เปลวไฟสีส้มหม่นเลียกลืนขอบกระดาษสาโบราณอย่างเชื่องช้า กลิ่นกำมะถันฉุนกึกจากก้านไม้ขีดไฟที่เพิ่งมอดดับยังลอยอวลอยู่ในความเงียบงัน มินตราไม่ได้กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียวขณะจ้องมองตราประทับขี้ผึ้งสีชาดรูปอินทรีสยายปีก—สัญลักษณ์แห่งอำนาจอันไร้ขอบเขตของคุณหลวงอรรถ—กำลังละลายตัวหยดย้อยลงบนถาดทองเหลือง กลายเป็นเพียงก้อนไขเหนียวหนืดไร้ราคา
“แน่ใจแล้วหรือครับว่าไม่อยากเก็บมันไว้เป็นหลักฐานคุ้มครองตัวเอง”
เสียงทุ้มต่ำของธามดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาลดกล้องฟิล์มคู่ใจในมือลง นิ้วชี้ยังคงพาดค้างอยู่เหนือปุ่มชัตเตอร์ แววตาของช่างภาพหนุ่มจับจ้องเสี้ยวหน้าด้านข้างของหญิงสาวอย่างสุขุม ทว่าลึกๆ ในแววตานั้นกลับซ่อนรอยริ้วแห่งความเข้าอกเข้าใจ การสูญเสียครอบครัวในอดีตสอนให้เขารู้จักกลิ่นของความเจ็บปวดดีกว่าใคร และกลิ่นที่ฟุ้งกระจายอยู่ในห้องไม้กระดานกว้างแห่งนี้ ไม่ใช่กลิ่นของชัยชนะอันหอมหวาน หากแต่เป็นกลิ่นคาวเลือดที่เคลือบแฝงมากับสิ่งที่เรียกขานว่า ‘อิสรภาพ’
มินตราใช้นิ้วชี้แตะปลายคีมโลหะ พลิกเศษกระดาษที่เหลือให้เปลวไฟกลืนกินจนหมดสิ้น “ถ้าฉันยังต้องถือกระดาษแผ่นนี้ไว้เพื่อต่อรองลมหายใจ นั่นแปลว่าฉันยังไม่ได้ก้าวขาออกจากคฤหาสน์หลังนั้นเลยสักก้าวเดียว... ธาม”
เธอหันกลับมาสบตาเขา ริมฝีปากที่เคยวาดรอยยิ้มประดิษฐ์เพื่อรับมือกับเล่ห์เหลี่ยมของผู้นำตระกูล บัดนี้ซีดเซียวและแห้งผาก แต่ดวงตากลับกระจ่างใสราวกับผิวน้ำที่ผ่านพ้นมรสุมใต้โคลนตม
บ้านไม้สองชั้นริมชายคลองรอยต่อสมุทรสงครามแห่งนี้ คือที่ที่เธอเลือกเอง ไม่ใช่เซฟเฮาส์ติดกระจกกันกระสุนที่ธามเสนอ ไม่ใช่คอนโดมิเนียมหรูหราริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไม่มีใครหาเจอ แต่เป็นบ้านไม้เก่าคร่ำคร่าที่มีเพียงเสียงพายเรือกระทบน้ำและกลิ่นโคลนเลน เป็นสถานที่ซึ่งไม่มีเงาของตระกูลอัครเดช และปราศจากรอยจารึกแห่งความโลภที่บิดเบี้ยว
ธามเดินเข้าไปใกล้ วางกล้องลงบนโต๊ะไม้สักขัดหยาบๆ ฝ่ามือหนาที่คุ้นชินกับการจับอุปกรณ์หนักยกขึ้นคล้ายจะเอื้อมไปแตะไหล่บางที่กำลังสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าเขากลับชะงักมือไว้ รักษาระยะห่างที่ให้เกียรติและปลอดภัยสำหรับเธอ
“คุณหลวงอรรถไม่ใช่คนที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ รอยจารึกทองคำแผ่นนั้นที่คุณเปิดโปงต่อสาธารณชน อาจจะตัดแขนตัดขาธุรกิจสีเทาของเขาได้ แต่มันไม่ได้ถอนรากถอนโคนพิษในใจเขา” ธามเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “การที่คุณตัดขาดจากตระกูล ออกมาอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้ มันเท่ากับคุณเปลื้องเกราะป้องกันทั้งหมดทิ้ง”
