“อย่าหันไป ปราบต์... ถ้าไม่อยากเห็นสิ่งที่กำลังกัดกินวิญญาณตัวเองอยู่”
เสียงของคณินกระซิบแผ่วพร่า ทว่ากลับกังวานชัดในความมืดสนิทที่โอบล้อมตัวผมอยู่ เสียงของเขาสั่นไหวกว่าที่เคย ทว่าฝ่ามืออุ่นจัดที่คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของผมกลับหนักแน่นมั่นคง ดึงสติที่กำลังเตลิดเปิดเปิงให้กลับมาจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน
ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมไม่ได้ยินเสียงอื่นใด นอกจากเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นโครมครามราวกับจะระเบิดออกมาจากอก เสียงกระซิบที่ข้างใบหูเมื่อครู่—เสียงของ ‘น้องสาว’ ที่ควรจะนอนนิ่งอยู่ในโลงเมื่อสัปดาห์ก่อน—มันแจ่มชัดจนหยดน้ำตาที่ผมพยายามกักเก็บมานานนับปีเกือบจะร่วงหล่น
“นั่น... นั่นมันเสียงของพิมพ์” ผมเค้นเสียงออกมา แทบไม่เป็นภาษา
“นั่นไม่ใช่พิมพ์” คณินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นโทนเย็นเฉียบและดุดัน “นั่นคือเศษเสี้ยวของความผิดบาปที่แกฝังกลบไว้ในใจ และตอนนี้มันกำลังถูก ‘ใครบางคน’ ขุดขึ้นมาล้อเล่นกับจิตประสาทของแก หายใจเข้าลึกๆ ปราบต์! ถ้าแกยอมจำนนต่ออดีตในวินาทีนี้ เราทั้งคู่ได้กลายเป็นซากศพเฝ้าป่าดงพงไพรนี่แน่”
ผมหลับตาแน่น ปล่อยให้ความมืดดำชะโลมจิตใจ พยายามนึกถึงสัมผัสเย็นๆ ของด้ามปืนประจำกายแทนที่จะนึกถึงรอยยิ้มสุดท้ายของน้องสาว ความอุ่นจากฝ่ามือของคณินที่ต้นแขนกลายเป็นจุดยึดเหนี่ยวเดียวที่ทำให้ผมไม่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นดินที่เริ่มสั่นไหวราวกับมีบางอย่างใต้ฝ่าเท้ากำลังเคลื่อนที่
คณินปล่อยมือข้างหนึ่งออก ผมได้ยินเสียงเขารูดซิปกระเป๋าผ้าใบ ขยับย้ายเครื่องรางและสมุนไพรกลิ่นฉุนกึ๊ก ความเงียบในป่าถูกทำลายลงด้วยเสียงสวดพึมพำที่ไม่ใช่ภาษาบาลีที่คุ้นเคย มันคือเสียงต่ำลึก ทรงพลัง และแฝงไปด้วยอำนาจการกดทับ
“กูไม่ได้มาเพื่อต่อรองกับพวกสัมภเวสีเร่ร่อน” คณินพึมพำท้าทาย “ถ้าอยากได้วิญญาณนายตำรวจคนนี้ ก็ข้ามศพกูไปก่อน หรือไม่ก็ลองสัมผัสดูว่าวิชาที่กูร่ำเรียนมามันเผาผลาญพวกมึงได้ละเอียดแค่ไหน”
ทันใดนั้น แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวของคณินก็สว่างวาบขึ้น แสงสีขาวนวลกระทบเข้ากับละอองหมอกที่จับตัวเป็นก้อนหนา ปรากฏภาพเงาดำตะคุ่มยืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร ร่างนั้นดูบิดเบี้ยว รูปร่างของมันเปลี่ยนไปมาเหมือนเงาในน้ำที่ถูกรบกวน
ผมชักปืนออกมาอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณตำรวจเข้าครอบงำทันทีที่ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้น “ถอยไปคณิน! ผมจะจัดการเอง”
“อย่าโง่!” คณินตะคอกโดยไม่หันมามอง เขาสะบัดมือขวาไปข้างหลัง คว้าข้อมือผมที่ถือปืนไว้แน่น “ลูกตะกั่วฆ่าคนตายไม่ได้หรอกปราบต์ โดยเฉพาะไอ้สิ่งที่ถูกปลุกขึ้นมาจากความแค้นแบบนี้ สิ่งที่แกเห็นน่ะ คือความทรงจำที่ถูกแต่งเติม... ดูให้ดี ว่าไอ้เงาตรงหน้ามันกำลังถืออะไรอยู่ในมือ”
ผมหรี่ตาลง เพ่งมองผ่านแสงไฟฉายที่เริ่มนิ่งสนิท ร่างนั้นไม่ได้มีรูปร่างสมประกอบ แต่มือที่ยื่นออกมากลับถือวัตถุชิ้นหนึ่ง... มันคือ ‘สร้อยข้อมือลูกปัดหินสีฟ้า’ เส้นที่พิมพ์สวมติดตัวไว้ตลอดเวลา แม้กระทั่งในวันที่ร่างของเธอถูกฝังลงใต้ดิน
ภาพในหัวผมหมุนคว้าง สัญชาตญาณที่เคยแม่นยำเริ่มสับสน กฎหมายและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ผมยึดถือกลายเป็นเพียงเศษกระดาษเมื่อต้องเผชิญกับ ‘ความจริงที่ไม่อาจยอมรับ’
