สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า•ตอนที่ 9

รอยร้าวในความเงียบ

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
"ถ้าคุณคิดว่าการสร้างภาพลักษณ์เย็นชา จะช่วยกลบเกลื่อนความไร้รอยต่อของงานดีไซน์ชิ้นนี้ได้... คุณกำลังคิดผิดมหันต์เลยล่ะครับ คุณธันวา" เสียงทุ้มหวานแต่เฉียบคมของพริมาดังสะท้อนก้องภายในห้องประชุมใหญ่ของบริษัท สถาปัตยกรรมธันวาคม บรรยากาศรอบตัวอึมครึมจนแทบได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดิน เอกสารแบบแปลนสามมิติกว่าสิบชุดถูกกางแผ่หลาบนโต๊ะประชุมไม้สักทอง แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตามากกว่าตัวโปรเจกต์ กลับเป็นสายตาสองคู่ที่กำลังปะทะกันอย่างดุเดือดราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิตอยู่ตรงกลาง ธันวาขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวเคาะลงกับพื้นโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ สะท้อนความหงุดหงิดที่เจ้าตัวพยายามเก็บซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งสงบ เขาเกลียดการถูกวิจารณ์ และยิ่งเกลียดเข้าไปใหญ่เมื่อคนที่วิจารณ์คือผู้หญิงที่รู้ทันความคิดเขาทุกอย่าง "ถ้ามันไร้รอยต่อจนคุณหาจุดติไม่ได้ คุณก็คงไม่ต้องนั่งจับผิดผมทุกกระเบียดนิ้วแบบนี้หรอกครับ คุณพริมา" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนาที่เย็นเยียบเป็นเอกลักษณ์ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของอีกฝ่าย "งานชิ้นนี้ผมใช้เวลาออกแบบสามเดือนเต็ม ไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งฟังใครเอาอคติส่วนตัวมาตัดสินความงามเชิงสถาปัตยกรรม" "อคติเหรอ?" พริมายิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งเย้ายوانและท้าทายในเวลาเดียวกัน เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อลดระยะห่างระหว่างเธอกับสถาปนิกหนุ่มมาดเนี้ยบ "ฉันเป็นนักวิจารณ์มืออาชีพพอที่จะแยกแยะความรู้สึกส่วนตัวกับงานมืออาชีพได้ครับ... แต่ดูเหมือนว่าคุณนั่นแหละ ที่กำลังเอาความรู้สึกส่วนตัวมาปกป้องอีโก้ของตัวเอง" คำพูดนั้นเฉียบคมราวนำมีดมาจี้ตรงจุดเปราะบาง ธันวานิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะเขาเถียงไม่ออก แต่เป็นเพราะกลิ่นน้ำหอมจางๆ จากตัวพริมาที่ลอยมาแตะจมูก ประกอบกับระยะห่างที่ใกล้เกินกว่ามาตรฐานการทำงาน มันทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเขาเริ่มรวนเรอย่างควบคุมไม่ได้ ตั้งแต่เกิดมา ธันวาไม่เคยปล่อยให้ใครเข้ามามีอิทธิพลทางความรู้สึกได้มากเท่านี้ผู้หญิงปากร้ายตรงหน้าเลย เขากวาดสายตามองริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงเขาฉอดๆ นั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะบังคับให้ตัวเองดึงสติกลับมาแล้วลุกขึ้นยืนบ้าง ความสูงของธันวาทำให้พริมาต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตา แม้จะเสียเปรียบเรื่องส่วนสูง แต่แววตาของนักวิจารณ์สาวไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีแต่ประกายความท้าทายที่ร้อนแรงจนน่าหลงใหล "ถ้าคิดว่าผมมีอีโก้..." ธันวาโน้มใบหน้าลงไปใกล้จนพริมาต้องผะงอยตัวถอยหลังไปครึ่งก้าว "ทำไมคุณไม่ลองพิสูจน์ดูล่ะครับ ว่าภายใต้หน้ากากเย็นชาของผมเนี่ย มันมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่" เสียงกระซิบนั้นทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด จนพริมาถึงกับชะงัก ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาปัดผ่านแก้มเนียน ทำให้ความมั่นใจที่เคยมีพลอยกระเจิงไปชั่วขณะ เธอเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อตระหนักว่าระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งคู่ตอนนี้แทบไม่เหลือช่องว่าง นี่มันไม่ใช่การถกเถียงเรื่องงานสถาปัตยกรรมอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือสงครามประสาทที่คนทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างจงใจล้ำเส้น