สารวัตรมือสะอาดกับอัยการไร้เงา•ตอนที่ 15

หลักฐานชิ้นโบแดง

ผลงานโดย พยานปากเอก
แสงสีฟ้าจากหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดสามสิบสองนิ้วสะท้อนลงบนดวงตาคู่คมของหมวดวิน เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมแม้ว่าเครื่องปรับอากาศในห้องสืบสวนย่อยจะเร่งความเย็นจนถึงจุดต่ำสุด เสียงคีย์บอร์ดถูกกดลงไปด้วยจังหวะรัวเร็วแต่มั่นคง ราวกับนักเปียโนกำลังบรรเลงบทเพลงสั่งลาความตาย ไฟล์เสียงนามสกุล `.wav` ที่ถูกกู้คืนมาจากชิปหน่วยความจำของโทรศัพท์มือถือเครื่องหักพัง ปรากฏเป็นคลื่นความถี่สีเขียวบนกราฟฟิกโปรแกรมวิเคราะห์เสียง "เสร็จแล้วครับ... สารวัตร" หมวดวินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือขวายังคงวางค้างอยู่บนเมาส์ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะกระンเด็นออกมานอกอก ความเงียบงันภายในห้องสืบสวนย่อยยามค่ำคืนนี้ช่างยาวนานและน่าอึดอัด ราวกับพวกเขากำลังนั่งอยู่บนปากเหวแห่งความลับที่พร้อมจะถล่มลงมาฝังกลบทุกคนได้ทุกเมื่อ สารวัตรกรณ์ไม่ได้เอ่ยคำชมเชยใดๆ ออกมาทันที ดวงตาของนายตำรวจมือปราบผู้ผ่านความสูญเสียมาโชกโชนเพ่งมองตรงไปยังหน้าจอด้วยแววตาที่นิ่งสนิท ทว่าลึก ลงไปในนั้นกลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้นและอุดมการณ์ที่สั่นคลอน ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทลำลองย่อตัวลงยืนซ้อนหลังลูกน้องคนสนิท กลิ่นกาแฟดำเจือจางลอยมาจากแก้วกระดาษบนโต๊ะ ทว่ามันไม่เข้มข้นเท่าบรรยากาศรอบตัวที่ถูกกดทับด้วยความตึงเครียด "กดเล่นสิครับ หมวดวิน" สารวัตรกรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างที่สุด แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้หมวดวินต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกดคลิกเมาส์ลงบนไอคอนรูปสามเหลี่ยม *แกร็ก...* เสียงลำโพงตัวเล็กซ่าขึ้นเล็กน้อยก่อนความเงียบจะถูกแทนที่ด้วยสุ้มเสียงของมนุษย์ เสียงที่พวกเขาทั้งคู่ต่างคุ้นเคยดีจากหน้าข่าวโทรทัศน์และห้องประชุมใหญ่ *(เสียงก๊อกแก๊กของแก้วกาแฟกระทบจานรอง)* เสียงแรกที่หลุดออกมาจากลำโพงคือบรรยากาศรอบข้างในห้องทำงานหรูหราระดับวีไอพี ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจยาวเหยียดของผู้ทรงอิทธิพล *“แกจัดการเรื่องนี้ให้มันเรียบร้อยซะที วินัย... อย่าให้งานเลี้ยงรับตำแหน่งของฉันต้องมีรอยด่างพร้อยเรื่องคดีเด็กนั่น แค่เรื่องไอ้สารวัตรกรณ์มันคอยตามตื๊อ ก็น่ารำคาญพออยู่แล้ว”* น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นและเฉียบขาดจนน่าขนลุก มันคือเสียงของผู้กำกับธนา นายตำรวจใหญ่ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในมือ อีกฟากหนึ่งของสาย เสียงตอบรับด้วยความหวาดหวั่นของผู้ตาย—ร้อยตำรวจโทวินัย นายตำรวจผู้อับโชคที่เลือกเดินผิดทาง—ดังลอดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ *“ทะ... ท่านครับ แต่ทางกองพิสูจน์หลักฐานเริ่มเจอพิรุธในที่เกิดเหตุแล้วนะครับ ถ้าสารวัตรกรณ์สาวมาถึงตัวผม...”* *“ก็ทำให้มันไปไม่ถึงสิ!”