เม็ดฝนขนาดเท่าหัวแม่มือร่วงกระหน่ำลงมากระทบโครงสร้างเหล็กชุบกันสนิมของไซต์งานราวมหาสลับเสียงคำรามต่ำจากฟากฟ้า พริมายืนกอดอกแน่น สายตาคมกริบมองลอดผ่านช่องเปิดของผนังคอนกรีตเปลือยออกไปยังม่านน้ำสีเทาทึบที่ตัดขาดโลกภายนอกออกไปอย่างสิ้นเชิง
สมน้ำหน้าตัวเอง... ใครใช้ให้เธอรั้นดั้นด้นมาตรวจความคืบหน้าโครงสร้างบันไดวนโซน C ตามลำพังโดยไม่ฟังพยากรณ์อากาศ แถมตอนนี้โทรศัพท์มือถือเจ้ากรรมดันแบตเตอรี่หมดเกลี้ยงลงไปต่อหน้าต่อตาหลังจากพยายามโทรเรียกแท็กซี่ที่ไม่มีวันวิ่งเข้ามาถึงเขตก่อสร้างรอบนอกนี้
"ยืนทำหน้าเป็นปลาทูแม่กลองตากฝนอยู่ได้... สมองส่วนไหนคิดว่าพายุฤดูร้อนจะรอให้คุณตรวจแบบเสร็จก่อนค่อยตกครับคุณนักวิจารณ์"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูจนน่าหงุดหงิดดังขึ้นจากด้านหลัง พริมาสะดุ้งเล็กน้อยแต่เก็บอาการได้อย่างรวดเร็ว เธอหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับร่างสูงในชุดสูททำงานที่ถอดสูทออกเหลือเพียงเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ธันวายืนถือร่มกอล์ฟสีดำสนิทอยู่ในมือ สีหน้าเรียบสนิทจนเดาไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอะไร นอกเสียจากแววตาระaยิบที่ฉายความเหนือกว่าอย่างปิดไม่มิด
"ฉันจะยืนทำหน้าอะไรมันก็เรื่องของฉันค่ะ... เอ้ย... ของฉัน" พริมาเผลอใช้สรรพนามตามความคุ้นชินแต่รีบเปลี่ยนคำทันทีเมื่อเห็นมุมปากของสถาปนิกหนุ่มกระตุกยิ้มเยาะ "แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่ ดึกป่านนี้แล้ว โครงสร้างโซนนี้ส่งมอบสัปดาห์หน้า ไม่ใช่คืนนี้"
"ผมมาดูว่านักวิจารณ์ปากกล้าคนเก่งจะติดแหง็กอยู่ที่ไซต์งานผมนานแค่ไหน ก่อนจะโทรศัพท์แจ้งกู้ภัยเพราะหาทางกลับบ้านเองไม่ได้" ธันวาเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมสะอาดเจือจางจากตัวเขาโชยปะทะจมูกท่ามกลางกลิ่นอื้นชื้นของดินและปูนซีเมนต์ "แล้วก็เป็นไปตามคาด... มืดค่ำดึกดื่น ไร้รถโดยสาร ไร้สัญญาณมือถือ และไร้สมองในการประเมินสถานการณ์อากาศ"
"ธันวา!" พริมาปรี่เข้าไปประชิดด้วยความโมโห ดวงตากลมโตวาวโรจน์ขึ้นมาทันที "ปากคอระรานแบบนี้ชาติที่แล้วเป็นสุนัขหรือไงคะถึงได้เห่าเก่งนัก! ฉันแค่... แบตหมด ไม่ได้สมองเสื่อมจนดูไม่ออกว่าฝนตก!"
