กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางในอากาศ ยิ่งตอกย้ำความจริงอันน่าสะอิดสะเอียนว่า คมมีดที่แนบอยู่บนต้นคอนั้นไม่ใช่ภาพหลอนจากความเหนื่อยอ่อน ปราบต์ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น สันหลังเกร็งตึงจนกล้ามเนื้อปูดโปน ภายใต้ความมืดสลัวของโกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา เสียงลมหายใจของคนด้านหลังเป่ารดต้นคอแผ่วเบา ราวกับปีศาจที่กำลังเลือกจุดฝังเขี้ยว
“คนเรามักตายเพราะความอยากรู้อยากเห็นเสมอ... หลานรัก”
เสียงนั้นกระซิบเยียบเย็น ไร้ซึ่งความลังเล ปราบต์หลับตาลงเสี้ยววินาที รวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับเข้าที่ นายตำรวจหนุ่มไม่เคยเชื่อเรื่องสายเลือดหรือเวทมนตร์คาถา สิ่งเดียวที่เขาเชื่อคือหลักฐานเชิงประจักษ์และการคำนวณฟิสิกส์ตรงหน้า
เขาทิ้งน้ำหนักตัวลงเล็กน้อย ศอกขวาตวัดกระแทกไปด้านหลังอย่างแม่นยำหวังกระแทกซี่โครงผู้บุกรุก แต่สิ่งที่ศอกกระทบกลับไม่ใช่เนื้อนุ่มของมนุษย์ หากแต่เป็นเสียงก้องทึบของไม้เนื้อแข็งที่หักสะบั้น!
ร่างด้านหลังสลายกลายเป็นควันสีเทาจางๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ลอยละลิ่วไปอยู่มุมเสา คณินที่ยืนกอดอกพิงลังสินค้าอยู่ไม่ไกล เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปากหยักยิ้มเยาะด้วยความระอาแกมทึ่ง
“เล่นกลง่ายๆ แบบนี้ สารวัตรยังจะหลงกลอยู่อีกหรือครับ หรือช่วงนี้งานในกรมตำรวจจะหนักจนสมองฝ่อไปหมดแล้ว” เสียงของคณินราบเรียบและคมกริบเหมือนใบมีดโกนอาบน้ำยาชา
ปราบต์หันขวับไปมองจุดที่เงาร่างนั้นหายไป ใบหน้าคมคายบึ้งตึง ดวงตาสีเข้มฉายแววหงุดหงิดที่ตกหลุมพรางทางจิตวิทยาของอีกฝ่าย “ถ้าคุณยังมีอารมณ์มาเล่นตลก คดีนี้เราคงไม่ต้องคุยกันต่อ หมอคณิน”
“ผมไม่ได้เล่นตลก แค่กำลังเตือนสติว่าคนที่พวกเรากำลังจะไปล่อซื้อในคืนนี้ ไม่ใช่เด็กอมมือที่จะมาหลอกล่อด้วยแบงก์ร้อยปลอมๆ” คณินเดินเข้ามาใกล้ แสงไฟจากหลอดนีออนกะพริบสลัวเหนือหัวสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของหมอผีหนุ่ม เผยให้เห็นแววตาที่ซ่อนเร้นความซับซ้อนบางอย่าง “วัตถุมงคลสายดำชิ้นนั้น... ‘ตะปูสังขวานรอาถรรพ์เจ็ดป่าช้า’ ที่คนระดับบอสใหญ่ต้องการ มันไม่ได้มีไว้แค่บูชา แต่มันใช้ ‘ตรึง’ วิญญาณ และถ้าเราพลาด... คนที่จะถูกตรึงไว้บนกระดาน ไม่ใช่พวกมัน แต่เป็นพวกเราสองคน”
ปราบต์จ้องหน้าคณินนิ่ง นัยน์ตาของนายตำรวจหนุ่มเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง “แผนล่อซื้อนี้คุณเป็นคนเสนอ แต่ผมเป็นคนรับความเสี่ยงทางกฎหมาย หากเกิดการปะทะขึ้นมาจริงๆ คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไอ้คนที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายค้ามนุษย์และวัตถุอาคมนี้ จะปรากฏตัวตามนัด?”
“เพราะความโลภไม่เคยเลือกชนชั้นครับสารวัตร” คณินหยิบซองบุหรี่ขึ้นมาเคาะเบาๆ หยิบมวนหนึ่งขึ้นคาบไว้โดยไม่ได้จุด “คนระดับ ‘เสี่ยอภิชาติ’ หรือใครก็ตามที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยให้สินค้ามูลค่าสิบล้านหลุดมือไปง่ายๆ ยิ่งเป็นของหายากอย่างตะปู่อาคมชุดนี้ เขายิ่งต้องมาดูด้วยตาตัวเอง เพื่อให้แน่ใจว่าเหยื่อในกำมือยังดิ้นไม่หลุด”
คณินพ่นควันสีขาวขุ่นขึ้นสู่เพดานโกดัง กลิ่นฉุนของยาสูบผสมกับกลิ่นอับชื้นของแม่น้ำทำให้บรรยากาศยิ่งน่าอึดอัด ปราบต์ขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะไม้เก่าๆ บนนั้นมีกระเป๋าเอกสารสีดำบรรจุเงินสดปลอมสำหรับล่อซื้อ และวัตถุเป้าหมายจำลองที่ถูกทำขึ้นมาอย่างแนบเนียน
“จำเงื่อนไขของเราให้ดี” ปราบต์เอ่ยเสียงต่ำ น้ำเสียงจริงจังจนไม่อาจปฏิเสธได้ “เมื่อมันปรากฏตัว ผมจะเข้าจับกุมตามหมายศาล ห้ามคุณใช้วิธีนอกรีตเด็ดขาด หมอคณิน... ผมไม่ต้องการศพ ผมต้องการพยานปากเอกที่จะลากคอคนบงการมาลงโทษตามกฎหมาย”
คณินหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบมองสบตานายตำรวจหนุ่มตรงๆ “กฎหมายของคุณทำงานบนกระดาษ สารวัตร... แต่โลกที่ผมอยู่ มันขับเคลื่อนด้วยพลังงานและความอาฆาตแค้น ถ้าไอ้สารเลวนั่นมันถือครองอาคมสายดำระดับที่สะกดจิตคนทั้งเมืองได้ หมายจับแผ่นเดียวของคุณจะเอาอะไรไปล็อกคอมัน?”
