"อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากให้กระดูกสันหลังของคุณกลายเป็นที่ปักตะปู"
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง พร้อมกับกลิ่นอับชื้นของโคลนและคราบเลือดเก่าที่โชยปะทะนาสิก คณินไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขายังคงใช้ปลายนิ้วเขี่ยเศษขี้เถ้าและกระดูกชิ้นเล็กๆ ที่เพิ่งขุดพบในหลุมศพไร้ญาติแห่งนั้นด้วยท่าทีสุขุม รอยยิ้มเยาะหยันแต้มอยู่บนมุมปากอย่างจงใจ ขณะที่สารวัตรปราบต์ซึ่งยืนระวังหลังอยู่ห่างไปไม่ถึงสองก้าว ค่อยๆ ชักปืนพกออกจากซองอย่างเงียบเชียบที่สุด ดวงตาคมกริบของนายตำรวจหนุ่มกราดมองฝ่าหมอกทึบยามโพล้เพล้ที่เริ่มโรยตัวลงมาปกคลุมป่าดิบชื้นแห่งนี้
"คุณกำลังเล่นกับไฟ หมอคณิน" ปราบต์เอ่ยลอดไรฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดระคนระมัดระวัง "เราควรออกจากที่นี่ตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนแล้ว ข้อมูลที่คุณได้จากกองปราบฯ มันทำให้พวกมันรู้ตัวเร็วกว่าที่เราคิด และตอนนี้... เรากำลังถูกต้อน"
"สารวัตรครับ ความกลัวทำให้ประสาทสัมผัสของคุณทื่อลงนะ" คณินลุกขึ้นยืนช้าๆ ปัดเศษดินตามกางเกงขายาวอย่างไม่รีบร้อน ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงเมื่อกวาดมองไปรอบตัว ทัศนวิสัยตอนนี้แทบเป็นศูนย์ หมอกหนาทึบผสมกับไอฝนทำให้ผืนป่ารอบด้านกลายเป็นสีเทากลืนกันไปหมด "ถ้าพวกมันอยากฆ่าเราจริงๆ ป่านนี้คุณคงไม่ต้องมาบ่นผมอยู่ตรงนี้หรอกครับ สิ่งที่พวกมันต้องการไม่ใช่หัวของเรา... แต่เป็น 'สิ่งที่ผมถืออยู่' ต่างหาก"
หมอผีหนุ่มชูแผ่นไม้แกะสลักโบราณที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรังขึ้นมาเล็กน้อย มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงถึงหนอนกระสือในกองปราบปรามที่ปราบต์รับใช้ด้วยชีวิต
ปราบต์ขบกรามแน่น ความจริงข้อนั้นบาดลึกอยู่ในใจเขาตั้งแต่เมื่อคืน การที่หน่วยงานอันทรงเกียรติซึ่งเขาอุทิศตนให้ถูกแทรกซึมด้วยอำนาจมืดและไสยเวทมนต์ดำ มันคือความเจ็บปวดที่เหนือกว่าบาดแผลทางกายใดๆ แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ความโกรธเคืองไม่มีประโยชน์อันใด นอกจากการตั้งสติและเอาชีวิตรอดออกไปให้ได้
"ระวัง!" ปราบต์ตะโกนลั่นพร้อมกับพุ่งตัวเข้าชาร์จร่างของคณินจนล้มกลุกไปกับพื้นดินเฉอะแฉะ ในเสี้ยววินาทีนั้น ลูกด้ามไม้ไผ่เคลือบอาคมพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงปักลงบนต้นไม้ใหญ่ที่พวกเขายืนอยู่เมื่อครู่จนเนื้อไม้แตกละเอียด เกิดเสียงระเบิดเบาๆ พร้อมกับควันสีเขียวพวยพุ่งขึ้นมาทันที
ฉับพลัน ผืนป่ารอบด้านก็เปลี่ยนไป ราวกับโลกถูกดึงเข้าสู่มิติอื่น เสียงจิ้งหรีดเรไรรอบตัวเงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองและเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ดังมาจากทุกทิศทุกทาง รอบตัวพวกเขาถูกปิดล้อมด้วยม่านหมอกสีขาวขุ่นที่หนาแน่นจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายเท้าของตนเอง
"คาถาพรางตา... บنดาลหมอกม่านทมิฬ" คณินพึมพำเบาๆ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบกายอย่างรวดเร็ว สมองของเขาประมวลผลสถานการณ์ด้วยความเร็วสูง "พวกมันใช้ไม้ไผ่ลงอาคมสะกดวิญญาณป่ามาบดบังทัศนวิสัยเรา สารวัตร... อย่าเดินตามเสียง อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น เด็ดขาดครับ"
"แล้วเราจะออกจากที่นี่ได้ยังไงในเมื่อมองไม่เห็นหะอะไรเลยแบบนี้" ปราบต์กระชับปืนในมือแน่น นิ้วชี้แตะเซฟตี้พร้อมลั่นไกได้ตลอดเวลา แม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องไสยเวทงมงาย แต่ความกดดันและบรรยากาศรอบตัวที่บีบคั้นประสาทสัมผัส ก็ทำให้เขาต้องยอมรับกติกาของโลกอีกใบที่คณินเชี่ยวชาญ
"ใช้จมูก... และสัญชาตญาณสัตว์ป่าของคุณสิครับ สารวัตร" คณินยิ้มมุมปากแม้ในสถานการณ์คับขัน เขายื่นมือไปแตะแขนของปราบต์เบาๆ เพื่อส่งสัญญาณเตือน "กลิ่นสาปโคลนผสมกับน้ำมันพราย... มันอยู่ทางทิศแปดนาฬิกา ห่างไปไม่เกินสิบเมตร"
ปราบต์ไม่ลังเล เขาหันปากกระบอกปืนไปตามทิศทางที่คณินบอก แล้วเหนี่ยวไกยิงออกไปสามนัดซ้อนทันที!
