"ความจริงไม่ใช่สิ่งที่เราควรไขว่คว้าหามาบูชาเสมอไปหรอกนะคุณธาม... บางครั้ง มันเป็นเพียงเศษกระจกที่บาดมือเราเองให้เลือดไหลรินเสียเปล่า"
น้ำเสียงของมินตราเจือความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมที่มักฉายแววทระนงและพร้อมจะต่อสู้กับคนทั้งโลกในยามนี้กลับไหววูบ สะท้อนเงาของเปลวเทียนสีส้มที่วับแวมอยู่บนโต๊ะไม้สักโบราณ ในห้องสมุดมืดทึบของคฤหาสน์ตระกูลอรรถ กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นผงแห่งกาลเวลายังคงลอยอบอวล แทรกซึมเข้าสู่โพรงจมูกราวกับจะตอกย้ำถึงน้ำหนักของอดีตที่พวกเขากำลังแบกรับ
ธามละสายตาจากรอยจารึกบนแผ่นศิลาโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกอัดอั้นที่ตีตื้นขึ้นมาในอก แววตาของช่างภาพหนุ่มผู้ผ่านมรสุมชีวิตมามากไม่หลบเลี่ยง เขากวาดสายตามองหญิงสาวผู้ยืนอยู่ฟากตรงข้ามของโต๊ะ รอยร้าวระหว่างพวกเขาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา—ความระแวงสงสัย การชิงไหวชิงพริบ และกำแพงแห่งความลับที่ต่างฝ่ายต่างสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง—บัดนี้ได้พังทลายลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง
"แต่ถ้าเราไม่ยอมก้มลงเก็บเศษกระจกพวกนั้นขึ้นมา เราก็ไม่มีวันรู้เลยว่าใครคือคนที่ผลักเราตกลงมาจากหน้าผาในคืนนั้นนะคุณมินตรา" ธามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวลแต่หนักแน่นพอที่จะสะท้อนก้องไปทั่วห้องกว้าง "คุณก็รู้ดีว่าผมไม่ได้ต้องการแค่คำแก้ตัวจากคุณหลวงอรรถ... สิ่งที่ผมต้องการคือความยุติธรรมให้ครอบครัวของผม"
มินตราแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เธอยกมือขึ้นลูบขมับช้าๆ ราวกับพยายามบรรเทาอาการปวดศีรษะที่เรื้อรังมานานหลายคืน
"ความยุติธรรมเหรอครับ... คำนี้มันหรูหราเกินไปสำหรับตระกูลของเรานะคุณธาม" มินตราเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตานั้นสั่นระริก "คุณคิดว่าคุณหลวงอรรถยอมทำทุกอย่างเพื่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เพราะท่านเป็นปีศาจร้ายไร้หัวใจงั้นหรือ? เปล่าเลย... ท่านก็แค่ชายแก่คนหนึ่งที่หวาดกลัวความจริง ว่าตระกูลที่สร้างชื่อเสียงมาหลายชั่วอายุคนกำลังจะพังทลายลงด้วยน้ำมือของคนที่ท่านรักที่สุด... ซึ่งก็คือตัวฉันเอง"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของนาฬิกาลูกตุ้มโบราณที่ดังสม่ำเสมอราวกับเสียงหัวใจของคฤหาสน์หลังนี้ที่กำลังเต้นรัวใกล้หมดแรง
ธามขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะไม้อีกนิด ระยะห่างที่เคยมีลดลงจนเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ เขาสังเกตเห็นรอยฟกช้ำจางๆ ที่มุมปากของหญิงสาว—ร่องรอยจากการปะทะคารมครั้งสุดท้ายกับคุณหลวงอรรถผู้เป็นประมุข ก่อนที่เธอจะตัดสินใจหลบหนีออกมาพบเขาในยามวิกาลเช่นนี้ ภาพนั้นทำให้หัวใจของช่างภาพหนุ่มกระตุกวูบ ความโกรธเกรี้ยวที่เคยมีต่อคนตระกูลอรรถถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าเดิม
"ผมรู้ว่าคุณเจ็บปวด" ธามเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาสุขุมคัมภีร์ของเขาฉายความห่วงใยที่ปิดไม่มิด "และผมก็รู้ว่าคุณแบกรับความลับเรื่องพินัยกรรมฉบับนั้นไว้คนเดียวมานานแค่ไหน... แต่เราไม่ต้องแบกมันไว้ลำพังอีกต่อไปแล้วนะมินตรา"
มินตรานิ่งงัน เปลือกตากระพริบถี่เพื่อสกัดกั้นหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอหน่วย เธอมองหน้าชายหนุ่มผู้ชายที่เธอเคยคิดว่าเป็น "ศัตรู" คนสำคัญในการแย่งชิงความจริง แต่วันนี้ กลับกลายเป็นคนเดียวในโลกที่ยื่นมือเข้ามาในความมืดมิดและไม่ยอมปล่อยมือจากเธอ
"คุณกำลังบอกให้เรา... วางทุกอย่างลงงั้นหรือ?" มินตรากระซิบถามเสียงสั่น รอยยิ้มขื่นๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "วางหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะเอาผิดคุณหลวงอรรถ... วางความแค้นที่คุณรอคอยมาตลอดหลายปีเนี่ยนะ? คุณทำได้จริงๆ หรือคุณธาม?"