"ถ้าดูออกแล้วทำไมถึงยังยืนบื้อให้ลมพัดจนเสื้อผ้าเปียกชื้นแบบนั้นล่ะครับ" ธันวาชะựngฝีเท้าลงเมื่อระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดเหลือเพียงคืบเดียว สายตาคมกราบกวาดมองสำรวจตั้งแต่เรือนผมยุ่งเหยิงเล็กน้อยเพราะแรงลม ไปจนถึงเสื้อเชิ้ตสีอ่อนที่แนบไปกับลาดไหล่เพราะละอองฝน ก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะขมวดมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ "ถอดเสื้อสูทผมไปใส่ซะ... ถ้าคุณเป็นปอดบวมตายคาไซต์งานผม ผมคงต้องตอบคำถามนักข่าวบันเทิงสถาปัตยกรรมกันหูดับตับไหม้"
ธันวาถอดเสื้อสูทเนื้อดีของตนออกอย่างไร้ความลังเล แล้วคลุมทับลงบนไหล่บางของหญิงสาวทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอปฏิเสธ ความอุ่นที่หลงเหลือจากร่างกายของเขายังคงติดตรึงอยู่บนเนื้อผ้า ทำให้พริมาเผลอชะงักไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างแปลกประหลาด แต่วินาทีต่อมาทิฐิก็ทำหน้าที่ของมันอย่างรวดเร็ว
"ใครขอให้คุณมาทำตัวเป็นพระเอกลิเกน้ำเน่าคะ" เธอเอื้อมมือจะดึงเสื้อสูทออก แต่ถูกมือใหญ่คว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน
"หยุดดื้อสักหนาวสองนาวจะได้ไหมพริมา" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นจนน่าตกใจ ความเย็นชาที่เคยมีมลายหายไป เหลือเพียงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้คำพูดขวานผ่าซาก "รถผมจอดอยู่ลานจอดรถด้านหน้า... ถ้าไม่อยากเดินลุยน้ำท่วมขังจนรองเท้าแพงๆ ของคุณพัง ก็เดินตามมาเงียบๆ หรือจะยืนแข็งตายอยู่ตรงนี้เลือกเอา"
พริมาเม้มริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าข้อเสนอของเขานั้นดีที่สุดในสถานการณ์วิกฤตนี้ เธอจึงสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมแล้วเดินนำลิ่วไปก่อนโดยไม่ปริปากบ่นอีก
ภายในห้องโดยสารของรถยนต์ยุโรปคันหรู ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้กำลังพอดี ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามแผ่วเบาและเสียงน้ำฝนที่ซัดสาดกระทบหลังคาหลังคาประหนึ่งบทเพลงบรรเลงยามวิกาล ธันวาขับรถออกจากเขตก่อสร้างด้วยความระมัดระวัง ดวงตาคมมองตรงไปข้างหน้าบนถนนที่แทบไม่มีรถวิ่งผ่าน
"เลี้ยวขวาแยกข้างหน้าใช่ไหม" ธันวาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
"ค่ะ... เอ้ย... รู้ได้ยังไง" พริมาหันไปมองค้อนใส่
"จำที่อยู่บนนามบัตรที่คุณเคยใช้จิกกัดบทความวิจารณ์งานออกแบบของผมได้... ขึ้นใจเลยล่ะครับ" ธันวาตอบเสียงเรียบ แต่หางตาเหลือบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่นั่งกอดอกหันออกไปมองนอกกระจก "ทำไม? กลัวผมสะกดรอยตามไปทำมิดีมิร้ายคุณหรือไง"
"คนอย่างคุณธันวา ต่อให้โลกนี้เหลือผู้ชายคนเดียว ฉันก็ไม่มีวันเอาหรอกค่ะ" พริมาสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด
"ปากเก่งแบบนี้... เดี๋ยวก็รู้ว่าจะเก่งได้สักกี่น้ำ" ธันวาพึมพำเบาๆ แต่พริมาได้ยินชัดเจน เธอหันขวับเตรียมจะอ้าปากเถียงต่อ แต่จังหวะนั้นเองรถยนต์คันหรูกลับสะดุดกึกอย่างแรงจนเครื่องยนต์ดับสนิท ไฟหน้ารถกะพริบสองครั้งก่อนจะดับวูบลง เหลือเพียงความมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าริมทางไกลโพ้น
"เกิดอะไรขึ้นคะ?" พริมาถามด้วยความตกใจ ขยับตัวเข้าไปชิดฝั่งประตู
ธันวาไม่ตอบ เขาบิดกุญแจสตาร์ทรถซ้ำๆ แต่เครื่องยนต์ไม่มีทีท่าจะตอบสนอง สถาปนิกหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะสบถออกมาเบาๆ "เวรเอ๊ย... ไดนาโมพังกลางทางในคืนฝนตกเนี่ยนะ"
พริมายกมือถือขึ้นมากดดูหน้าจอที่ยังคงดำสนิท "แล้วโทรศัพท์ฉันก็แบตหมด... ของคุณล่ะ?"
"อยู่ในกระเป๋าเสื้อสูท..." ธันวาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองคนข้างกาย "ซึ่งตอนนี้คุณกำลังใส่มันอยู่... และอยู่ในเบาะหลังโน่น"
บรรยากาศในรถเงียบสนิทลงทันที มีเพียงเสียงฝนที่กระหน่ำซัดสาดภายนอกราวกับจะเยาะเย้ยโชคชะตาของคนทั้งคู่ ธันวาหันมาสบตากับพริมาในความมืดสลัว ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดแคบลงจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ความซึนเดชาที่เคยมีเริ่มสั่นคลอนเมื่อความจริงปรากฏชัดเจนว่า... คืนนี้พวกเขาทั้งคู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องติดอยู่ในรถคันนี้ด้วยกันตามลำพังจนกว่าฟ้าจะสว่าง
ธันวาขยับตัวเข้าหาช้าๆ มือใหญ่วางท็อปบนพวงมาลัยรถแล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบจะชิดกับใบหูของหญิงสาว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนพริมาต้องเกร็งตัวแน่นด้วยความตื่นเต้น
"ดูท่าทาง... คืนนี้เราคงต้องเคลียร์เรื่องปากจัดๆ ของคุณกันยาวๆ แล้วล่ะครับ... คุณนักวิจารณ์"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความฟินปนความกวนประสาทของคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะครับ!
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า•ตอนที่ 8
คืนฝนตกที่ไม่มีที่ไป
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!