คณินขยับตัวเข้ามาใกล้ผมอีกก้าว จนหลังของผมสัมผัสกับอกของเขา ลมหายใจของเขารดอยู่ที่หลังใบหู กลิ่นธูปหอมจางๆ และกลิ่นควันปืนที่ติดตัวเขาอยู่เสมอทำให้ผมเริ่มตั้งสติได้ “ปราบต์ ฟังผมนะ... มนุษย์มักจะสร้างนรกของตัวเองขึ้นมาด้วยอดีตที่ทำใจไม่ได้ และไอ้หมอผีที่อยู่หลังเหตุการณ์นี้ มันก็แค่ใช้ช่องโหว่นั้นเป็นเครื่องมือ”
เขาลดมือผมลงเบาๆ แต่ไม่ได้ปล่อย “เลิกมองมันด้วยความรู้สึกผิด แล้วมองมันด้วยสายตาของนักล่า... สังเกตที่เงาใต้เท้าของมันสิ”
ผมจ้องเขม็งไปที่พื้นดินใต้ร่างบิดเบี้ยวนั่น และความจริงที่สั่นคลอนหัวใจก็ปรากฏขึ้น เงาของร่างนั้นไม่ได้ทอดตัวยาวไปตามแนวแสงไฟ แต่มันกำลัง ‘หมุนวน’ อยู่กับที่ ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยเชือกด้ายสายสิญจน์ที่มองไม่เห็น
“มันไม่ใช่ผี” ผมพึมพำ เสียงแหบพร่า “มันคือ... ภาพลวงตา”
“ฉลาด” คณินกระตุกยิ้มที่ผมมองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ถึงความเจ้าเล่ห์ในน้ำเสียง “และคนทำก็อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้หรอก”
คณินปล่อยมือจากผมแล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัว เขาโยนบางอย่างลงบนพื้นดิน แรงกระแทกของมันก่อให้เกิดวงแสงสีส้มวาบขึ้น ก่อนจะระเบิดออกเป็นควันสีเทาฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ร่างบิดเบี้ยวนั้นกรีดร้อง—เสียงนั้นแหลมสูงจนแก้วหูผมแทบแตก—ก่อนจะสลายกลายเป็นเถ้าถ่านที่ร่วงหล่นลงมาดั่งหิมะสีดำ
ความเงียบสงัดกลับคืนมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่กดดัน มันคือความเงียบที่มาพร้อมกับ ‘ความกระจ่าง’
คณินปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าด้วยท่าทางเฉยเมยราวกับเพิ่งทำธุระเสร็จ เขาหันกลับมาหาผม ดวงตาคู่คมของเขาสะท้อนประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก “คืนนี้เราคงไม่ได้นอนกันแล้วล่ะ สารวัตร”
“คุณรู้ใช่ไหมว่าใครทำ?” ผมถาม พยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด
คณินแค่นหัวเราะ ก่อนจะเดินผ่านหน้าผมไปทางต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เขาหยุดเท้าแล้วบุ้ยปากไปยังโคนต้นไม้ที่มีรอยดินถูกขุดใหม่ๆ “ลองไปดูนั่นสิ แล้วแกจะรู้ว่านอกจากอดีตที่ฝังกลบไปแล้ว ยังมี ‘ความลับ’ อีกชุดที่แกควรรู้เกี่ยวกับคดีของน้องสาวแก”
ผมก้าวตามไปอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นรัวด้วยความคาดหวังและหวาดหวั่นปนเปกัน เมื่อผมก้มลงขุดดินตามคำบอกของเขา สิ่งที่พบไม่ใช่เถ้าถ่านหรือวิญญาณร้าย แต่มันคือ ‘ซองจดหมายเก่าคร่ำคร่า’ ที่จ่าหน้าซองถึงชื่อผม... ด้วยลายมือที่คุ้นตาที่สุด
ผมหยิบมันขึ้นมา มือสั่นเทาจนเกือบทำมันร่วงลงไปในหลุม จดหมายฉบับนี้ถูกส่งมาจากคนที่ตายไปแล้วตั้งแต่วันที่คดีฆาตกรรมชุดนั้นเริ่มขึ้น... แต่ประทับตราไปรษณีย์บนซองกลับระบุวันที่เป็น ‘เมื่อวานนี้’
ผมค่อยๆ เปิดซองออกด้วยความรู้สึกที่เหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพลิกคว่ำ ในขณะที่คณินยืนกอดอก มองดูผมด้วยสายตาเรียบเฉย แต่ในความเรียบเฉยนั้น ผมเห็นแววตาที่เตือนภัย... บางอย่างที่เขายังไม่ได้บอกผมเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของเขาในเรื่องนี้
“อ่านสิ ปราบต์” คณินเอ่ยเสียงเรียบ “แล้วแกจะเข้าใจว่าทำไมตลอดหลายปีที่ผ่านมา... แกถึงไม่มีวันหาฆาตกรตัวจริงเจอ”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในความมืดมิดครั้งนี้นะครับ
เพชรตาเสือโบราณ
อาคมซ่อนกล: อย่าลองดีกับหมอผีปากร้าย•ตอนที่ 9
อดีตที่ถูกฝังกลบ
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมซ่อนกล: อย่าลองดีกับหมอผีปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!