ธามไม่ตอบในทันที ชายหนุ่มก้มมองมือของตัวเองที่กำเข้าหากันแน่น ภาพเหตุการณ์ในอดีต—วันที่รถยนต์ของครอบครัวพุ่งตกหน้าฝา เสียงกรีดร้อง และความมืดมิดที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิต—ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ความปรารถนาที่จะล้างมลทินและทวงคืนความยุติธรรมคือเชื้อเพลิงเดียวที่หล่อเลี้ยงให้เขามีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้
แต่วินาทีนี้ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับมินตรา หญิงสาวผู้เปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนความโดดเดี่ยวของเขาเอง ธามก็ตระหนักได้ว่า... เปลวเพลิงแห่งความแค้นไม่ได้ทำให้เขาอบอุ่นขึ้นเลย มันมีแต่จะเผาผลาญหัวใจของเขาให้มอดไหม้ไปพร้อมๆ กับคนที่เขาเริ่มแคร์
"ถ้าการไล่ล่าความจริงครั้งนี้ มันต้องแลกมาด้วยการทำลายชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณ..." ธามเว้นจังหวะ เสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อยแต่ยังคงความหนักแน่น "ถ้าการเอาชนะคุณหลวงอรรถ ต้องแลกกับการที่ผมต้องสูญเสียคุณไปเหมือนกับที่ผมเคยสูญเสียครอบครัว... ผมยอมแพ้ดีกว่าครับ"
คำพูดนั้นราวกับมีน้ำหนักมหาศาลกดทับลงบนบรรยากาศรอบตัว มินตราเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความตกใจฉายชัดในแววตาก่อนจะถูกแทนที่ด้วยคลื่นอารมณ์อันรุนแรงที่ตีรันเข้ามาในอก หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกหน้าอก ไม่มีคำหวานใดๆ ไม่มีคำมั่นสัญญาจากชายหนุ่มชนชั้นสูงผู้เพียบพร้อม แต่ถ้อยคำที่เรียบง่ายและจริงใจของช่างภาพหนุ่มผู้ช่างสังเกตคนนี้ กลับมีพลังมากพอที่จะทลายกำแพงทั้งหมดที่เธอก่อขึ้นมาตลอดชีวิต
"คุณบ้าไปแล้วหรือเปล่า..." มินตราพึมพำออกมา น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินอาบแก้มเนียนอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป "คุณรู้ตัวไหมว่าคุณกำลังพูดอะไรอยู่... นั่นคือความยุติธรรมของครอบครัวคุณนะ!"
