เสียงปิดล็อกประตูห้องทำงานกระจกนิกรีนฝ้าหนาดังกริ๊ก เป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่าพื้นที่สามเมตรโดยรอบนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์
ธันวาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองร่างระหงที่ยืนกอดอกพิงบานประตู เขาเพียงแค่ขยับกรอบแว่นสายตา เลื่อนนิ้วเรียวยาวไปบนแท็บเล็ตเพื่อกวาดสายตาตรวจดูแบบแปลนโครงการรีสอร์ตหรูริมผาที่เพิ่งถูกส่งกลับมาแก้ไขรอบที่สี่ แสงไฟสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟตั้งโต๊ะสไตล์มินิมอลขับให้สันจมูกโด่งเป็นคมและกรามได้รูปของสถาปนิกหนุ่มดูดุดันและเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิมในยามวิกาลเช่นนี้
"คุณล็อกประตูทำไมคะคุณธันวา หรือกลัวว่าคนอื่นจะเห็นว่าสถาปนิกมือหนึ่งกำลังจะโดนนักวิจารณ์ตอกหน้าจนไปไม่เป็น"
พริมาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงใสของเธอกลั้วรอยเย้าหยัน ทว่าดวงตากลมโตคู่สวยกลับกวาดตามองรอบห้องอย่างระแวดระวัง เธอยังจำสัมผัสจากเหตุการณ์เมื่อครู่ได้ดี—ระยะห่างที่อันตรายเกินไป และกลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ของผู้ชายคนนี้ที่ทำเอาสติเธอเกือบหลุด
"ผมแค่ไม่อยากให้ใครมารบกวนเวลา 'เคลียร์งาน' สำคัญต่างหากครับคุณพริมา" ธันวาเงยหน้าขึ้น ชายหนุ่มประสานมือไว้บนโต๊ะทำงาน สายตาสوมคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่เธอราวกับเสือดาวที่กำลังรอเวลาตะครุบเหยื่อ "อีกอย่าง... คุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอครับว่าอยากเคลียร์ให้จบในคืนนี้"
"ฉันหมายถึงเรื่องบทวิจารณ์ในคอลัมน์ ไม่ใช่มานั่งจ้องหน้ากันในห้องสี่เหลี่ยมแบบนี้ค่ะ" พริมาเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ แม้หัวใจในอกจะเริ่มเต้นผิดจังหวะเมื่อก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเขาอีกสองก้าว
"บทวิจารณ์ของคุณบอกว่าโครงสร้างเหล็กถักของล็อบบี้รีสอร์ตขาดความพลิ้วไหว ขาด 'จิตวิญญาณ' ที่กลมกลืนกับธรรมชาติรอบด้าน..." ธันวาหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงขึ้นมาหมุนเล่นในมือ ช้าๆ และทรงพลัง "ผมสงสัยจริงๆ ครับว่า คำว่าจิตวิญญาณในนิยามของนักวิจารณ์ปากกล้าอย่างคุณ มันวัดด้วยสเกลไหน หรือใช้แค่ความรู้สึกอคติส่วนตัวมาตัดสินกันแน่"
คำถามนั้นไม่ใช่แค่การตั้งข้อสังเกต แต่มันคือการขุดหลุมพรางทางจิตวิทยา ธันวาจงใจใช้โทนเสียงทุ้มต่ำและนิ่งสนิท เพื่อกดดันให้พริมาต้องงัดเอาเหตุผลทั้งหมดมาปกป้องงานเขียนของตัวเอง ซึ่งนั่นแหละ... คือจุดอ่อนที่เขาเฝ้ารอ
พริมาเม้มริมฝีปากแน่น เผลอก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความถือดีในฐานะนักวิจารณ์มืออาชีพทำให้เธอทนไม่ได้ที่ถูกสถาปนิกหนุ่มมาดูถูกวิชาชีพ
"ฉันไม่ได้ใช้อคติค่ะ!" พริมาวางมือลงบนขอบโต๊ะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยฉายแวววาวโรจน์ "ถ้าคุณใช้สมองซีกซ้ายคิดแต่เรื่องความปลอดภัยและเหล็กกล้า จนลืมมองว่ามุมมองของแสงยามเย็นที่ตกกระทบผิวน้ำมันสะท้อนเข้าหากระจกอย่างไร คุณก็จะไม่มีทางเข้าใจเลยว่าทำไมฉันถึงวิจารณ์ว่ามันแข็งกระด้างเกินไป งานของคุณมันไร้ชีวิตชีวา... เหมือนตัวคุณนั่นแหละ!"