*ปัง! ปัง! ปัง!*
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวสะท้อนไปทั่วผืนป่า ตามมาด้วยเสียงร้องคำรามต่ำๆ อย่างเจ็บปวดจากความมืดเบื้องหน้า ร่างเงาสะท้อนในหมอกร่างหนึ่งเซถลนออกมา หน้ากากไม้ไผ่ที่สวมปิดบังใบหน้าหลุดร่วงลงพื้น เผยให้เห็นใบหน้าที่เน่าเปื่อยครึ่งซีกและดวงตาเบิกโพลงไร้แววชีวิต แต่น่าแปลกที่ไม่มีเลือดหยดออกมาจากบาดแผลกระสุนปืนแม้แต่หยดเดียว มีเพียงกลุ่มควันสีดำพวยพพุ่งออกมาจากรูกระสุนแทน
"ภูตผีรับใช้... ถูกควบคุมด้วยอาคมขั้นสูง" คณินขมวดคิ้วมุ่น ก้าวเข้าไปใกล้ศพนั้นอย่างไม่กลัวเกรง เขาย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะที่หน้าผากของศพ ปากพร่ำท่องคาถาบทสั้นๆ เพื่อสะกดพลังงานด้านลบที่ยังหลงเหลือ "พวกมันไม่ใช่คนเป็น... แต่เป็นศพที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยวิชาสายดำของคนในกรม"
"คนในกรม... หมายความว่ายังไง" ปราบต์ถามเสียงเครียด สายตายังคงระแวดระวังเงาดำนับสิบที่เริ่มเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ในสายหมอก
"ก็หมายความว่า... คนที่บงการเรื่องนี้รู้ทุกย่างก้าวของคุณไงครับ" คณินเงยหน้าขึ้นสบตากรุ้มกริ่มแต่จริงจัง แววตาของหมอผีหนุ่มฉายแววท้าทาย "ไม่แน่ว่า... ตอนนี้พวกมันอาจจะกำลังยืนมองเราผ่านกล้องวงจรปิด หรืออาจจะกำลังนั่งจิบกาแฟรอฟังรายงานความตายของเราจากที่ไหนสักแห่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้"
ยังไม่ทันที่ปราบต์จะได้โต้แย้งสิ่งใด เสียงปรบมือแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า... *แปะ... แปะ... แปะ...*
ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ค่อยๆ จางลง ร่างของใครบางคนก้าวออกมาจากเงาไม้ คนผู้นั้นสวมชุดสูทสากลเนี้ยบกริบตัดกับบรรยากาศป่าดงดิบอย่างสิ้นเชิง ในมือถือร่มสีดำสนิท ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพ ทว่าแววตากลับเย็นชาไร้ความรู้สึก และที่น่าตกใจที่สุดคือ เขามีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองปราบปรามห้อยอยู่ที่คออย่างเปิดเผย
"เก่งมาก... ทั้งนายตำรวจผู้ผดุงความยุติธรรม และหมอผีปากจัดนอกคอก" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น พร้อมกับยกมือขึ้นถอดหน้ากากไม้ไผ่ที่ลูกน้องคนสนิทถือมาส่งให้อีกที "ไม่เสียแรงที่ผมรอดูผลงานของพวกคุณมานาน... สารวัตรปราบต์ คุณคิดจริงๆ หรือว่าคุณหนีพ้นเงื้อมมือของระบบนี้?"
ปราบต์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก เมื่อเห็นชัดเจนว่าชายผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าคือใคร... คนที่ควรจะอยู่ที่โต๊ะทำงานในกองปราบปรามในเวลานี้!
"ผู้กำกับธงชัย..." ปราบต์เค้นชื่อนั้นออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก
คณินหรี่ตามองผู้มาใหม่ รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ก่อนจะกระซิบเบาๆ ข้างหูของปราบต์ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ทำเอาคนฟังขนลุกซู่
"เห็นไหมครับสารวัตร... ผมบอกแล้วว่าศัตรูไม่ได้อยู่ในป่า แต่มันนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังราคาแพงต่างหากล่ะครับ"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
อาคมซ่อนกล: อย่าลองดีกับหมอผีปากร้าย•ตอนที่ 11
การซุ่มโจมตีในหมอกหนา
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมซ่อนกล: อย่าลองดีกับหมอผีปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!