"ผมรู้ครับ" ธามก้าวอ้อมโต๊ะไม้สักเข้ามาประชิดตัวหญิงสาว ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่มีเหลือ ชายหนุ่มยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยหยาดน้ำตาบนแก้มของมินตราแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนและทะนุถนอมทำให้หญิงสาวสะท้านเฮือก เธอนิ่งงัน ปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นซึมซับเข้าไปในหัวใจที่หนתเหน็บมาเนิ่นนาน "แต่ความยุติธรรมที่ไม่มีคุณอยู่ร่วมในวันพรุ่งนี้... มันก็ไม่มีความหมายอะไรกับผมอีกแล้วล่ะครับ"
มินตราซบหน้าลงกับอกเสื้อของธามในวินาทีต่อมา ความเข้มแข็งทั้งหมดที่เธอพยายามสวมใส่ไว้เพื่อปกป้องตัวเองพังทลายลงสิ้นเชิง เสียงสะอื้นไห้เบาๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากอกของหญิงสาว มือเรียวบางกำเสื้อผ้าบริเวณหัวใจของเขาแน่น ราวกับกลัวว่าหากเธอปล่อยมือ ชายหนุ่มผู้นี้จะสลายหายไปกับสายลม
ธามโอบกอดร่างที่สั่นเทาของมินตราไว้แนบกาย วงแขนที่แข็งแกร่งโอบล้อมเธอไว้ปกป้องจากความหนาวเหน็บและอันตรายทั้งปวง เขากดจูบลงบนเรือนผมของหญิงสาวอย่างนุ่มนวล ในนาทีนี้ ความขัดแย้งทั้งหมด ความลับอันดำมืดของตระกูลอรรถ และศิลาจารึกโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง กลายเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า พวกเขาได้ตัดสินใจร่วมกันแล้ว—ที่จะก้าวเดินออกจากเส้นทางแห่งความแค้น มุ่งหน้าสู่เส้นทางใหม่ที่แตกต่าง แม้ว่าเบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม
"เราจะไปจากที่นี่ด้วยกัน" ธามกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของเธอ "พรุ่งนี้เช้า... เราจะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา"
มินตราพยักหน้ารับช้าๆ แนบชิดกับอกของเขา เธอลืมตาขึ้นมองผ่านไหล่กว้างของธามไปยังความมืดมิดของมุมห้องสมุด—จุดที่เงาสลัวทอดยาวราวกับปีศาจที่กำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ ความรู้สึกโล่งอกแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับภาระอันหนักอึ้งที่แบกมาครึ่งชีวิตได้ถูกปลดเปลื้องลงเสียที
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบและความหวังครั้งใหม่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของคนทั้งสอง
*กริ๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันเบาหวิว ดังมาจากมุมมืดหลังชั้นหนังสือโบราณ—จุดที่ควรจะไร้ผู้คนและร้างรามานับสิบปี
ธามชะงักกุนซือทันที สัญชาตญาณของช่างภาพผู้ผ่านเหตุการณ์อันตรายมาโชกโชนสั่งการให้เขารวบตัวมินตราไว้ข้างหลังในเสี้ยววินาที ร่างสูงตระหง่านบังร่างของหญิงสาวไว้มิดชิด สายตาคมกริบกวาดมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด
และก่อนที่ใครจะได้ทันเปล่งเสียงใดออกมา... เงาดำทึบสายหนึ่งก็ก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับแสงสะท้อนของปลายกระบอกโลหะสีเงินวาววับที่เล็งตรงมายังศีรษะของพวกเขาอย่างแม่นยำ
"น่าประทับใจจริงๆ... ความรักของคนหนุ่มสาวนี่ช่างงดงามเสียจนน่าขยئแขยง"
เสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น และคุ้นเคยยิ่งกว่าใครดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน คุณหลวงอรรถก้าวออกมาจากเงาไม้วับแวม รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายชรา ในมือถืออาวุธปืนพกสั้นที่พร้อมจะปลิดชีพพวกเขาทั้งคู่ได้ทุกเมื่อ และด้านหลังของประมุขแห่งตระกูลอรรถนั้น... ยังมีเงาร่างของชายฉกรรจ์อีกหลายคนก้าวตามออกมาปิดล้อมทางออกทุกด้านอย่างแนบเนียน
มินตราเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด ใบหน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อตระหนักว่า... พวกเขาไม่ได้เดินหนีพ้นจากกรงข่ายของตระกูลอรรถเลยแม้แต่น้อย
"คุณท่าน..." มินตราครางชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน
ธามขบกรามแน่น มือข้างหนึ่งเอื้อมไปหยิบวัตถุแข็งที่ซ่อนอยู่ข้างเอวอย่างเงียบเชียบ ขณะที่สายตาจ้องมองตรงไปยังปากกระบอกปืนที่จ่อรอความตายอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
โปรดติดตามตอนต่อไป (ตอนจบของเรื่อง)
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่เดินทางร่วมสุขร่วมทุกข์กับตัวละครมาจนถึงโค้งสุดท้ายนี้ด้วยกันนะครับ
ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 48
เส้นทางที่แตกต่าง
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!