเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อสิบนาทีที่แล้วครับ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบจากการคาดเดา แต่เป็นความเงียบของความพินาศสันตะרוסที่มาเยือนอย่างฉับพลัน
เคลาส์ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นหินอ่อนอย่างไร้ศักดิ์ศรี ใบหน้าที่เคยหยิ่งทะนงบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด เขาเงยหน้ามองเอวาลินน์ด้วยสายตาอ้อนวอนราวกับสุนัขจนตรอก มือสั่นเทוםพยายามจะเอื้อมไปจับชายกระโปรงของเธอ
"เอวาลินน์... ที่รัก... ผมขอร้อง ยกโทษให้ผมเถอะนะ! เรายังแต่งงานกันได้ ผมยังรักคุณ!" เสียงของเคลาส์สั่นเครือ หยดน้ำตาแห่งความตระหนกหลั่งรินอาบแก้ม
เอวาลินน์ก้มมองดูชายผู้เคยเหยียดยามเธอด้วยสายตาเย็นชา ไร้ซึ่งความสงสารเวทนา เธอขยับถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ได้ยินกันเพียงสองคน
"ความรักที่คุณมี คงมีความหมายเฉพาะตอนที่มีเงินให้ผลาญสินะคะ... แต่น่าเสียดาย ที่เกมนี้ ฉันเป็นคนถือไพ่เหนือกว่าตั้งแต่ต้นแล้วค่ะ"
เธอสะบัดหน้าหนีอย่างไร้เยื่อใย ปล่อยให้เคลาส์ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสภาขุนนางเข้าควบคุมตัวและลากออกไปจากงานท่ามกลางสายตานับร้อยที่มองด้วยความสมเพช
เอวาลินน์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรับเอาความรู้สึกเป็นอิสระที่รอคอยมานานแสนนาน ร่างระหงหันกลับมาเผชิญหน้ากับสังคมชั้นสูงที่บัดนี้ต่างพากันก้มหัวให้เธอด้วยความยำเกรง ทว่าก่อนที่เธอจะได้กล่าวคำอำลาใดๆ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวที่กำลังลงจอดบนดาดฟ้าของคฤหาสน์ก็ดังสนั่นหวั่นไหว
แสงไฟสปอตไลท์สาดส่องทะลุกระจกเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวของเลขาธิการส่วนตัวจากธนาคารกลางโลก ผู้ถือครองบัตรเครดิตดำอินפיนิตี้ที่สามารถซื้อครึ่งค่อนโลกได้ในพริบตา ซึ่งเดินตรงเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเธอด้วยความเคารพสูงสุด พร้อมกับยื่นกล่องกำมะหยี่สีแดงสดที่บรรจุบัตรทองคำขาวบริสุทธิ์สลักชื่อ "คาร์ไลล์" ไว้เด่น
"ท่านประธานสูงสุดแห่งกลุ่มทุนเวสเทิร์น-คาร์ไลล์ครับ... ทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลไฮด์แลง ถูกโอนเข้าบัญชีหลักของคุณเรียบร้อยแล้ว และนี่คือ... กุญแจสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่จะเริ่มเปิดทำการในวันพรุ่งนี้ครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสะใจไปกับความเฉียบคมของเอวาลินน์ในตอนนี้นะคะ
ทายาทตระกูลดิ่งเหวกับบัลลังก์เงินตราที่เปลี่ยนไป•ตอนที่ 4
ถอนหมั้นคือทางรอด
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทตระกูลดิ่งเหวกับบัลลังก์เงินตราที่เปลี่ยนไป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!