“เกราะที่ทำจากโซ่ตรวน ฉันไม่นับว่ามันเป็นเกราะหรอกค่ะ” มินตราหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งราวกับใบไม้กรอบ “ตลอดเวลายี่สิบห้าปี ฉันตื่นมาพร้อมกับหน้าที่ที่ต้องจำนน ยอมเป็นเบี้ย เป็นสายสืบ เป็นหมากที่คอยจัดแจงเอกสารฟอกความผิดให้ตระกูล คุณรู้ไหมธาม... ทุกครั้งที่ฉันต้องประทับตราปลอมแปลงบนรอยจารึก ฉันรู้สึกเหมือนกำลังตอกตะปูปิดฝาโลงศพของวิญญาณตัวเอง”
หญิงสาวก้าวเดินช้าๆ ไปยังหน้าต่างบานเฟี้ยมที่เปิดกว้าง ลมกร่อยเจือกลิ่นใบจากพัดเข้ามาปะทะดวงหน้าจนเส้นผมระเกะระกะ เธอไม่ได้แต่งหน้า ไม่มีเครื่องเพชรล้ำค่าที่คอ ไม่มีเสื้อผ้าไหมราคาเหยียบแสน มีเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวตัวโคร่งกับกางเกงผ้าลินินเรียบง่าย
“นี่คือครั้งแรกในชีวิต... ที่ฉันได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองชัดเจนขนาดนี้” เธอพึมพัม แววตามองออกไปเบื้องหน้ายังคุ้งน้ำที่สะท้อนระลอกคลื่นสีเงินยวง “ราคาของมันอาจจะแพงลิบลิ่ว ฉันต้องแลกด้วยการไร้ตัวตน ไร้ครอบครัว กลายเป็นคนทรยศในสายตาวงศ์ตระกูล... แต่มันคุ้มค่า”
ธามมองแผ่นหลังที่บอบบางทว่าตั้งตรงอย่างเด็ดเดี่ยว เขายกกล้องขึ้นมาอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ นิ้วกดชัตเตอร์อย่างแผ่วเบา—*แชะ*
เสียงกลไกสะท้อนก้องในห้อง มินตราไม่ได้หันมาต่อว่า เธอเพียงแต่หลับตาลงรับสัมผัสของภาพจำที่กำลังถูกบันทึก
“ภาพนี้... ผมจะไม่ล้างส่งสำนักข่าวไหนทั้งนั้น” ธามกล่าว นัยน์ตาสีสนิมของเขาวาววับด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบาย “มันจะเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่ยืนยันว่า คุณมินตราคนเดิมได้ตายไปแล้วจากโลกของความมืดมน เหลือเพียงมินตราที่เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง”
มินตราหันกลับมายิ้มให้เขา รอยยิ้มแรกที่ธามเห็นว่ามันเดินทางขึ้นไปถึงดวงตาของเธอจริงๆ นับตั้งแต่วันแรกที่ทั้งสองต้องจับมือกันกระโจนลงสู่สมรภูมิเปิดโปงความลับของคฤหาสน์โบราณ
“ขอบคุณนะคะธาม... สำหรับทุกอย่าง สำหรับการไม่ปล่อยมือฉันกลางคัน ทั้งที่คุณเองก็มีบาดแผลในอดีตที่หนักหนาไม่แพ้กัน”
“ผมเพียงแต่ทำในสิ่งที่ช่างภาพที่ดีควรทำครับ” ธามตอบพลางเก็บฝาครอบเลนส์ “บันทึกความจริง และไม่ยอมให้ความอยุติธรรมถูกกลบฝังด้วยกาลเวลา อีกอย่าง... บาดแผลของผม มันได้รับการเยียวยาไปมากแล้ว ตั้งแต่วันที่เราลากหลักฐานชิ้นนั้นออกมาสู่แสงสว่าง”
ทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน ท่ามกลางบรรยากาศที่คลี่คลายลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ความตึงเครียดที่เคยกดทับบ่าค่อยๆ สลายตัวไป ความเงียบระหว่างเขากับเธอไม่ใช่ความอึดอัดอีกต่อไป หากแต่เป็นความสงบอันอบอุ่นที่คนสองคนซึ่งผ่านความเป็นความตายมาร่วมกันเท่านั้นจะเข้าใจ