“ผมมีปืน และผมมีอำนาจรัฐ” ปราบต์กดเสียงต่ำลงอีกขั้น ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความดื้อรั้น
“ปืนหยุดมนุษย์ได้ครับ แต่หยุดวิญญาณไม่ได้” คณินก้าวเข้ามาประชิด จนปราบต์รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวของหมอผีหนุ่ม “แต่เอาเถอะ... เพื่อความยุติธรรมในแบบฉบับของคุณ ผมจะยอมเล่นตามเกมไปก่อน จนกว่าจะถึงวินาทีที่ความอดทนของผมหมดลง”
ทั้งสองเงียบไปชั่วขณะ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยแรงตึงเครียดที่มองไม่เห็น มันคือการปะทะกันของสองขั้วความคิด—ตำรวจผู้ยึดมั่นในกฎเกณฑ์อันแข็งกระด้าง กับหมอผีผู้ใช้สัญชาตญาณและไสยเวทเป็นเข็มทิศ ทั้งคู่เกลียดชังวิธีคิดของกันและกัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็รู้ดีว่าไม่มีทางสำเร็จภารกิจนี้ได้เลยหากขาดอีกฝ่าย
เสียงเครื่องยนต์รถกระบะแล่นเข้ามาจอดที่ลานกว้างด้านนอกโกดัง ตัดผ่านความเงียบงัดขึ้นมาทันที
แสงไฟหน้ารถสาดส่องผ่านกระจกบานเกล็ดที่แตกละเอียด ทอดเงายาวน่ากลัวลงบนพื้นปูนซีเมนต์ คณินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากหายไป เหลือเพียงใบหน้าที่นิ่งสนิทและดวงตาที่กวาดมองไปรอบทิศทางอย่างรวดเร็ว
“มาแล้วครับ... แขกที่ไม่ได้รับเชิญ” คณินกระซิบแผ่วเบา มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมสัมผัสกับยันต์กระดาษสาที่เตรียมไว้
ปราบต์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจ มือหนากำด้ามปืนพก Glock 19 ที่เหน็บอยู่ข้างเอวแน่น ดวงตาคมกริบล็อคเป้าหมายไปยังประตูโกดังที่กำลังถูกผลักเปิดออกช้าๆ เสียงบานพับขึ้นสนิมดังเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู
เงาร่างสูงใหญ่สามร่างก้าวเข้ามาในความมืด คนตรงกลางสวมเสื้อสูทราคาแพงแต่ยับยู่ยี่ ใบหน้าซูบผอมจนเห็นโหนกแก้ม ดวงตาคู่นั้นลึกลงไปในเบ้าและเต็มไปด้วยความกระหายบางอย่างที่น่าขนลุก
“เอาของมา...” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดของโกดังร้าง
ปราบต์ก้าวออกไปจากมุมมืด แสงไฟสลัวเผยให้เห็นใบหน้านิ่งขรึมของนายตำรวจหนุ่ม “กรมตำรวจต้องการคุยกับคุณเรื่องตะปูสังขวานรนั่น... เสี่ยอภิชาติ”
ชายร่างสูงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะแหบแห้งออกมาจนน่าสะพรึงกลัว “ตำรวจ? คิดว่าฉันโง่หรือไง... แกไม่ได้มาซื้อของ แต่แกมาตาย!”
พริบตาเดียว บรรยากาศในโกดังก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน อุณหติลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว คณินที่ยืนสังเกตการณ์อยู่มุมเสาเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานมืดมหาศาลที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของเสี่ยอภิชาติ—ไม่ใช่เพราะวิญญาณธรรมดา แต่เพราะอีกฝ่ายมี ‘บางสิ่ง’ ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง!
“ระวัง!” คณินตะโกนลั่น พร้อมกับสะบัดมือซัดยันต์อาคมออกไปกลางอากาศ
แต่ทุกอย่างสายเกินไป เมื่อเสื้อสูทราคาแพงของเสี่ยอภิชาติฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ เผยให้เห็นรอยสักหมึกดำรูปตะปูโบราณที่ฝังอยู่กลางแผ่นหลัง และดวงตาของมัน... กลายเป็นสีดำสนิทไร้แววตาของมนุษย์!
ปราบต์พุ่งตัวเข้าชาร์จตามสัญชาตญาณ แต่วินาทีที่มือของเขาคว้าเข้าที่ไหล่ของเป้าหมาย ร่างของเสี่ยอภิชาติกลับบิดเบี้ยวผิดรูปด้วยเสียงกระดูกลั่นกรอบ และเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยเสียงที่ซ้อนทับกันหลายเสียงจนก้องกังวานในหัวของทั้งคู่
“พวกแก... ตกลงมาในหลุมพรางของฉันตั้งแต่ก้าวแรกแล้ว”
อาคมซ่อนกล: อย่าลองดีกับหมอผีปากร้าย•ตอนที่ 14
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมซ่อนกล: อย่าลองดีกับหมอผีปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!