กลิ่นอับชื้นของดินเปียกฝนผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ในความมืดทึบของอุโมงค์ใต้ฐานโบราณสถาน สารวัตรปราบต์ใช้มือซ้ายกระชับกระบอกไฟฉายแรงสูง ส่องกวาดไปตามแนวผนังอิฐศิลาแลงที่ชุ่มไปด้วยน้ำหยด ขณะที่มือขวายังคงกำด้ามปืนพกประจำกายแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ความเงียบงันรอบกายไม่ได้แปลว่าปลอดภัย ตรงกันข้าม... มันคือความกดดันระดับสูงสุดที่บอกให้รู้ว่าทุกย่างก้าวหลังจากนี้ อาจหมายถึงความเป็นความตาย
"ประโยคสุดท้ายของมันเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ยังก้องอยู่ในหัวคุณไหมครับสารวัตร"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้ยหยันนิดๆ ดังขึ้นมาจากความมืดเบื้องหลัง คณินก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัว แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวของหมอผีหนุ่มส่องกระทบเข้ากับรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ แม้ในสถานการณ์ที่คนปกติควรจะตื่นตระหนก แต่แววตาของคณินกลับเป็นประกายระยับด้วยความท้าทาย ราวกับเสือที่กำลังสนุกกับการต้อนเหยื่อเข้ามุมอับ
ปราบต์เหลือบตามองคู่หูจำเป็นด้วยหางตา สันจมูกคมสันย่นเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความไม่สบอารมณ์ เขารู้ดีว่าคณินไม่ได้กำลังตื่นกลัว แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เขาระแวงยิ่งกว่าตัวอันตรายรอบตัวเสียอีก
"คุณช่วยเก็บรอยยิ้มระรื่นนั่นไว้ใช้ตอนที่พวกเราหาทางออกจากที่นี่ได้จะดีกว่าไหมครับหมอคณิน" ปราบต์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาด "จำได้ว่าเมื่อสิบนาทีที่แล้ว คุณยังยืนกรานว่าร่องรอยอาคมตรงทางแยกซ้ายมือเป็นของปลอมที่คนร้ายจงใจจัดฉากตบตาอยู่เลย"
คณินหยุดเดิน เขาหันมาเผชิญหน้ากับนายตำรวจหนุ่ม ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นอายเฉพาะตัวของคณิน—กลิ่นจางๆ ของธูปหอมโบราณผสมกับบุหรี่นอกราคาแพง—ลอยปะปนกับอากาศอับชื้น ปราบต์สัมผัสได้ถึงความนิ่งสงบที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทางกวนประสาทนั้น
"ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นของปลอมครับสารวัตร... ผมแค่บอกว่ามันเป็น 'เหยื่อล่อ' ต่างหาก" คณินปรายตามองไปเบื้องหน้า ความมืดที่ทอดยาวออกไปราวกับปากของอสุรกายที่อ้าคอยกลืนกิน "มนุษย์เรามักจะเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อเสมอ สารวัตรเชื่อมั่นในตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์ จนมองข้ามความจริงที่ว่า กฎฟิสิกส์บางข้อถูกบิดเบือนได้ด้วยเจตจำนงอันชั่วร้าย... และตอนนี้ เราก็เดินเข้ามาติดกับดักที่พวกมันวางไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบลงมาในชั้นใต้ดินนี่แล้วจริงๆ"
สิ้นคำพูดของคณิน อากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมหายใจของทั้งคู่กลายเป็นไอสีขาวจางๆ ในความมืด
ปราบต์ขมวดคิ้วมุ่น เขารู้สึกถึงความผิดปกติที่แล่นพล่านไปตามเส้นประสาท สัญชาตญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ผ่านคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญมานับไม่ถ้วนร้องเตือนภัยเสียงดังลั่น เขายกไฟฉายขึ้นส่องกราดไปรอบด้านทันที
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ลมหายใจของนายตำรวจหนุ่มสะดุดกึก
ผนังอิฐศิลาแลงที่ควรจะทอดยาวเป็นทางเดินตรง กลับบิดเบี้ยวโค้งงอราวกับภาพสะท้อนในกระจกเงาแห่งความฝัน เสาหินโบราณที่ตั้งเรียงรายเป็นระเบียบเมื่อครู่ บัดนี้กลับเคลื่อนที่สลับตำแหน่งกันเองอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงการเสียดสีของหิน ไม่มีฝุ่นร่วงหล่น มีเพียงความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังบีบอัดพื้นที่รอบตัวให้แคบลงเรื่อยๆ
"อาคมภาพลวงตาขั้นสูง... เขตอาคมปิดตาย" คณินพึมพำเบาๆ รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าของหมอผีหนุ่มเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยแววตาสีเทาที่ฉายความเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "ไม่ใช่แค่หลอกตาครับสารวัตร... แต่มันกำลังเปลี่ยนโครงสร้างของสถานที่นี้จริงๆ"
