สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า•ตอนที่ 11

กลยุทธ์ป้องกันภัย

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
หน้าจอสมาร์ทโฟนบนโต๊ะทำงานกระจกใสสะท้อนภาพใบหน้าของชายหนุ่มในไลฟ์สด แสงสีฟ้าสว่างวาบสาดกระทบแว่นตากรอบทองของธันวา รอยยิ้มเยาะเย้ยของคนในจอเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงความทรงจำอันมืดมนให้ฟื้นคืนกลับมา นั่นคือ "ภาคิน" สถาปนิกแถวหน้าผู้เคยฉวยโอกาสขโมยผลงานออกแบบชิ้นสำคัญของเขาไปเมื่อหลายปีก่อน และวันนี้... มันกำลังกลับมาประกาศศักดาผ่านสื่อออนไลน์ด้วยโปรเจกต์ใหม่ที่โครงสร้างคล้ายคลึงกับร่างต้นแบบที่สูญหายไปอย่างไร้รอยต่อ บรรยากาศในห้องประชุมเงียบงันจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน ธันวากำมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ บัดนี้กลับตึงเครียดขึ้นทีละน้อย ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวเลขและภาพร่างในจอด้วยความรู้สึกคุกกรุ่นที่ยากจะควบคุม "คุณจะนั่งมองมันจนหน้าจอแตกไปเอง หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างกับหลักฐานตรงหน้านี้ดีล่ะครับ สถาปนิกมือหนึ่ง?" เสียงใสติดจะประชดประชันดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม พริมานั่งกอดอกไขว่ห้างด้วยท่าทีสบายๆ แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย เธอยื่นแฟ้มเอกสารกระดาษปึกใหญ่มาตรงหน้าเขา แรงกระแทกเบาๆ ของแฟ้มบนโต๊ะดึงสติธันวาให้หลุดออกจากภวังค์แห่งความโกรธ ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาว แววตาคู่คมปรับเปลี่ยนกลับมาเป็นความเย็นชาตามวิสัย แต่ลมหายใจที่ไหวสะท้อนช่วงอกบอกให้รู้ว่าเขากำลังพยายามควบคุมอารมณ์อย่างยิ่งยวด "ผมไม่ได้เหม่อ ผมกำลังประเมินความเสียหาย" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ พลิกเปิดแฟ้มเอกสารในมือ "และคุณก็ไม่จำเป็นต้องมาจิกกัดผมในเวลาแบบนี้ พริมา" "ฉันไม่ได้จิกกัด ฉันแค่เตือนสติ" พริมาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวลงมาใช้มือเรียวค้ำโต๊ะทำงานเข้าหาเขา ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนธันวาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จางๆ จากตัวเธอ "จำไม่ได้หรือไงว่าเราตกลงอะไรกันไว้... โปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องชื่อเสียงของคุณ แต่มันคือศักดิ์ศรีของทีมเรา ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราคือทีมเดียวกัน ธันวา เลิกแบกโลกไว้คนเดียวแล้วมองหน้าฉันนี่" คำพูดที่ทรงพลังและจริงจังผิดคาดทำให้ธันวาชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ไม่มีความหวาดกลัวเจือปนเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นที่พร้อมจะชนกับทุกอุปสรรคเคียงข้างเขา ชายหนุ่มเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งหมด "ก็ได้... คุณอยากเริ่มจากตรงไหนก่อน นักวิจารณ์ปากกล้า" รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นบนใบหน้าของพริมาทันที เธอทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามตามเดิม หยิบปากกาแท่งโปรดขึ้นมาหมุนเล่นด้วยความคล่องแคล่ว "ง่ายมาก... เราจะใช้จุดอ่อนของภาคินมาเป็นอาวุธตีกลับ เขาเป็นคนชอบโชว์วิสัยทัศน์แต่เกลียดรายละเอียดเชิงโครงสร้าง นั่นคือช่องโหว่ที่เราจะเจาะเข้าไป" ตลอดหลายชั่วโมงต่อมา ห้องทำงานส่วนตัวของธันวาแปรสภาพกลายเป็นสนามรบขนาดย่อม กองกระดาษแปลนอาคาร สเกตช์มือ และแท็บเล็ตแสดงผลงานสามมิติกองระเกะระกะอยู่บนโต๊ะ แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่างานตรงหน้า คือจังหวะการทำงานร่วมกันของคนทั้งคู่ที่เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ "ตรงนี้ผิดสัดส่วน..." พริมายื่นมือเรียวเข้ามาแตะลงบนแท็บเล็ตเพื่อชี้จุดที่ธันวากำลังร่างเส้นโครงสร้าง