สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า•ตอนที่ 2

เผชิญหน้ากลางงานกาล่า

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
"ถ้าผลงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ถูกเรียกว่า 'ความว่างเปล่าที่หรูหรา' ผมก็คงต้องสงสัยแล้วล่ะครับว่า มาตรฐานในหัวของคุณมันถูกวัดด้วยไม้บรรทัดอันไหน หรือว่าใช้แค่ความอิจฉาริษยามาเป็นเกณฑ์วัดผลกันแน่" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบจนเย็นเยียบของธันวา ดังแทรกผ่านเสียงดนตรีคลาสสิกคลอเบาๆ ในห้องโถงจัดแสดงงานกาล่าสถาปนิกประจำปี แรงสั่นสะเทือนจากประโยคเมื่อครู่ไม่ได้ทำลายแค่ความเงียบ แต่ยังหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของบาร์เทนเดอร์ที่กำลังรินแชมเปญลงในแก้วทรงสูง รัศมีกดดันรอบตัวสถาปนิกหนุ่มแผ่ซ่านออกไปราวกับคลื่นใต้น้ำที่รอวันระเบิด พริมาไม่แม้แต่จะกระพริบตา เธอยกแก้วไวน์ในมือขึ้นจิบนิดๆ ราวกับคำพูดเมื่อครู่นี้เป็นเพียงเสียงแมลงวันบินผ่านหู ริมฝีปากอิ่มเคลือบลิปสติกสีแดงก่ำคลี่ยิ้มบางเฉียบ เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง ดวงตากลมโตคู่สวยมองตรงไปยังใบหน้าหล่อเหลาที่ขึ้นชื่อว่าเย็นชาที่สุดในวงการสถาปัตยกรรมไทย โดยไม่มีความเกรงกลัวเจือปนแม้แต่น้อย "ว้าว... คุณธันวาตัวจริงเสียงจริงสินะครับเนี่ย" พริมาจงใจลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท "นอกจากผลงานจะแข็งทื่อไร้จิตวิญญาณแล้ว ดูท่าทาง... สติปัญญาในการรับฟังคำวิจารณ์ของคุณจะทึบตันยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใช้สร้างตึกทรงประหลาดนั่นเสียอีกนะคะ... อ๊ะ ขอโทษที พอดีฉันติดนิสัยพูดความจริงในที่สาธารณะซะด้วยสิ" คำว่า 'นะคะ' ที่ถูกเน้นเสียงอย่างจงใจจากปากของนักวิจารณ์สาวตัวแสบ ทำให้กรามคมสันของธันวาขยับบดเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าเขม็ง เขาไม่ได้เจอใครที่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ? ตั้งแต่ก้าวขึ้นมาเป็นสถาปนิกแถวหน้าของประเทศ ทุกคนต่างก้มหัวให้ ปฏิบัติกับเขาราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่แตะต้องไม่ได้ แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้กลับกล้าเอาค้อนมาทุบกำแพงความเย่อหยิ่งของเขาต่อหน้าแขกเหรื่อระดับ V.I.P. ทั่วงาน ธันวาก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวเธอทีละนิด ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาผสมความสดชื่นของดอกไม้ป่าลอยเข้าแตะจมูก ปะทะกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านของสถาปนิกหนุ่ม บรรยากาศรอบตัวเริ่มอึดอัดจนแขกคนอื่นต้องแกล้งเบือนหน้าหนี แต่ไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาสอด "คุณรู้ตัวไหมครับพริมา..." ธันวาโน้มใบหน้าลงไปกระซิบใกล้ใบหูของเธอ เสียงของเขาต่ำพร่า ทว่าเต็มไปด้วยกระแสอารมณ์อันตราย "ว่าการที่คุณเอาแต่เห่าหอนออกพอดแคสต์ มันไม่ได้ทำให้คำวิจարณ์ของคุณดูแพงขึ้นเลยแม้แต่น้อย มันเป็นแค่เสียงสะท้อนของคนที่ไม่เคยสร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในชีวิต นอกจากคอยเกาะกระแสผลงานคนอื่นกินไปวันๆ" ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดต้นคอไม่ได้ทำให้พริมาถอยหลัง เธอกลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ระยะห่างแค่คืบทำให้เธอเห็นแพขนตาดกหนาและนัยน์ตาสีดำสนิทที่กำลังลุกโชนด้วยความโกรธได้อย่างชัดเจน หัวใจดวงน้อยเต้นรัวผิดจังหวะด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น แต่นั่นไม่อาจสยบความพยศในตัวเธอได้ "ถ้าผลงานชิ้นโบว์แดงของคุณมันดีจริง คุณคงไม่ต้องมายืนหน้าบึ้งตึงไล่กัดคนอื่นเหมือนสุนัขบ้าแบบนี้หรอกค่ะคุณธันวา" พริมาสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสุกใสเป็นประกายท้าทาย "จำไว้นะคะว่าตึกระฟ้าสิบชั้นของคุณ มันอาจจะดูยิ่งใหญ่ในสายตาคนอื่น แต่ในสายตาฉัน... มันก็เป็นแค่สุสานคอนกรีตที่กลบฝังจินตนาการที่ตายไปแล้วของคุณเท่านั้นแหละ!" