แสงสีฟ้าจากหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดสามสิบสองนิ้วสะท้อนลงบนดวงตาคู่คมของหมวดวิน เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมแม้ว่าเครื่องปรับอากาศในห้องสืบสวนย่อยจะเร่งความเย็นจนถึงจุดต่ำสุด เสียงคีย์บอร์ดถูกกดลงไปด้วยจังหวะรัวเร็วแต่มั่นคง ราวกับนักเปียโนกำลังบรรเลงบทเพลงสั่งลาความตาย
ไฟล์เสียงนามสกุล `.wav` ที่ถูกกู้คืนมาจากชิปหน่วยความจำของโทรศัพท์มือถือเครื่องหักพัง ปรากฏเป็นคลื่นความถี่สีเขียวบนกราฟฟิกโปรแกรมวิเคราะห์เสียง
"เสร็จแล้วครับ... สารวัตร"
หมวดวินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือขวายังคงวางค้างอยู่บนเมาส์ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะกระンเด็นออกมานอกอก ความเงียบงันภายในห้องสืบสวนย่อยยามค่ำคืนนี้ช่างยาวนานและน่าอึดอัด ราวกับพวกเขากำลังนั่งอยู่บนปากเหวแห่งความลับที่พร้อมจะถล่มลงมาฝังกลบทุกคนได้ทุกเมื่อ
สารวัตรกรณ์ไม่ได้เอ่ยคำชมเชยใดๆ ออกมาทันที ดวงตาของนายตำรวจมือปราบผู้ผ่านความสูญเสียมาโชกโชนเพ่งมองตรงไปยังหน้าจอด้วยแววตาที่นิ่งสนิท ทว่าลึก
ลงไปในนั้นกลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้นและอุดมการณ์ที่สั่นคลอน ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทลำลองย่อตัวลงยืนซ้อนหลังลูกน้องคนสนิท กลิ่นกาแฟดำเจือจางลอยมาจากแก้วกระดาษบนโต๊ะ ทว่ามันไม่เข้มข้นเท่าบรรยากาศรอบตัวที่ถูกกดทับด้วยความตึงเครียด
"กดเล่นสิครับ หมวดวิน" สารวัตรกรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างที่สุด แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้หมวดวินต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกดคลิกเมาส์ลงบนไอคอนรูปสามเหลี่ยม
*แกร็ก...*
เสียงลำโพงตัวเล็กซ่าขึ้นเล็กน้อยก่อนความเงียบจะถูกแทนที่ด้วยสุ้มเสียงของมนุษย์ เสียงที่พวกเขาทั้งคู่ต่างคุ้นเคยดีจากหน้าข่าวโทรทัศน์และห้องประชุมใหญ่
*(เสียงก๊อกแก๊กของแก้วกาแฟกระทบจานรอง)*
เสียงแรกที่หลุดออกมาจากลำโพงคือบรรยากาศรอบข้างในห้องทำงานหรูหราระดับวีไอพี ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจยาวเหยียดของผู้ทรงอิทธิพล
*“แกจัดการเรื่องนี้ให้มันเรียบร้อยซะที วินัย... อย่าให้งานเลี้ยงรับตำแหน่งของฉันต้องมีรอยด่างพร้อยเรื่องคดีเด็กนั่น แค่เรื่องไอ้สารวัตรกรณ์มันคอยตามตื๊อ ก็น่ารำคาญพออยู่แล้ว”*
น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นและเฉียบขาดจนน่าขนลุก มันคือเสียงของผู้กำกับธนา นายตำรวจใหญ่ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในมือ
อีกฟากหนึ่งของสาย เสียงตอบรับด้วยความหวาดหวั่นของผู้ตาย—ร้อยตำรวจโทวินัย นายตำรวจผู้อับโชคที่เลือกเดินผิดทาง—ดังลอดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
*“ทะ... ท่านครับ แต่ทางกองพิสูจน์หลักฐานเริ่มเจอพิรุธในที่เกิดเหตุแล้วนะครับ ถ้าสารวัตรกรณ์สาวมาถึงตัวผม...”*
*“ก็ทำให้มันไปไม่ถึงสิ!”* เสียงของผู้กำกับธนาตัดบทอย่างไร้ความปรานี น้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งความรู้สึกผิดราวกับกำลังสั่งปลิดชีวีมดปลวกสักตัว *“แกก็น่าจะรู้ว่าคนที่ขวางทางก้าวหน้าของฉันจุดจบจะเป็นยังไง เด็กนั่นมันตายไปแล้ว... ความจริงก็ควรจะตายตามมันไปซะ หรือถ้าแกอยากจะตามมันไปยมโลกจริงๆ ฉันก็ยินดีจะสงเคราะห์ให้แกเป็นรายต่อไปนะ... ผู้กองวินัย”*
*คลิก!*
หมวดวินกดหยุดเสียงบันทึกนั้นทันที ราวกับกลัวว่าเสียงคำขู่ฆ่านั้นจะทะลักออกมาจากลำโพงแล้วกลืนกินพวกเขาทั้งเป็น
ห้องสืบสวนย่อยกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่หนักหน่วงราวกับมีก้อนหินนับตันกดทับอยู่บนบ่า
"หลักฐานชิ้นนี้..." หมวดวินพึมพำเสียงสั่น มือที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่น "ชัดเจนขนาดนี้... เราเอาผิดผู้กำกับธนาได้ทันทีเลยใช่ไหมครับสารวัตร? เราขอหมายศาลได้เลยใช่ไหม?"
