"เธอคิดว่าคนอย่างฉันจะปล่อยให้มดปลวกเดินเพ่นพ่านอยู่ในคฤหาสน์นี้ได้นานขนาดไหนกัน มินตรา"
เสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งที่กรีดผ่านผิวหนังดังขึ้นจากมุมมืดของห้องทำงาน คุณหลวงอรรถไม่ได้หันมามองหญิงสาวที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง เขาเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามขอบกรอบรูปบรรพบุรุษที่แขวนอยู่บนผนังไม้สักเก่าแก่ กลิ่นกำยานจางๆ ที่อบอวลอยู่ในอากาศยามนี้ช่างดูเหมือนกลิ่นไอของความตายที่ใกล้เข้ามาทุกที
มินตรากำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ เธอสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาที่พยายามสะกดไว้ แต่ใบหน้าของเธอยังคงเชิดขึ้นอย่างถือดี แม้จะรู้ดีว่าในเวลานี้ เธอไม่ต่างอะไรกับนกที่ถูกเด็ดปีกและขังไว้ในกรงทองที่แสนอึดอัด
"ฉันไม่ได้ทำเพื่อทำลายใครค่ะคุณหลวง ฉันแค่ทำในสิ่งที่ควรจะได้รับความยุติธรรม" เธอโต้ตอบ เสียงของเธอแหบพร่าแต่หนักแน่นในความรู้สึก
คุณหลวงอรรถหมุนเก้าอี้กลับมา ใบหน้าที่เคยดูนิ่งสงบดุจผืนน้ำยามไร้ลม บัดนี้กลับฉายแววอำมหิตที่ซ่อนอยู่ภายใต้แว่นตากรอบทอง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินช้าๆ เข้าหาหญิงสาวราวกับนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม ทุกจังหวะฝีเท้าของเขาสร้างแรงกดดันจนมินตราต้องถอยหลังไปชนกับบานประตูที่ถูกลงกลอนแน่นหนาจากด้านนอก
"ความยุติธรรมงั้นหรือ?" เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นดูแคลนอย่างเปิดเผย "ธามมันเป่าหูอะไรเธอไปบ้างล่ะ? มันบอกหรือเปล่าว่าตระกูลของมันพังพินาศเพราะความโง่เขลาของตัวเอง ไม่ใช่เพราะความผิดของตระกูลอรรถนรินทร์"
"คุณโกหก! ฉันเห็นบันทึกนั่น... ฉันเห็นรอยจารึกที่เปลี่ยนชีวิตของครอบครัวเขาไปตลอดกาล!" มินตราสวนกลับทันควัน ดวงตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่สั่งสมมานาน
"รอยจารึกที่เธอว่า... มันก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่พวกคนขี้แพ้สร้างขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมความล้มเหลวของตัวเอง" คุณหลวงหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบทำให้มินตราสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายเขา เขายื่นมือมาเชยคางเธอขึ้นให้สบตากับดวงตาที่ไร้ซึ่งความเมตตา "แต่น่าเสียดายนะมินตรา... ที่เธอเลือกจะกระโดดลงไปในกองเพลิงนั้นพร้อมกับมัน"
เขาสะบัดมือทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปสู่สวนด้านนอกที่ตอนนี้มืดมิดไร้แสงไฟ "นับจากวินาทีนี้ไป เธอไม่ได้อยู่ในฐานะคนของตระกูลนี้อีกต่อไป เธอคือ 'ของที่ต้องจัดการ' และตราบใดที่ธามยังหาทางเข้ามาที่นี่ไม่ได้ เธอจะอยู่ที่นี่... ในกรงขังที่ฉันสร้างขึ้นนี้ จนกว่าความอดทนของฉันจะหมดลง"
มินตราไม่ได้ตอบโต้ เธอทราบดีว่าการโต้เถียงกับคนอย่างคุณหลวงอรรถในเวลานี้มีแต่จะทำให้เธอสูญเสียโอกาสในการหาทางออก เธอทำได้เพียงเฝ้ามองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยคำถาม... คำถามที่ว่า เหตุใดความมั่งคั่งและชื่อเสียงถึงได้ทำให้มนุษย์คนหนึ่งกลายเป็นปีศาจได้ถึงเพียงนี้
เงาของเขาทอดยาวลงบนพื้นไม้กระดาน ราวกับกรงขังที่ไร้ลูกกรง หากแต่แน่นหนายิ่งกว่าคุกตารางใดในโลก
หลายชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ความเงียบงันในห้องทำงานถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นหน้าประตู มินตราที่นั่งซบหน้าอยู่กับโต๊ะไม้ตัวหนาเงยหน้าขึ้นอย่างมีความหวัง เธอคิดว่าเป็นคนใช้ที่นำอาหารมาให้ หรืออาจจะเป็นใครสักคนที่พอจะช่วยเหลือเธอได้
*กริ๊ก...*
เสียงกลอนประตูถูกเปิดออก แต่คนที่ก้าวเข้ามากลับไม่ใช่คนใช้ตามที่เธอคาดไว้ หากแต่เป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่สวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าของเขาถูกปิดบังด้วยผ้าคลุมสีมืดมิด ทว่าแววตาคู่คมคู่นั้น... แววตาที่เธอคุ้นเคยดีที่สุดในยามยากลำบาก
"ธาม..." เธออุทานออกมาได้เพียงแผ่วเบา ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความดีใจระคนหวาดหวั่น
ธามก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้พูดอะไร แต่รีบดึงตัวเธอเข้าไปในอ้อมกอดแน่นหนาเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่คือความจริง ไม่ใช่ภาพลวงตาจากความเหนื่อยล้า
"ผมมารับคุณแล้ว มินตรา" เสียงของเขากระซิบข้างหู แต่มันกลับแฝงไปด้วยความรุนแรงบางอย่าง "แต่เราคงออกไปจากที่นี่ไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่คิด"
มินตราผละออกมามองเขาด้วยความฉงน "หมายความว่าอย่างไร? คุณมีแผนที่จะพาเราออกไปไม่ใช่หรือ?"
ธามส่ายหน้าช้าๆ สายตาของเขาจ้องมองไปที่โต๊ะทำงานของคุณหลวงอรรถที่บัดนี้เปิดลิ้นชักทิ้งไว้ เผยให้เห็นเอกสารกองหนึ่งที่เขากำลังควานหาด้วยความรีบร้อน "นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณหลวงอรรถกังวลที่สุดมินตรา... เขาไม่ได้ขังคุณไว้ที่นี่เพราะแค่เรื่องความร่วมมือของเรา"
เขายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เธอ มินตราชะงักไปทันทีเมื่อเห็นลายเซ็นในเอกสารนั้น... ลายเซ็นที่เป็นของเธอเอง ในวันที่เธอตัดสินใจขายวิญญาณเพื่อเข้าทำงานที่นี่
"นี่มัน... สัญญาที่ฉันทำไว้กับเขา?" มินตราตัวเย็นเฉียบ มือสั่นระริกขณะอ่านข้อความที่ปรากฏอยู่เบื้องล่าง "ถ้าฉันออกไปจากที่นี่... ทั้งคุณและครอบครัวของฉันจะได้รับอันตรายถึงชีวิต?"
ธามกัดฟันแน่น เขาดึงเธอให้หลบไปที่หลังตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่งเดินใกล้เข้ามาที่หน้าห้อง "ไม่ใช่แค่นั้นมินตรา... เขาไม่ได้แค่ต้องการกักขังคุณ แต่เขากำลังใช้คุณเป็นเหยื่อล่อให้ผมเข้ามาติดกับดักที่เขาขุดไว้ตั้งแต่วันที่ผมเริ่มสืบเรื่องนี้"
เสียงไขกุญแจดังขึ้นจากด้านนอกพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะที่คุ้นหูของคุณหลวงอรรถ ธามขยับปืนในเสื้อคลุมของเขาออกมา มืออีกข้างคว้าข้อมือมินตราไว้แน่น
"เตรียมตัวให้ดีนะมินตรา... เพราะสิ่งที่เรากำลังจะเจอหลังจากประตูบานนี้เปิดออก อาจจะทำให้เราทั้งคู่ไม่มีวันได้เดินออกจากคฤหาสน์หลังนี้ไปได้อีกเลย"
ประตูค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นแสงไฟสว่างจ้าที่สาดส่องเข้ามาจากทางเดิน พร้อมกับร่างของชายชุดดำนับสิบคนที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้า โดยมีคุณหลวงอรรถยืนกอดอกยิ้มกริ่มอยู่ที่จุดสูงสุดของบันได
และท่ามกลางความตึงเครียดนั้น บุคคลที่เดินตามหลังคุณหลวงอรรถออกมากลับทำให้ธามต้องชะงักกึกจนแทบลืมหายใจ... เพราะคนผู้นั้นคือคนที่เขาเชื่อมาตลอดว่า 'ตายไปแล้ว' เมื่อสิบปีก่อน!
ด้วยความปรารถนาดีจากใจ... ฟีนิกซ์สีทองครับ
ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 15
ในกรงขังแห่งความแค้น
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!