มินตราเดินกลับมาที่โต๊ะ จัดการเก็บกวาดเศษขี้เถ้าสีดำทิ้งลงถังขยะใบเล็ก เธอหยิบกล่องไม้โบราณที่นำติดตัวมาจากห้องนิรภัยของคฤหาสน์ขึ้นมา กล่องใบนี้คือสิ่งเดียวที่เธอขอแลกมากับการยอมส่งมอบเอกสารลับทางบัญชีให้แก่เจ้าหน้าที่ มันคือกล่องเก็บของดูต่างหน้าของแม่ผู้ล่วงลับ ซึ่งถูกคุณหลวงอรรถยึดไว้เป็นตัวประกันต่อรองความภักดีของเธอมาโดยตลอด
“ฉันคิดว่าจะเปิดมันคืนนี้” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย นิ้วมือลูบไล้ไปตามลวดลายจำหลักบนฝากล่อง “ยี่สิบปีที่ฉันไม่เคยรู้เลยว่าข้างในมีอะไร แม่ทิ้งอะไรไว้ให้ฉันก่อนจะจากไป”
“ต้องการให้ผมอยู่เป็นเพื่อนไหมครับ” ธามถามอย่างสุภาพและพร้อมจะถอยฉากหากเธอต้องการความเป็นส่วนตัว
“อยู่เถอะค่ะ” มินตราเงยหน้าขึ้น “คุณเป็นคนเดียวที่สมควรได้เห็นว่า การเดินทางที่แลกมาด้วยทุกสิ่งทุกอย่างของเรา มันจบลงตรงไหน”
หญิงสาวหยิบกุญแจทองเหลืองดอกเล็กที่ซ่อนไว้ใต้ปกเสื้อออกมา เสียบมันลงในรูกุญแจโบราณ เสียงกลไกภายในลั่น *กริ๊ก* อย่างนุ่มนวล ราวกับเสียงของพันธนาการเส้นสุดท้ายที่ขาดสะบั้น
ฝากล่องไม้ค่อยๆ ถูกแง้มเปิดออก
แต่แล้ว... รอยยิ้มแห่งความโล่งใจบนใบหน้าของมินตราก็พลันแข็งค้าง หยาดความอบอุ่นในดวงตาเหือดหายไปในพริบตา เมื่อสิ่งที่นอนสงบนิ่งอยู่ภายในกำมะหยี่สีเลือดนก ไม่ใช่สมุดบันทึก ไม่ใช่จดหมายลายมือของแม่ และไม่ใช่เครื่องประดับโบราณตามที่เธอเข้าใจมาตลอดชีวิต
มันคือฟิล์มกระจกถ่ายภาพขาวดำสภาพสมบูรณ์แผ่นหนึ่ง... ข้างกันนั้นคือเข็มกลัดเนคไทเงินแท้สลักอักษรย่อ ‘ธ.ว.’ ซึ่งธามจำมันได้ในเสี้ยววินาที—มันคือเข็มกลัดของพ่อเขาที่หายสาบสูญไปพร้อมกับอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสิบห้าปีก่อน!
ยังไม่ทันที่ธามจะได้ก้าวเข้าไปดูให้ชัดเจน ลมกระโชกแรงจากภายนอกก็พัดกระแทกบานหน้าต่างไม้จนปิดลงเสียงดัง *ปัง!* พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนบันไดไม้นอกชานบ้านอย่างเชื่องช้า หนักแน่น และแฝงความอำมหิตที่คุ้นเคยเป็นที่สุด
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างมีจังหวะจะโคน ก่อนที่สุรเสียงอันเยียบเย็นไร้ความปรานีของคุณหลวงอรรถจะดังลอดผ่านร่องไม้เข้ามา
“เจ้าคิดจริงๆ หรือ มินตรา... ว่านกที่เกิดในกรงของข้า จะบินหนีไปได้ด้วยปีกที่ข้าเป็นคนสยายให้เอง?”
***
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านจากใจจริงที่ร่วมติดตามและเอาใจช่วยตัวละครมาจนถึงโค้งสุดท้ายนี้นะครับ.
ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 47
อิสรภาพที่แลกมา
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!