แต่นิ้วมือของเธอกลับเฉี่ยวโดนหลังมือของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ สัมผัสอุ่นร้อนทำให้ทั้งคู่ชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที ธันวาชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก ใบหูข้างขวาขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด แม้พยายามจะตีสีหน้าให้ขรึมตามเคยก็ตามที "ระวังหน่อยสิครับ มือไม้ขวางหูขวางตาจริง" "อุ๊ย ขอโทษทีค่ะ พอดีมือมันพาไป" พริมาแกล้งลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท แววตาพราวระยับด้วยความสนุกสนานที่ได้เห็นคนมาดนิ่งเสียอาการ "หรือว่าคุณเขินฉันกันแน่ ธันวา?" "ผมไม่มีเวลามาเล่นไร้สาระหรอกนะ" ธันวาตอบเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความวูบไหวในอกด้วยการก้มหน้าก้มตาแก้เส้นสายในแปลนต่อทันที "สมาธิอยู่กับงานครับ คุณพริมา" "ปากแข็งเสียจริงนะคุณเนี่ย..." พริมาพึมพำเบาๆ แต่รอยยิ้มหวานที่ระบายบนใบหน้ากลับไม่ได้ซ่อนความรู้สึกเอ็นดูเอาไว้เลยแม้แต่น้อย แม้ปากจะเถียงกันไม่หยุดหย่อน แต่ฝีมือการทำงานร่วมกันของทั้งคู่กลับเข้าขาและเข้ากันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ธันวาทำหน้าที่เป็นสถาปนิกผู้รังสรรค์โครงสร้างความงามที่แข็งแกร่งและไร้ที่ติ ขณะที่พริมาทำหน้าที่เป็นผู้ร้อยเรียงเหตุผล วิเคราะห์จุดอ่อนของคู่แข่ง และเรียบเรียงถ้อยคำโจมตีที่เฉียบคมราวกับกรรไกรตัดกระดาษ ทุกไอเดียถูกตบแต่งจนลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บรรยากาศตึงเครียดในตอนแรกเริ่มเจือจางลง เหลือเพียงเสียงกระดาษพลิกเปิดและเสียงถกเถียงด้วยเหตุผลที่ดุเดือดแต่เต็มไปด้วยความเข้าใจกันมากขึ้นโดยปริยาย กระทั่งเข็มนาฬิกาบอกเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงค่ำ แสงไฟสีส้มจากโคมไฟบนโต๊ะสาดส่องให้เห็นเงาทอดตัวทับซ้อนกันของคนทั้งสอง พริมาขยับตัวยืดเส้นยืดสายด้วยความเมื่อยล้า ดวงตาคู่สวยกวาดมองผลงานบนหน้าจอแท็บเล็ตด้วยความพึงพอใจ "เสร็จเสียที... แบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่างานระดับมาสเตอร์พีซ" พริมาพึมพำเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มภาคภูมิใจ ธันวาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แสงไฟสลัวขับเน้นให้ใบหน้าของเธอยามตั้งใจทำงานดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด หัวใจที่เคยด้านชามานานนับปีกลับเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ ชายหนุ่มเผลอมองค้างอยู่นานโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเจ้าตัวหันกลับมาสบตาเข้าพอดี ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่อบอุ่นและลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบาย พริมานิ่งงันไปเมื่อเห็นแววตาอ่อนโยนที่ธันวามักจะซ่อนไว้ภายใต้ความเย็นชาเสมอ "ธันวา... คุณมองอะไร?" พริมาเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาโดยไม่ละสายตา ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยคำบางคำออกไปเพื่อทำลายความเงียบงันนี้ แต่ทว่า... *ก๊อกๆๆ!* เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะกะทันหัน ตามด้วยแรงผลักบานประตูไม้ให้เปิดออกอย่างไร้มารยาท ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองผู้มาใหม่ที่ก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มกวนประสาทและช่อดอกกุหลาบสีแดงเพลิงในมือ "โอ๊ะ... ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะเวลาสวีทหวานของ 'คู่หูจำเป็น' เข้าสินะครับ?" น้ำเสียงกวนประสาทที่คุ้นเคยดีดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าของบุคคลที่ทำให้บรรยากาศในห้องดิ่งลงติดลบในพริบตาเดียว *ภาคิน* ยืนยันตัวตนอยู่ตรงหน้าประตู พร้อมกับรอยยิ้มเยาะที่ฉาบอยู่บนใบหน้าอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%