สิ้นคำพูดนั้น ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมห้องทำงานทันที
ธันวาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากถูกจุดขึ้นอย่างยากจะคาดเดา แทนที่จะโกรธที่ถูกวิจารณ์แรงถึงตัวตน สถาปนิกหนุ่มกลับพบว่าประกายตาที่ลุกโชนด้วยความมั่นใจและดื้อรั้นของผู้หญิงตรงหน้า ช่างมีเสน่ห์จนแทบทำให้เขาลืมหายใจ
*ติดกับดักที่ตัวเองขุดขึ้นมาจนได้สินะครับ... พริมา*
ธันวาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งในชุดสูทเข้ารูปก้าวเดินอ้อมโต๊ะทำงานออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่ากดดันทุกย่างก้าว จนพริมาที่เผลอตัวท้าทายต้องผถอยหลังไปชนกับบานกระจกฝ้าด้านหลังโดยอัตโนมัติ
"คุณ... จะทำอะไรคะ" พริมาเริ่มใจไม่ดีเมื่อเงาของเขาทาบทับลงมาจนเธอแทบไม่มีพื้นที่หายใจ
"ผมแค่กำลังพิสูจน์ให้คุณเห็นไงครับ..." ธันวาหยุดยืนตรงหน้าเธอ มือข้างหนึ่งยกขึ้นทาบกับกระจกฝ้ากักตัวเธอไว้ตรงกลาง ขณะที่ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับผิวแก้มเนียนจนเธอนิ่งค้าง "ว่างานของผม... มันไร้ชีวิตชีวาอย่างที่คุณปากดีใส่เมื่อกี้จริงหรือเปล่า"
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ หัวใจของพริมาเต้นระรัวราวกับกลองเพล เธอลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่พราวระยับไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งมาตลอด
"คุณธันวา ถอยไปเลยนะ ฉันหมายถึงเรื่องงาน ไม่ใช่มา..."
"ผมกำลังคุยเรื่องงานครับ" เสียงทุ้มกระซิบชิดริมหูจนขนลุกซู่ "งานที่ต้องอาศัย... ความรู้สึกจริงๆ มาประกอบการพิจารณา"
นิ้วเรียวของธันวาเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของเธอออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดคาดทำให้พริมาตัวแข็งทื่อ สมองที่เคยฉลาดเป็นกรดและโต้เถียงเก่งเป็นเลิศตอนนี้กลับว่างเปล่า ประโยคเด็ดที่จะใช้สวนกลับหายสาบสูญไปจากความทรงจำสิ้นเชิง มีเพียงความอุ่นร้อนจากปลายนิ้วของเขาและกลิ่นกายสะอาดที่โอบล้อมเธอไว้
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนอบอวลไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายที่ระอุขึ้นเรื่อยๆ ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมกับจังหวะเวลาที่เดินช้าลง
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของธันวาโน้มต่ำลงมาใกล้จนห่างกันแค่คืบ เสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเสียงทุ้มของลูกน้องในทีมที่ตะโกนเข้ามา
"พี่ธันวาครับ! แย่แล้วครับ แบบแปลนโครงการเฟสสองที่ส่งให้ลูกค้าต่างประเทศ เกิดปัญหาใหญ่เรื่องระบบฐานราก ลูกโทรหาพี่ไม่ติดเลยต้องรีบมาตามครับ!"
ธันวาชะงักกึก ดวงตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เขาสบถเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะผละตัวออกจากร่างระหงของพริมาอย่างจำใจ
พริมาหอบหายใจโกยอากาศเข้าปอด2-3เฮือก ใบหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอยังไม่ทันได้จัดระเบียบความคิดและหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ ธันภาก็หันกลับมามองเธอด้วยสายตาคมกราบที่เต็มไปด้วยความเสียดาย ทว่าน้ำเสียงกลับราบเรียบสนิทเช่นเดิม
"เรายังคุยกันไม่จบครับ... คุณพริมา" ธันวาพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ ก่อนจะหันหลังเดินไปปลดล็อกประตูห้องเพื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตข้างนอก โดยทิ้งให้เธอยืนพิงกระจกหน้าแดงแจ๋อยู่ลำพังในห้องที่ยังหลงเหลือไออุ่นของเขา
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับตัวละครของเรานะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า•ตอนที่ 6
แผนซ้อนแผนของคนปากแข็ง
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!