"หมายความว่ายังไง?" ปราบต์ถามเสียงต่ำ มือข้างที่ถือปืนกำแน่นขึ้นจนเกร็ง "เรากำลังติดอยู่ในเขาวงกตที่หาทางออกไม่ได้อย่างนั้นเหรอ"
"แย่กว่านั้นครับ" คณินก้าวเข้ามาประชิดตัวปราบต์มากขึ้น มือเรียวยาวเอื้อมไปแตะที่ข้อศอกของนายตำรวจหนุ่มเบาๆ เป็นเชิงห้ามไม่ให้ขยับสุ่ม
"ทางที่เราเดินมาเมื่อกี้... มันไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว"
ปราบต์หันขวับกลับไปมองด้านหลัง ทัศนียภาพเบื้องหลังพวกเขาไม่ได้ทอดยาวกลับไปยังบันไดทางลงที่เพิ่งเดินผ่านมาอีกแล้ว มีเพียงกำแพงศิลาแลงทึบตันสีดำสนิทตั้งตระหง่านปิดตาย ราวกับว่าผนังนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่แรกเริ่มประวัติศาสตร์ ความจริงทางกายภาพถูกฉีกกระชากและประกอบใหม่ด้วยพลังงานไสยเวทที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของสามัญสำนึก
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กระทบลงบนพื้นหินดัง *ติ๋ง... ติ๋ง...* เป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังชีวิตของพวกเขา
ในความมืดที่บีบอัดเข้ามา ปราบต์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เขายังคงเป็นนายตำรวจผู้ยึดมั่นในความจริง แม้ความจริงตรงหน้าจะไร้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์สิ้นดีก็ตาม เขามองเสี้ยวหน้าของคณินที่สะท้อนกับแสงไฟฉาย แววตาของหมอผีหนุ่มไม่ได้มีความหวาดกลัว เจืออยู่เพียงความท้าทายของนักล่าที่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่สมน้ำสมเนื้อ
"ไหนล่ะครับแผนการรอบคอบของคุณหมอ" ปราบต์เอ่ยเสียงเรียบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกับความเย็นเยียบของบรรยากาศรอบตัว "คนที่บอกว่าตัวเองคือนักล่า... ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นฝ่ายถูกล่าเสียเอง"
คณินหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความหยันในโชคชะตา ดวงตาคมกริบหันมาสบตากับนายตำรวจหนุ่มนิ่งสนิท ท่ามกลางความกดดันระดับวิกฤตที่คนทั่วไปคงสติแตกไปแล้ว
"สารวัตรครับ... การเป็นนักล่าที่แท้จริง ไม่ได้แปลว่าจะไม่ยอมเดินเข้าสู่หลุมพราง" คณินกระซิบช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ "แต่เพราะเราต้องการรู้ต่างหากว่า... ใครกันแน่คือคนที่ขุดหลุมรอเราอยู่ข้างล่างนี้"
ยังไม่ทันที่ปราบต์จะได้โต้แย้งคำพูดอันชวนฉงนนั้น เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดแว่วดังขึ้นมาจากเบื้องหน้า... เป็นจังหวะการเดินที่เชื่องช้า หนักแน่น และคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเสียงของใครบางคนที่กำลังเดินตรวจตราอาณาจักรของตนเอง
*ตึง... ตึง... ตึง...*
แสงไฟฉายของปราบต์กวาดพุ่งตรงไปยังจุดกำเนิดเสียงทันที และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงสุดปลายลำแสง ก็ทำให้ลมหายใจของทั้งนายตำรวจหนุ่มและหมอผีหนุ่มต้องสะดุดกึกพร้อมกัน
ร่างเงาตะคุ่มของมนุษย์คนหนึ่งยืนพิงเสาหินโบราณอยู่ตรงนั้น สวมเสื้อคลุมกันหนาวสีเข้มฮู้ดคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าครึ่งบน ทว่าสิ่งที่ทำให้ปราบต์รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดกลางกระดูกสันหลัง คือวัตถุที่บุคคลปริศนากำลังถืออยู่ในมือขวา...
มันคือวิทยุสื่อสารตำรวจรุ่นเก่าที่เพิ่งขาดการติดต่อกับหน่วยสนับสนุนข้างบนเมื่อสิบนาทีที่แล้ว และเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังลอดออกมาจากเครื่องมือสื่อสารนั้น ก็กำลังสะท้อนก้องไปทั่วอุโมงค์มืดมิด
*"ยินดีต้อนรับสู่ก้นบึ้งของความจริงครับ... สารวัตรปราบต์ และคุณคณิน"*
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในความมืดด้วยกันนะครับ
อาคมซ่อนกล: อย่าลองดีกับหมอผีปากร้าย•ตอนที่ 15
กับดักของนักล่า
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมซ่อนกล: อย่าลองดีกับหมอผีปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!