ความเงียบงันในห้องประชุมกว้างระฟ้าของตระกูลใหญ่ราวกับถูกแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว ทุกสายตาที่เคยทอดมองมาด้วยความดูแคลน เหยียดหยาม และรอคอยการล่มจมของชายหนุ่มตรงหน้า บัดนี้ต่างเบิกกว้างจนแทบถลونออกจากเบ้า เสียงลมหายใจของบรรดาเจ้าหนี้และญาติผู้พี่ที่เคยจ้องจะฮุบกิจการสะดุดกึก ราวกับสมองของพวกเขาหยุดทำงานไปชั่วขณะเมื่อได้ยินตัวเลขหนึ่งร้อยล้านบาทลอยละลิ่วออกมาจากริมฝีปากของฉัน
"นะ... นี่เธอบ้าไปแล้วหรือไง ยัยเมลดา!"
เสียงแหลมสูงของประธานกรรมการอาวุโสสั่นระริก ปลายนิ้วที่ชี้มาทางฉันสั่นเทาด้วยความตกตะลึงและโกรธเกรี้ยวระคนกัน เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อมองเอกสารสิทธิ์การถือครองตึกระฟ้าสามหลังติดกันบนถนนสายธุรกิจหลักที่เพิ่งถูกโอนกรรมสิทธิ์มาสดๆ ร้อนๆ บนหน้าจอแท็บเล็ตหรู
ฉันยกยมุมปากขึ้นเล็กน้อย ส่งยิ้มหวานหยดที่แฝงไปด้วยพิษสงแบบฉบับของ "ชาเขียวแก้วร้าย" ให้กับพวกเศษสวะที่ทำหน้าเหมือนคนกินยาขม
"บ้าเหรอคะ? เปล่าเลยค่ะคุณอา... ฉันแค่กำลังใช้เงินซื้อความสุขเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการกวาดซื้อเศษกระดาษที่พวกท่านใช้ข่มเหงสามีของฉันต่างหากล่ะคะ"
คำว่า "สามีของฉัน" หลุดออกมาจากปากฉันอย่างราบเรียบ แต่มันกลับทรงพลังราวนაค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางใจของกรณ์ ชายหนุ่มร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเข้มที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ข้างกาย เขาหันขวับมามองฉัน ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววความเหนื่อยล้าและโดดเดี่ยวมาตลอด บัดนี้มีความไหวระริกฉายชัดอยู่ในนั้น เป็นประกายความสับสน ปนเปไปกับความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด
กรณ์เม้มริมฝีปากแน่นสันกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่น เขารู้ดีกว่าใครว่าหนี้ก้อนโตจำนวนห้าสิบ миллион ที่บริษัทของเขากำลังเผชิญอยู่นั้นมันหนักหนาแค่ไหน มันคือหยาดเหงื่อ แรงกาย และความกดดันที่เขาต้องแบกรับไว้คนเดียวหลังจากถูกครอบครัวฝ่ายนี้หักหลังอย่างเลือดเย็น แต่ในพริบตาเดียว... ผู้หญิงคนที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงคุณหนูเอาแต่ใจและเหินห่าง กลับก้าวเข้ามาพลิกกระดานทั้งหมดด้วยเงินสดและอำนาจที่เหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จ
"เมล..." เสียงทุ้มต่ำของกรณ์เอמהขึ้นแผ่วเบา ระคนความกังวลและความไม่เข้าใจ "เธอทำแบบนี้ทำไม... หหนี้พวกนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องมาแบกรับนะ"
ฉันหันไปสบตาเขา แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลงโดยอัตโนมัติเมื่อปะทะกับความห่วงใยที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้นของเขา มือเรียวบางยกขึ้นจัดปกเสื้อสูทให้ชายหนุ่มอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วทำให้กรณ์สะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถอยหนี
"ไม่ใช่เรื่องของฉันได้ยังไงล่ะคะคุณกรณ์..." ฉันกระซิบตอบเสียงนุ่ม ทว่าชัดเจนพอให้ทุกคนในห้องได้ยิน "ในเมื่อคุณเป็นสามีของฉัน หนี้ของคุณก็คือหนี้ของฉัน... และอะไรที่เป็นของฉัน ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องทั้งนั้นค่ะ"
เสียงฮือฮาด้วยความไม่พอใจดังขึ้นจากกลุ่มญาติผู้พี่ที่เสียผลประโยชน์ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากแทรกสักคน เมื่อหน้าจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ด้านหน้าห้องจู่ๆ ก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากระบบธนาคารกลางที่แสดงยอดเงินสดหมุนเวียนในบัญชีส่วนตัวของฉัน ซึ่งตัวเลขศูนย์ยาวเหยียดนับไม่ถ้วนทำให้คนที่คิดจะอ้าปากเถียงถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองทันที
