"ถ้าคุณยังกล้าพูดคำว่า 'เราจบกันแค่นี้' ออกมาอีกครั้ง ฉันจะทำให้คุณรู้ซึ้งเองค่ะว่านรกบนดินที่แท้จริง หน้าตาเป็นยังไง"
น้ำเสียงของรินรดาไม่ได้สั่นเครือเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันเยียบเย็นและคมกริบราวกับใบมีดที่เคลือบด้วยน้ำตาลทรายแดง ทายาทสาวแห่งตระกูลดังยืนกอดอก แววตาคู่คมกวาดมองผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเรียกว่า 'คนรักเก่า' ด้วยความรังเกียจระคนสมเพช คีย์ในยามนี้ช่างดูน่าสมเพชเวทนาจนเธอไม่อยากแม้แต่จะชายตามอง แต่เขาก็ยังหน้าด้านพอที่จะก้าวล้ำเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของเธอได้
"ริน... ผมแค่อยากคุย เราน่าจะเคลียร์กันดีๆ ได้นะ เรื่องเก่าก่อนที่เราจะ..."
"ไม่มีอะไรต้องเคลียร์ค่ะ คุณคีย์" พริมาที่ยืนกอดแฟ้มเอกสารอยู่ข้างโต๊ะทำงานแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเลขาสาวราบเรียบแต่เฉียบขาดพอที่จะตัดบทสนทนาไร้สาระนั่นลงได้ทันที รอยยิ้มมุมปากของพริมาที่มักใช้ยามกวนประสาทรินรดาบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยอันทรงพลัง "ท่านประธานบอกแล้วว่าไม่สะดวก และถ้าคุณยังไม่ยอมก้าวขาออกไปจากห้องนี้ภายในสามวินาทีนี้ ฉันคงต้องเรียก รปภ. มาเชิญคุณออกไปแบบไม่ต้องรักษาน้ำใจกันอีกนะคะ"
คีย์กัดฟันกรอด สายตาคมกริบหวาดระแวงเหลือบมองผู้หญิงสองคนที่ยืนเคียงคู่กันอย่างไม่ยอมลงให้ใคร ก่อนจะแค่น้ำเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากห้อง พร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังสนั่นสะท้อนก้องความเงียบงัน
ปัง!
ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมพื้นที่กว้างขวางทันที เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว รินรดายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไหล่บางไหววูบลงเล็กน้อยก่อนที่เธอจะผ่อนลมหายใจยาวออกมาเพื่อขับไล่ความอึดอัดที่ค้างคาอยู่ในอกออกไป
พริมามองท่าทีนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มือเรียวเล็กวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะกระจกอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ร่างสูงระหงที่กำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกกระจกใสบานใหญ่
"เก่งจังเลยนะคะวันนี้ ไม่เห็นร้องไห้ฟูมฟายเหมือนตอนเด็กๆ ที่โดนแย่งตุ๊กตาเลย" พริมาเอ่ยแซوةเบาๆ พลางโน้มตัวเข้าไปใกล้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากเพื่อทำลายบรรยากาศตึงเครียด
รินรดาหันขวับมามองทันที ดวงตากลมโตค้อนขวับใส่เลขาสาวตัวแสบอย่างหมั่นไส้ "พริมา! ใครร้องไห้ฟูมฟายกันคะ พูดจาเหลวไหลใหญ่แล้วนะ ฉันโตเป็นผู้บริหารแล้วนะคะ ไม่ใช่เด็กอนุบาลที่จะมานั่งเสียน้ำตาลให้ผู้ชายไร้ค่าแบบนั้น"
"ค่ะๆ ไม่เด็กค่ะ แต่หน้าแดงแจ๋เลยนะคะท่านประธาน... โกรธจนเลือดลมสูบฉีดดีจังเลยนะฃะคะเนี่ย" พริมาแกล้งเอานิ้วจิ้มเบาๆ ที่ต้นแขนของอีกฝ่ายอย่างหยอกล้อ จังหวะที่ขยับเข้าไปใกล้นั้นทำให้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ บนตัวของพริมาโชยเข้าแตะจมูกของรินรดา จนคนที่กำลังทำท่าทางเก่งกาจถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
รินรดาเหลือบสายตาลงมองเรียวปากอิ่มที่กำลังขยับพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด ปากคอเราะรายที่ชอบต่อปากต่อคำกับเธอทุกวี่ทุกวัน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เธอไม่ได้มองมันในฐานะ 'เลขาร้ายกาจ' แต่กลับมองว่ามัน... น่าดึงดูดใจจนน่ารำคาญ
"มองอะไรคะ หน้าฉันมีเศษอะไรติดอยู่เหรอ หรือว่าเครื่องสำอางหลุด" พริมาขมวดคิ้วมุ่นเมื่อถูกจ้องมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ความเงียบที่โรยตัวเข้ามาแทนที่บทสนทนาทำให้บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนอุณหภูมิ ร้อนผ่าวขึ้นทีละน้อยจนน่าประหลาดใจ