สารวัตรกรณ์ยังคงยืนนิ่ง ดวงตาสีเข้มทอดมองคลื่นเสียงสุดท้ายบนหน้าจอ สมองของเขากำลังประมวลผลด้วยตรรกะอันเฉียบคมและประสบการณ์อันโชกโชน เขารู้จักระบบโครงสร้างสีเทาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติดีพอๆ กับที่เขารู้จักฝ่ามือของตัวเอง
"ชัดเจนในแง่ของเนื้อหาครับ หมวดวิน" สารวัตรกรณ์เอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่ซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายใน "แต่มันยังไม่พอ... ในแง่ของกระบวนการยุติธรรม ไฟล์เสียงนี้ถูกกู้มาจากโทรศัพท์ที่พังเสียหาย ถึงแม้ทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลจะยืนยันว่าไม่มีการตัดต่อ แต่นักกฎหมายฝีมือดีฝั่งจำเลยสามารถยื่นคำร้องตีตกเป็นพยานวัตถุที่ได้มาโดยมิชอบ หรือตั้งข้อสงสัยเรื่องความสมบูรณ์ของไฟล์ได้ตลอดเวลา"
หมวดวินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "แต่... แต่นั่นเสียงของผู้กำกับธนาตัวจริงเลยนะครับ!"
"กฎหมายไม่ได้ตัดสินความจริงด้วยความรู้สึกของคนฟังครับ หมวดวิน" สารวัตรกรณ์หันกลับมามองลูกน้อง สายตาของเขาคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับ "มันตัดสินด้วย 'ช่องโหว่' ที่ทนายฝ่ายตรงข้ามจะหยิบมาฉีกกระชากเราเป็นชิ้นๆ ต่างหาก... และถ้าเราขยับตัวบุ่มบ่ามเอาเสียงนี้ไปขอหมายศาลโดยไม่มีแนวป้องกันที่ดีพอ คนที่จะพังไม่ใช่ผู้กำกับธนา... แต่จะเป็นพวกเราเองที่จะถูกเก็บเงียบก่อนจะได้ขึ้นศาลด้วยซ้ำ"
ความจริงอันโหดร้ายกระแทกใส่หน้าหมวดวินจนพูดไม่ออก ความตื่นเต้นดีใจจากการกู้ข้อมูลสำเร็จเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดที่แผ่ขยายครอบ
งùmทุกอณูของกรมตำรวจ
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว หมวดวินรีบพับหน้าจอโน้ตบุ๊กปิดลงอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ ขณะที่สารวัตรกรณ์หันขวับไปมองที่ประตูด้วยสายตาระแวดระวัง มือขวาขยับไปแตะด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยอัตโนมัติ
ร่างเพรียวระหงในชุดสูทสีเทาเข้มสะท้อนกับแสงไฟนีออนทางเดิน อัยการพิมพ์ลภัสก้าวเข้ามาในห้องสืบสวนย่อยด้วยท่าทีสง่างามและเยือกเย็นดังเช่นเคย กลิ่นน้ำหอมราคาแพงจางๆ ลอยปะปนกับกลิ่นอับของห้องทำงานยามดึก แววตาคู่คมกริบกวาดมองสีหน้าตื่นตระหนกของนายตำรวจทั้งสองนายเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่มุมปากอิ่มจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ราวกับเธออ่านความคิดของพวกเขาทะลุปรุโปร่ง
"ดูท่าทางพวกคุณสองคน..." อัยการพิมพ์ลภัสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่น่าฟัง ทว่าแฝงนัยยะอันตรายบางอย่างที่ทำให้สารวัตรกรณ์ต้องหรี่ตามอง "เหมือนเพิ่งเจอผีสาง... หรือว่าเพิ่งเจอสมบัติล้ำค่ากันแน่คะ สารวัตรกรณ์?"