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ นิ้วมือเรียวยาวของธันวาที่ถือแก้วไวน์อยู่ข้างลำตัวบีบเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาจ้องมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาฉอดๆ ด้วยความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอก ทั้งโกรธจนแทบอยากจะยกมือขึ้นปิดปากดื้อๆ เสียให้รู้แล้วรู้รอด และในขณะเดียวกัน... ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก็กำลังตีตื้นขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสจากใครหน้าไหนมาก่อน—ความเร้าใจที่ได้ต่อกรกับคนที่ไม่ยอมจำนน ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มที่ขับเน้นผิวเนียนละเอียด โครงหน้าสวยเฉี่ยวที่เชิดขึ้นอย่างถือดีนั่น... ถ้าจับมาดัดนิสัยปากดีสักตั้ง มันคงจะน่าสนุกไม่น้อย "ปากเก่งดีนี่ครับ" ธันวาเอ่ยเสียงต่ำ ริมฝีปากหยักสวยยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ "หวังว่าเวลาที่เราต้องทำงานร่วมกัน... คุณจะยังรักษาความอวดดีนี้ไว้ได้จนหยดสุดท้ายนะ" พริมาขมวดคิ้วฉับทันที ความมั่นใจเมื่อครู่สะดุดกึก เธอย้อนถามเสียงแข็ง "ว่ายังไงนะ? ทำงานร่วมกัน? คุณพูดเรื่องอะไรของคุณ!" ธันวายังไม่ทันได้เอ่ยปากไขข้อข้องใจ เสียงประกาศจากพิธีกรบนเวทีใหญ่ก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ พร้อมกับแสงไฟสปอตไลท์ที่สาดส่องไปยังกลางห้องโถง *"และในค่ำคืนนี้ ทางสมาคมสถาปนิกของเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะประกาศโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่แห่งปี... โครงการบูรณะและออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่าง สถาปนิกมือรางวัลประจำปี คุณธันวา และนักวิจารณ์และที่ปรึกษาโครงการแถวหน้าของประเทศ... คุณพริมาครับ!"* สิ้นเสียงประกาศ ฮอลล์จัดงานทั้งฮอลล์ก็พลันเงียบกริบลงชั่วพริบตา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปรบมือเกรียวกราวจากผู้ร่วมงาน ธันวาหันกลับมามองหน้าผู้หญิงที่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน รอยยิ้มมุมปากของเขาลึกขึ้น ดวงตาสีดำสนิทพราวระยับด้วยประกายความสะใจที่ซ่อนไว้ไม่มิด เขายื่นใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูเธออีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบคมบาดลึก "ยินดีต้อนรับสู่นรกขุมที่ลึกที่สุด... พาร์ทเนอร์ของผม" ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง พริมาหันขวับมามองหน้าผู้ชายเจ้าเล่ห์ที่เพิ่งลากเธอลงมาในหลุมพรางอย่างเลือดเย็น ร่างกายเธอชาหนึบไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันกับสถานการณ์ตรงหน้าที่มีเพียงรอยยิ้มเยาะเย้ยของธันวาเป็นคำตอบ ทว่าก่อนที่เธอจะทันได้อ้าปากด่ากราดใส่หน้าเขาเป็นชุดที่สอง มือปริศนาคู่หนึ่งก็แตะลงบนไหล่ของเธอจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยขึ้นขัดจังหวะความช็อก "อ้าว พริมา อยู่ตรงนี้เองเหรอ... พี่กำลังตามหาพอดีเลย ว่าแต่... สองคนนี้รู้จักกันแล้วเหรอครับเนี่ย?" ธันวาหุบยิ้มฉับทันที นัยน์ตาคมกริบเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันตาเห็นเมื่อหันไปมองหน้าชายหนุ่มผู้มาใหม่ที่ยืนโอบไหล่พริมาอย่างสนิทสนม ขณะที่พริมาเองก็หน้าซีดเผือดลงเล็กน้อยเมื่อตระหนักว่า... เกมนี้มันกำลังจะสนุกเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้เสียแล้ว --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมมาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%