ระบบเปย์เงินล้านทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เสียงแจ้งเตือนความสำเร็จดังขึ้นในโสดประสาทของฉัน *[ติ๊ง! ภารกิจกู้หน้าและปลดหนี้ให้สามีสำเร็จลุลักษณ: รับรางวัลโบนัสพิเศษ มูลค่า 500 ล้านบาท และสิทธิ์ในการถือครองหุ้น 49% ของตระกูลศัตรูทันที!]*
รอยยิ้มพึงพอใจผุดขึ้นบนใบหน้าของฉัน มันช่างเป็นความรู้สึกที่สะใจเสียยิ่งกว่าการได้ตบหน้าพวกอวดดีด้วยเงินสดเป็นปึกๆ เสียอีก ฉันกวาดสายตามองบรรดาคนที่เคยเหยียดหยามเราด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ก่อนจะดึงสัญญาฉบับหนึ่งออกจากกระเป๋าเอกสารหนังราคาแพง วางลงตรงหน้ากรณ์อย่างแผ่วเบา
"นี่คืออะไร...?" กรณ์ก้มมองกระดาษแผ่นนั้น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"สัญญาใจ... ที่จะทำให้คุณรู้ว่า นับจากวินาทีนี้ไป คุณไม่ได้ตัวคนเดียวอีกแล้วค่ะ" ฉันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาส่อแววเจ้าเล่ห์แกมหยอกล้อ "อ่านดูสิคะ หรือไม่อยากเซ็นสัญญาร่วมชีวิตกับเศรษฐินีคนนี้แล้วล่ะคะคุณกรณ์?"
กรณ์ก้มลงอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ข้อความสั้นๆ แต่หนักแน่นและทรงพลัง มันไม่ใช่สัญญาทางธุรกิจที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่มันคือสัญญาใจที่ระบุว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน ทั้งเขาและฉันจะก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปพร้อมกัน โดยมีทรัพย์สินและอาณาจักรเงินล้านของฉันคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างไม่มีเงื่อนไข
หัวใจที่เคยด้านชาและเหนื่อยล้ามาแรมปีของกรณ์กระตุกวูบอย่างแรง ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วทรวงอก ความดื้อรั้นและความหยิ่งทะนงที่เคยมีถูกทลายลงจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกตื้นตันที่จุกแน่นอยู่ในลำคอ มือหนาเอื้อมไปหยิบปากกาบนโต๊ะด้วยความสั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะจรดปลายปากกาลงบนกระดาษอย่างมั่นคง
แต่ก่อนที่ปลายปากกาจะแตะลงบนเส้นบรรทัดสุดท้าย เสียงปรบมือช้าๆ และกังวานก็ดังขึ้นจากมุมมืดบริเวณประตูทางเข้าห้องประชุม ทำให้ทุกคนต้องหันขวับไปมองเป็นตาเดียว
ร่างสูงโปรดของชายปริศนาในชุดสูทสั่งตัดพิเศษก้าวออกมาจากเงาสลัว ใบหน้าหล่อเหลาคมคายประดับด้วยรอยยิ้มเยдяเยาะที่ส่งตรงมายังฉัน ดวงตาคู่คมกวาดมองเอกสารบนโต๊ะก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ
"น่าประทับใจจริงๆ ครับคุณเมลดา... เปย์เงินร้อยล้านเพื่อซื้อผู้ชายที่ไร้ค่าคนหนึ่งเนี่ยนะ คุณคงรวยจนล้นฟ้าจริงๆ สินะครับ" เสียงทุ้มนั้นเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน "แต่คุณอาจจะลืมไป... ว่ายังมี 'หนี้ก้อนโตที่สุด' อีกก้อนหนึ่ง ที่ต่อให้คุณมีเงินอีกพันล้าน ก็ไม่มีทางเคลียร์มันได้หมด... เพราะเจ้าหนี้คนนั้นไม่ใช่คนธรรมดาอย่างพวกเรา... แต่เขาคือ..."
ชายคนนั้นเว้นจังหวะไว้ชั่วครู่ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยชื่อบุคคลที่ทำให้สีหน้าของกรณ์เปลี่ยนสีไปในพริบตาเดียว
"ท่านประธานใหญ่แห่งกลุ่มการเงินระดับโลก... พ่อเลี้ยงธนภัทร ที่กำลังเดินทางมาถึงหน้าประตูตึกนี้แล้วล่ะครับ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมเปย์ความสะใจไปกับ "ชาเขียวแก้วร้าย" นะคะ!
คุณหนูตระกูลดังกับระบบทุ่มเงินล้านกู้หน้า•ตอนที่ 9
ยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่ลังเล
ผลงานโดย ชาเขียวแก้วร้าย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาเขียวแก้วร้าย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูตระกูลดังกับระบบทุ่มเงินล้านกู้หน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!