ธันวาเองก็รู้สึกหัวใจเต้นโครมครามไม่แพ้กัน ยิ่งได้เห็นดวงตาที่เคยแข็งกร้าวฉายแววหวั่นไหววูบหนึ่ง มันยิ่งทำให้เขาอยากทำลายกำแพงที่พริมาสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองให้พังทลายลง เช่นเดียวกับที่เขาอยากทุบกำแพงในใจของตัวเองทิ้งไปเสียที บรรยากาศในห้องประชุมเปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนา ทั้งสองคนยืนสบตากันเนิ่นนาน ราวกับต่างฝ่ายต่างกำลังอ่านใจของอีกฝ่ายผ่านม่านตาที่สะท้อนเงาของกันและกัน หน้ากากที่ต่างคนต่างสวมไว้เพื่อป้องกันตัวเริ่มปริร้าวทีละน้อย เผยให้เห็นความรู้สึกที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก—ความรู้สึกที่ทั้งดื้อรั้น หวงแหน และโหยหาการยอมรับจากอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือหนาที่วางอยู่ข้างลำตัวเผลอกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เพื่อห้ามไม่ให้ตัวเองเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มเนียนนุ่มที่อยู่ห่างแค่เอื้อม ส่วนพริมาก็ซ่อนมือสั่นเทาของตัวเองไว้ใต้ชายเสื้อสูท เธอไม่เคยคิดเลยว่าผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเย็นชาไร้หัวใจคนนี้ จะมีพลังทำลายล้างความนิ่งสงบของเธอได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสทางสายตา "คุณ... ถอยไปหน่อยสิครับ" พริมาเอ่ยเสียงแผ่วเบa ไม่เหลือเค้าโครงความดุดันมั่นใจเหมือนเมื่อครู่ "ทำไมล่ะครับ" ธันวายังคงใช้สายตาคมกริบล็อคอมยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "กลัวว่าตัวเองจะแพ้ผม หรือว่ากลัวจะรู้ความจริงว่า... จริงๆ แล้วผมไม่ได้เย็นชาอย่างที่คิดกันแน่" คำพูดนั้นทำให้พริมาเม้มปากแน่น หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองเพล เธอกำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยคำพูดจิกกัดตามความเคยชิน ทว่าก่อนที่เสียงหวานจะได้เปล่งออกมา เสียงเคาะประตูก็กระแทกดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบอันตึงเครียดนั้นเสียก่อน ก๊อก ก๊อก ก๊อก! ทั้งสองสะดุ้งเล็กน้อย ผละออกจากกันอัตราเร็วก่อนที่ประตูห้องประชุมจะถูกผลักเปิดออกอย่างถือวิสาสะ ร่างสูงโปรดของ "ภาคิน" หุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้างในมือถือแฟ้มเอกสารหนาเตอะ ดวงตาคมกวาดตามองสถาปนิกหนุ่มและนักวิจารณ์สาวสลับกันไปมาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์คล้ายรู้ทันสถานการณ์ "ขอโทษทีครับที่ขัดจังหวะการ 'ตรวจแบบ' อันดุเดือด" ภาคินลากเสียงยาวพร้อมรอยยิ้มมีเลศนัย "แต่พอดีผมมีเรื่องด่วนที่สุดเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหญ่ที่เพิ่งอนุมัติ... และดูเหมือนว่าคุณสองคนต้องร่วมมือกัน 'เคลียร์พื้นที่' นี้ด้วยกันซะแล้วล่ะครับ" ธันวาขมวดคิ้วมุ่นทันทีด้วยความไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะในวินาทีสำคัญ ขณะที่พริมาแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกแต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสียดายลึกๆ วับผ่านในแววตา ภาคินวางแฟ้มลงบนโต๊ะก่อนจะยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลลับเฉพาะให้ธันวา พร้อมกระซิบเสียงเบาที่ได้ยินกันแค่สองคน "โปรเจกต์นี้ไม่ได้มีแค่เราสองบริษัท... แต่มี 'คนเก่าคนเดิม' ของคุณพริมา กลับมาลงทุนร่วมด้วย และเขาขอระบุชื่อสถาปนิกกับนักวิจารณ์คู่นี้ด้วยตัวเอง" ธันวาเปิดซองเอกสารออกช้าๆ สายตาคมกวาดอ่านชื่อบนกระดาษแผ่นแรกเพียงแวบเดียว ร่างสูงก็ชะงักกึก สีหน้าที่เคยเรียบเฉยกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดทันที ดวงตาคู่คมเงยขึ้นมองพริมาด้วยความตกใจระคนเป็นห่วง ขณะที่พริมาเมื่อเห็นชื่อนั้น สีหน้าของเธอก็ซีดเผือดลงในพริบตา ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของตัวละครเสมือนจริงไปพร้อมกับผมนะครับ *ดรากอนไรเดอร์*
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%