* เสียงของผู้กำกับธนาตัดบทอย่างไร้ความปรานี น้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งความรู้สึกผิดราวกับกำลังสั่งปลิดชีวีมดปลวกสักตัว *“แกก็น่าจะรู้ว่าคนที่ขวางทางก้าวหน้าของฉันจุดจบจะเป็นยังไง เด็กนั่นมันตายไปแล้ว... ความจริงก็ควรจะตายตามมันไปซะ หรือถ้าแกอยากจะตามมันไปยมโลกจริงๆ ฉันก็ยินดีจะสงเคราะห์ให้แกเป็นรายต่อไปนะ... ผู้กองวินัย”* *คลิก!* หมวดวินกดหยุดเสียงบันทึกนั้นทันที ราวกับกลัวว่าเสียงคำขู่ฆ่านั้นจะทะลักออกมาจากลำโพงแล้วกลืนกินพวกเขาทั้งเป็น ห้องสืบสวนย่อยกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่หนักหน่วงราวกับมีก้อนหินนับตันกดทับอยู่บนบ่า "หลักฐานชิ้นนี้..." หมวดวินพึมพำเสียงสั่น มือที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่น "ชัดเจนขนาดนี้... เราเอาผิดผู้กำกับธนาได้ทันทีเลยใช่ไหมครับสารวัตร? เราขอหมายศาลได้เลยใช่ไหม?" สารวัตรกรณ์ยังคงยืนนิ่ง ดวงตาสีเข้มทอดมองคลื่นเสียงสุดท้ายบนหน้าจอ สมองของเขากำลังประมวลผลด้วยตรรกะอันเฉียบคมและประสบการณ์อันโชกโชน เขารู้จักระบบโครงสร้างสีเทาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติดีพอๆ กับที่เขารู้จักฝ่ามือของตัวเอง "ชัดเจนในแง่ของเนื้อหาครับ หมวดวิน" สารวัตรกรณ์เอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่ซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายใน "แต่มันยังไม่พอ... ในแง่ของกระบวนการยุติธรรม ไฟล์เสียงนี้ถูกกู้มาจากโทรศัพท์ที่พังเสียหาย ถึงแม้ทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลจะยืนยันว่าไม่มีการตัดต่อ แต่นักกฎหมายฝีมือดีฝั่งจำเลยสามารถยื่นคำร้องตีตกเป็นพยานวัตถุที่ได้มาโดยมิชอบ หรือตั้งข้อสงสัยเรื่องความสมบูรณ์ของไฟล์ได้ตลอดเวลา" หมวดวินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "แต่... แต่นั่นเสียงของผู้กำกับธนาตัวจริงเลยนะครับ!" "กฎหมายไม่ได้ตัดสินความจริงด้วยความรู้สึกของคนฟังครับ หมวดวิน" สารวัตรกรณ์หันกลับมามองลูกน้อง สายตาของเขาคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับ "มันตัดสินด้วย 'ช่องโหว่' ที่ทนายฝ่ายตรงข้ามจะหยิบมาฉีกกระชากเราเป็นชิ้นๆ ต่างหาก... และถ้าเราขยับตัวบุ่มบ่ามเอาเสียงนี้ไปขอหมายศาลโดยไม่มีแนวป้องกันที่ดีพอ คนที่จะพังไม่ใช่ผู้กำกับธนา... แต่จะเป็นพวกเราเองที่จะถูกเก็บเงียบก่อนจะได้ขึ้นศาลด้วยซ้ำ" ความจริงอันโหดร้ายกระแทกใส่หน้าหมวดวินจนพูดไม่ออก ความตื่นเต้นดีใจจากการกู้ข้อมูลสำเร็จเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดที่แผ่ขยายครอบ งùmทุกอณูของกรมตำรวจ ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว หมวดวินรีบพับหน้าจอโน้ตบุ๊กปิดลงอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ ขณะที่สารวัตรกรณ์หันขวับไปมองที่ประตูด้วยสายตาระแวดระวัง มือขวาขยับไปแตะด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยอัตโนมัติ ร่างเพรียวระหงในชุดสูทสีเทาเข้มสะท้อนกับแสงไฟนีออนทางเดิน อัยการพิมพ์ลภัสก้าวเข้ามาในห้องสืบสวนย่อยด้วยท่าทีสง่างามและเยือกเย็นดังเช่นเคย กลิ่นน้ำหอมราคาแพงจางๆ ลอยปะปนกับกลิ่นอับของห้องทำงานยามดึก แววตาคู่คมกริบกวาดมองสีหน้าตื่นตระหนกของนายตำรวจทั้งสองนายเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่มุมปากอิ่มจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ราวกับเธออ่านความคิดของพวกเขาทะลุปรุโปร่ง "ดูท่าทางพวกคุณสองคน..." อัยการพิมพ์ลภัสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่น่าฟัง ทว่าแฝงนัยยะอันตรายบางอย่างที่ทำให้สารวัตรกรณ์ต้องหรี่ตามอง "เหมือนเพิ่งเจอผีสาง... หรือว่าเพิ่งเจอสมบัติล้ำค่ากันแน่คะ สารวัตรกรณ์?" สารวัตรกรณ์ยืนนิ่ง ร่างกายเกร็งเครียดขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่าอัยการสาวผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะเดินมาปรากฏตัวในสถานที่อับทึบเช่นนี้กลางดึกอย่างไร้เหตุผล และที่สำคัญที่สุด... เธอรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่? "คุณมาทำอะไรที่นี่ดึกดื่นขนาดนี้ครับ อัยการพิมพ์ลภัส" สารวัตรกรณ์ถามกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ไร้ซึ่งไมตรีจิตใดๆ ดวงตาสองคู่ประสานกันในอากาศราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงปะทะกัน อัยการพิมพ์ลภัสไม่ตอบคำถามในทันที เธอก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น ปลายรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้องเกิดเสียงก้องกังวานน่าขนลุก เธอหยุดยืนห่างจากสารวัตรกรณ์เพียงแค่เอื้อมมือ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อยจนได้กลิ่นหอมจางๆ และสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่นิ่งสงบของเธอ "ฉันไม่ได้มาเพื่อเป็นศัตรูของคุณค่ะ สารวัตรกรณ์..." อัยการสาวกระซิบเสียงแผ่วเบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำในความเงียบสงบ "และฉันก็รู้ด้วยว่า ในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น... มีหลักฐานชิ้นสำคัญที่พวกคุณเพิ่งกู้มันขึ้นมาได้สำเร็จ" สารวัตรกรณ์ชะงักไปเล็กน้อย กล้ามเนื้อบริเวณกรามขบเข้าหากันแน่น ความระแวงพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เขาเหลือบมองหน้าหมวดวินที่ตอนนี้หน้าซีดเผือกด้วยความตกใจยิ่งกว่าเดิม "คุณรู้..." สารวัตรกรณ์ทวนคำ เสียงต่ำลอดไรฟัน "หรือว่าคุณเป็นคนส่งข่าวนี้ให้ผู้กำกับธนาตั้งแต่แรกกันแน่?" อัยการพิมพ์ลภัสหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อความไร้เดียงสาของนายตำรวจหนุ่ม เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาคู่สวยนั้นลึกล้ำจนยากจะคาดเดาความรู้สึกที่แท้จริง "ถ้าฉันเป็นคนของเขา ป่านนี้พวกคุณคงไม่ได้ยืนคุยกันอยู่ตรงนี้หรอกค่ะ สารวัตร..." อัยการพิมพ์ลภัสเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความหมายอันลึกล้ำกัดกินจิตใจของคู่สนทนา ก่อนจะเอื้อMเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของสารวัตรกรณ์ต้องสะดุดกึก "แต่ถ้าคุณอยากจะเอาชนะผู้กำกับธนาด้วยหลักฐานชิ้นนั้น... คุณจำเป็นต้องมีฉันเป็นพันธมิตร... เพราะหลักฐานชิ้นโบแดงที่คุณมีอยู่ตอนนี้ กำลังจะกลายเป็น 'หลักฐานชิ้นสุดท้าย' ที่ส่งให้คุณสองคนลงไปนอนในโลงศพ ก่อนที่คดีนี้จะถูกปิดลงอย่างถาวรครับ... เอ้ย... ค่ะ" *—ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ—*
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สารวัตรมือสะอาดกับอัยการไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%