รินรดาไม่ตอบ เธอยกมือขึ้นคว้าข้อแขนเรียวของพริมาไว้ แล้วออกแรงดึงเพียงเล็กน้อยจนร่างของเลขาสาวเซถลาเข้ามาปะทะกับแผงอกของเธออย่างไม่ทันตั้งตัว พริมาอุทานออกมาเบาด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อแผ่นหลังของตนชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานโดยมีร่างสูงของรินรดากักกันไว้ในวงแขน
"ทำ... ทำบ้าอะไรของคุณคะเนี่ย!" พริมาเสียงหลง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอกเมื่อใบหน้าสวยเฉี่ยวของเจ้านายสาวโน้มต่ำลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ระยะห่างระหว่างพวกเธอบัดนี้แทบจะกลายเป็นศูนย์ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดาเป่ารดพวงแก้มทำให้สติที่เคยกระเจิงไปไกลของพริมาแทบจะกู่ไม่กลับ
"ฉันไม่ได้ทำบ้าอะไรสักหน่อยค่ะ..." รินรดากระซิบเสียงพร่า แววตาเย่อหยิ่งและดื้อรั้นในตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงประกายความอ่อนล้าและความปรารถนาบางอย่างที่ซ่อนลึกอยู่ภายใต้ความเงียบงัน "แค่กำลังคิดว่า... ปากเก่งๆ ของคุณเนี่ย ถ้าทำให้มันเงียบลงได้สักวินาทีเดียว มันจะรู้สึกยังไงนะคะ"
พริมาซึมซับความหมายในประโยคเหล่านั้นผ่านนัยน์ตาคู่สวยที่กำลังจ้องลึกเข้ามา หัวใจของเธอกระหน่ำเต้นรัวยิ่งกว่าเสียงกลองศึก ความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ปากร้ายๆ ที่มักจะหาคำมาเถียงรินรดาได้ทุกคำพูดบัดนี้กลับหนักอึ้งราวกับถูกหินถ่วง เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่เปลวไฟบางอย่างกำลังลุกโชนขึ้นกลางความเงียบ
รินรดาหลุบสายตาลงมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างประหม่า ความเย้ายวนตามธรรมชาติของหญิงสาวตรงหน้าทำให้ความอดทนเส้นสุดท้ายขาดผึ่งลง เธอมือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นประคองกรอบหน้าเนียนนุ่มของพริมาไว้แผ่วเบา นิ้วหัวแม่มือลูบไล้พวงแก้มที่ขึ้นสีระเรื่ออย่างทะนุถนอม สัญชาตญาณและการเรียกร้องของหัวใจสั่งให้เธอโน้มใบหน้าลงไปหาเป้าหมายช้าๆ อย่างมั่น
ริมฝีปากของพวกเธออยู่ห่างกันเพียงแค่มิลลิเมตรเดียว...
กลิ่นสตรอว์เบอร์รีจางๆ จากลิปบาล์มของพริมาลอยแตะจมูก รินรดารับรู้ได้ถึงลมหายใจที่สะดุดกึกของอีกฝ่าย หลับตาลงครึ่งหนึ่งเพื่อเตรียมรับสัมผัสที่เธอเฝ้ารอมาตลอดโดยไม่รู้ตัว
ทว่า...
แกร๊ก!
เสียงบิดลูกบิดประตูห้องทำงานดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาทโดยบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ
"คุณรินรดาคะ ดิฉันเอาเอกสารด่วนมา... อุ๊ย! ตายจริง..."
เสียงแหลมสูงของหัวหน้าแผนกบุคคลดังแทรกเข้ามากลางความเงียบ พร้อมกับร่างท้วมที่ชะงักกึกอยู่หน้าประตูเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าชัดเจนเต็มสองตา
รินรดาผละตัวถอยหลังออกห่างจากพริมาด้วยความรวดเร็วราวกับโดนไฟลวก ใบหน้าสวยเชิดขึ้นตามสัญชาตญาณการป้องกันตัวเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วน ขณะที่พริมาหน้าแดงก่ำ รีบก้มลงหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาถือไว้แน่นเพื่อซ่อนมือที่กำลังสั่นระริก
สายตาของหัวหน้าแผนกบุคคลกวาดมองเจ้านายสาวกับเลขาฯ สลับกันไปมาด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ซ่อนความตกใจไว้แทบไม่มิด ก่อนจะเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก "เอ่อ... คือว่า... ดิฉัน... ดิฉันขอตัวออกไปรอข้างนอกก่อนดีกว่าค่ะ พอดีเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเอกสารสำคัญไว้ที่โต๊ะ..."
ปัง!
ประตูห้องปิดลงอีกครั้ง ทิ้งให้ความเงียบงันอันน่าอึดอัดหวนกลับมาครอบงำพื้นที่ตรงนี้อีกรอบอย่างสมบูรณ์แบบ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาเติมเต็มความฟินในตอนนี้นะคะ
ยัยตัวแสบกับแผนลับฉบับคุณหนูจอมหยิ่ง•ตอนที่ 13
คำสารภาพที่พูดไม่จบ
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยัยตัวแสบกับแผนลับฉบับคุณหนูจอมหยิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!