สารวัตรกรณ์ยืนนิ่ง ร่างกายเกร็งเครียดขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่าอัยการสาวผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะเดินมาปรากฏตัวในสถานที่อับทึบเช่นนี้กลางดึกอย่างไร้เหตุผล และที่สำคัญที่สุด... เธอรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่?
"คุณมาทำอะไรที่นี่ดึกดื่นขนาดนี้ครับ อัยการพิมพ์ลภัส" สารวัตรกรณ์ถามกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ไร้ซึ่งไมตรีจิตใดๆ ดวงตาสองคู่ประสานกันในอากาศราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงปะทะกัน
อัยการพิมพ์ลภัสไม่ตอบคำถามในทันที เธอก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น ปลายรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้องเกิดเสียงก้องกังวานน่าขนลุก เธอหยุดยืนห่างจากสารวัตรกรณ์เพียงแค่เอื้อมมือ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อยจนได้กลิ่นหอมจางๆ และสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่นิ่งสงบของเธอ
"ฉันไม่ได้มาเพื่อเป็นศัตรูของคุณค่ะ สารวัตรกรณ์..." อัยการสาวกระซิบเสียงแผ่วเบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำในความเงียบสงบ "และฉันก็รู้ด้วยว่า ในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น... มีหลักฐานชิ้นสำคัญที่พวกคุณเพิ่งกู้มันขึ้นมาได้สำเร็จ"
สารวัตรกรณ์ชะงักไปเล็กน้อย กล้ามเนื้อบริเวณกรามขบเข้าหากันแน่น ความระแวงพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เขาเหลือบมองหน้าหมวดวินที่ตอนนี้หน้าซีดเผือกด้วยความตกใจยิ่งกว่าเดิม
"คุณรู้..." สารวัตรกรณ์ทวนคำ เสียงต่ำลอดไรฟัน "หรือว่าคุณเป็นคนส่งข่าวนี้ให้ผู้กำกับธนาตั้งแต่แรกกันแน่?"
อัยการพิมพ์ลภัสหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อความไร้เดียงสาของนายตำรวจหนุ่ม เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาคู่สวยนั้นลึกล้ำจนยากจะคาดเดาความรู้สึกที่แท้จริง
"ถ้าฉันเป็นคนของเขา ป่านนี้พวกคุณคงไม่ได้ยืนคุยกันอยู่ตรงนี้หรอกค่ะ สารวัตร..." อัยการพิมพ์ลภัสเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความหมายอันลึกล้ำกัดกินจิตใจของคู่สนทนา ก่อนจะเอื้อMเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของสารวัตรกรณ์ต้องสะดุดกึก
"แต่ถ้าคุณอยากจะเอาชนะผู้กำกับธนาด้วยหลักฐานชิ้นนั้น... คุณจำเป็นต้องมีฉันเป็นพันธมิตร... เพราะหลักฐานชิ้นโบแดงที่คุณมีอยู่ตอนนี้ กำลังจะกลายเป็น 'หลักฐานชิ้นสุดท้าย' ที่ส่งให้คุณสองคนลงไปนอนในโลงศพ ก่อนที่คดีนี้จะถูกปิดลงอย่างถาวรครับ... เอ้ย... ค่ะ"
*—ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ—*
สารวัตรมือสะอาดกับอัยการไร้เงา•ตอนที่ 15
หลักฐานชิ้นโบแดง
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สารวัตรมือสะอาดกับอัยการไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!