รอยยิ้มของภาคินไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้พริมาเท่ากับการปรากฏตัวของเขาในเวลาเช่นนี้ ประตูห้องทำงานส่วนตัวของธันวาถูกผลักเปิดออกกว้างโดยไม่ต้องรอรับอนุญาต สัมผัสแห่งความคุกคามลอยอบอวลอยู่ในอากาศทันทีที่ร่างโปร่งในสูทแบรนด์เนมก้าวเข้ามา
"ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะการทำงานสำคัญสินะครับ" ภาคินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยความเยาะหยันที่ซ่อนไว้ไม่มิด สายตาคมปลาบกวาดมองผ่านกองแบบร่างสถาปัตยกรรมบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่พริมาซึ่งยืนอยู่ใกล้กับธันวา
พริมาขยับตัวถอยหลังหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะรัศมีอึดอัดที่ผู้มาใหม่จงใจแผ่ขยายออกมา เธอกำปากกาในมือแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ เตรียมพร้อมที่จะสวนกลับคำพูดทุกคำที่อีกฝ่ายกำลังจะพ่นออกมา
แต่ก่อนที่ริมฝีปากจะได้ขยับ ธันวาก็เคลื่อนกายมาบังหน้าเธอไว้ครึ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว ความสูงและแผ่นหลังกว้างของสถาปัตยกรรมหนุ่มมาดเนี้ยบกลายเป็นเกราะกำบังโดยปริยาย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่งบัดนี้เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคมกริบจ้องมองคู่ปรับทางธุรกิจด้วยประกายไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
"ถ้าคุณรู้ว่ามารบกวนเวลางาน คุณก็ไม่ควรเสนอหน้าเข้ามาตั้งแต่แรกครับ คุณภาคิน" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ กังวานและทรงพลังจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีมารยาททางสังคม มีเพียงความดุดันของสถาปนิกผู้หวงแหนอาณาจักรและคนของตน
ภาคินหัวเราะในลำคอเบาๆ ท่าทีไม่สะทกสะท้านต่อวาจาเชือดเฉือนนั้นแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นกอดอก ปรายตามองธันวาด้วยความสมเพชเจือความท้าทาย "ปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมนะครับธันวา... หวังว่าแบบร่างโปรเจกต์ 'The Heritage' ที่คุณกำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจอยู่ตอนนี้ จะแข็งแรงพอที่จะไม่พังทลายลงมาคามือคุณเสียก่อนนะ"
คำพูดนั้นไม่ได้พุ่งเป้าแค่เรื่องงาน แต่แฝงนัยยะถึงความพ่ายแพ้ที่ภาคินจงใจหยิบยกขึ้นมาขยี้ ธันวาขากรรไกรกระตุก เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงความอดทนที่กำลังขาดผึ่ง มือหนาที่วางอยู่ข้างลำตัวกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาว
พริมาที่ยืนอยู่ด้านหลังมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม... ปกติแล้ว ธันวาคือผู้ชายที่รับมือกับทุกสถานการณ์ด้วยความสุขุม เย็นชา และไร้ความรู้สึกจนน่าหมั่นไส้ แต่ในวินาทีนี้ เธอกลับสัมผัสได้ถึงความเดือดดาลที่ถูกสะกดกลั้นไว้ภายใต้ความนิ่งนั้น และที่สำคัญที่สุด... เขาไม่ได้กำลังปกป้องแค่โปรเจกต์ของตัวเอง แต่เขากำลังปกป้องเธอจากสายตาแทะโลมและวาจาถากถางของภาคิน
สายตาของพริมาเลื่อนขึ้นพิจารณาเสี้ยวหน้าด้านข้างของธันวา สันจมูกโด่งเป็นคม ขนตางอนหนาที่ทอดเงาลงบนโหนกแก้ม และริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง ความเคร่งเครียดที่ฉายชัดบนใบหน้านั้นไม่ได้ทำให้เขาน่าเกรงขามน้อยลงเลย กลับกัน... มันกลับสร้างแรงดึงดูดประหลาดบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะอย่างไม่มีเหตุผล
*ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ... ที่เธอมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม?*
ไม่ใช่ในฐานะสถาปนิกปากแข็งที่เธอต้องคอยตามจิกกัดในบทความวิจารณ์ ไม่ใช่ในฐานะคู่ปรับที่ต้องเอาชนะในทุกเวที แต่มันคือความรู้สึกอุ่นวาบที่แผ่ซ่านอยู่ในอกทุกครั้งที่เขาขยับเข้ามาใกล้ และความรู้สึกโหยหาที่จะได้เห็นรอยยิ้มหายากใต้มาดนิ่งๆ นั้น
"ถ้าคุณไม่มีธุระเรื่องงาน เชิญออกไปจากห้องของผมครับ" ธันวาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงกดต่ำจนแทบเป็นคำราม ความอดทนของเขาสิ้นสุดลงแล้ว
ภาคินยักไหล่อย่างไม่ยี่หาระ "ผมแค่มแวะมาทักทายในฐานะ 'เพื่อนร่วมวงการ' เท่านั้นเองครับ... อ้อ คุณพริมา ระวังตัวไว้หน่อยนะครับ บางทีคนที่คุณคิดว่าปกป้องคุณได้ อาจจะกำลังพาคุณดิ่งลงเหวไปพร้อมกับเขาก็ได้นะ"
พูดจบ ภาคินก็ส่งยิ้มเยาะให้ครั้งหนึ่งก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูปิดสนิทลง ความเงียบงันกลับคืนสู่ห้องทำงานอีกครั้ง แต่บรรยากาศกลับอึดอัดและหนักอึ้งกว่าเดิมหลายเท่า
ธันวายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สันกรามยังคงขบเข้าหากันแน่น เขายังไม่ยอมหันกลับมามองเธอทันที ราวกับกำลังพยายามควบคุมอารมณ์กรุ่นโกรธที่ยังคงพลانอยู่ในกระแสเลือด
พริมาสูดหายใจเข้าลึก L สลัดความรู้สึกฟุ้งซ่านเมื่อครู่ออกไปจากหัว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความราบเรียบไว้ "คุณ... ไม่น่าหลุดอาการหัวเสียให้เขาเห็นเลยนะคะ ธันวา"
ได้ยินดังนั้น ธันวาก็หันขวับกลับมามองเธอ ดวงตาคมกริบที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่ บัดนี้เจือไปด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก มันไม่ใช่ความโกรธเคือง แต่มันคือความกังวล... ความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเยชามาตลอด
ก้าวเท้าสั้นๆ ของธันวาเคลื่อนเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ ความสูงของสถาปนิกหนุ่มทำให้พริมาต้องเงยหน้าขึ้นมองโดยอัตโนมัติ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาลอยกระทบกับผิวแก้มจนเธอต้องผะแผ่ว
"ผมไม่ได้หัวเสียเพราะคำพูดไร้สาระของมันหรอกครับ พริมา" ธันวาเอ่ยเสียงพร่า ทุ้มต่ำจนลอดผ่านความเงียบเข้าสู่โสตประสาทอย่างชัดเจน
พริมาขยับถอยหลังไม่ได้อีกแล้วเมื่อแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน "แล้ว... คุณหัวเสียเรื่องอะไรล่ะคะ หรือว่ากลัวโปรเจกต์พัง?"
ธันวาไม่ตอบทันที ดวงตาคมคายคู่นั้นกวาดมองทั่วใบหน้าของเธอ ตั้งแต่ดวงตากลมโตที่ฉายแววระแวดระวัง ไปจนถึงริมฝีปากอิ่มที่มักจะเอ่ยคำวิจารณ์เชือดเฉือนใส่เขาเสมอ สายตาของเขาในตอนนี้ไม่ได้มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลย... มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง รุ่มร้อน และจดจ้องราวกับอยากจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัว
มือหนายื่นออกไปวางทราบลงบนขอบโต๊ะทั้งสองข้าง กักตัวเธอไว้ในพื้นที่ส่วนตัวของเขาอย่างเบ็ดเสร็จ ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นหนึ่งเดียวในความเงียบที่ชวนให้หัวใจเต้นระส่ำ
"ผมไม่ได้กลัวเรื่องงาน..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาข้างริมหู จนพริมาต้องหลบสายตาด้วยความประหม่าที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน
"...แต่ผมกลัวสายตาของมัน ที่มองคุณต่างหาก"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนปากแข็งและเย็นชาที่สุดในโลก ทำเอาพริมานิ่งงันไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันกับความตรงไปตรงมาที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำรัวรากับจะหลุดออกมานอกอก ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนสองแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
เธองัดเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพื่อจะหาคำพูดจิกกัดมากลบเกลื่อนความเขินอาย แต่ทว่า... เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มที่กำลังสะท้อนภาพเงาของเธออยู่ข้างในนั้น คำพูดทุกคำก็พลันติดอยู่ที่ลำคอ
ธันวาจ้องมองเธอด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้นเกินกว่าจะปิดบังได้อีกต่อไป นิ้วเรียวยาวข้างหนึ่งเคลื่อนขึ้นมาแตะเบาๆ ที่ข้างแก้มของเธอ สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับกลีบดอกไม้ แต่กลับร้อนรุ่มจนผิวเนื้อแทบละลาย
"คุณทำให้ผมเสียศูนย์ไปหมดแล้ว... พริมา" เขาเอמהพึมพำเสียงพร่า ดวงตาคมจดจ้องริมฝีปากเธอนิ่งนานราวกับถูกสะกด
พริมาเบิกตากว้าง หัวใจหยุดเต้นไปเสี้ยววินาทีเมื่อใบหน้าหล่อเหลานั้นค่อยๆ โน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ ระยะห่างลดลงจนเหลือเพียงลมหายใจกั้น... สติของเธอพร่าเลือน ความคิดที่จะต่อปากต่อคำหายวับไปกับอากาศ เธอนิ่งค้าง ร่างกายแข็งทื่อรอคอยวินาทีที่ริมฝีปากของเขากำลังจะทาบทับลงมา
ทว่า... ในจังหวะที่เสี้ยววินาทีแห่งความเป็นและความตายทางอารมณ์กำลังจะมาถึง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างกระชั้นชิด ตามด้วยเสียงเปิดประตูที่ผงะเข้ามาอย่างไร้มารยาท!
"คุณธันวาครับ! แย่แล้วครับ แบบร่างโครงสร้างหลักของตึกโซน A มีปัญหาใหญ่ เกิดรอยร้าวที่คานรับน้ำหนัก ทีมวิศวกรแจ้งว่ามันอาจจะถล่มลงมาได้ถ้าไม่รีบแก้ตอนนี้!"
เสียงร้องตื่นตระหนกของลูกน้องคนสนิทพุ่งทะลุเข้ามาในห้อง ทำลายบรรยากาศสีชมพูที่กำลังหวานฉ่ำจนแตกกระเจิงในพริบตาเดียว!
----------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า•ตอนที่ 12
ความรู้สึกที่เริ่มเกินเลย
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!