ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 46

เศษซากของความทรงจำ

ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
รอยร้าวบนกระจกหน้าต่างบานนั้นไม่ได้เกิดจากแรงกระแทกภายนอก แต่มันปริแตกมาจากความกดอากาศที่สะสมอยู่ภายในห้อง ซึ่งไร้ซึ่งการระบายมานานแรมปี ธามยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโครงสร้างไม้สักทองที่เคยสง่างาม แต่บัดนี้ถูกกัดเซาะด้วยกาลเวลาและคราบเขม่าจากอดีต บ้านหลังเก่าของพ่อแม่ที่ตั้งอยู่ปลายสุดของเขตชานเมืองอันเงียบงัน ไม่ได้ต้อนรับเขาด้วยเสียงหัวอบอุ่นเหมือนในความทรงจำวัยเยาว์ หากแต่ทักทายด้วยกลิ่นอับชื้นของหยาดฝนที่ซึมผ่านหลังคารั่ว และเศษฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างราวกับดวงวิญญาณเร่ร่อน ปลายนิ้วเรียวยาวของช่างภาพหนุ่มสัมผัสลงบนกรอบประตูไม้ที่มีรอยขีดวัดส่วนสูงของเขาเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก รอยขีดเหล่านั้นหยุดลงที่ความสูงหนึ่งร้อยสามสิบเซนติเมตร—ตัวเลขที่ถูกแช่แข็งไว้ตลอดกาล ณ วันที่เปลวเพลิงแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างจนเหลือเพียงเถ้าถ่านในความรู้สึกของเขา "คุณไม่ควรมาที่นี่คนเดียวนะครับ ธาม" เสียงฝีเท้าที่ย่างกรายเข้ามาบนพื้นไม้กระดานที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด พร้อมกับน้ำเสียงคุ้นเคยที่แฝงความห่วงใยของมินตรา ทำให้ธามละสายตาจากรอยขีดนั้น หญิงสาวก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาในห้องโถงมืดทึบ ดวงตาคู่สวยกวาดมองรอบกายด้วยความระแวดระวัง ราวกับเกรงว่าเงาของใครบางคนอาจจะซ่อนอยู่หลังมุมมืด "ผมแค่รู้สึกว่า... ถ้าเราไม่สะสางมันด้วยตัวเอง ความกลัวก็จะคอยตามหลอกหลอนเราไปจนวันตาย" ธามเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาไหววับสะท้อนภาพเปลวเพลิงในอดีตที่ยังคงลุกโชนอยู่ในใจ ในมือของเขาประคองช่อดอกกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ ช่อเล็กๆ ที่ถูกห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลเรียบง่าย มันคือตัวแทนคำขอโทษ และคำอำลาที่เขาไม่เคยมีโอกาสได้เอ่ยต่อหน้าบิดามารดาในวันที่เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งนั้น มินตราเดินเข้ามาใกล้ ชายตามองช่อดอกไม้ในมือของชายหนุ่ม เธอเข้าใจดีว่าความเงียบงันของธามในยามนี้หนักหนาสสาหัสเพียงใด เธอจึงเลือกที่จะไม่ซักไซ้ ไล่เลียงความรู้สึก แต่กลับยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าให้เขาแทน "นี่คือเอกสารที่ฉันหาเจอในห้องทำงานของคุณหลวงอรรถ... ก่อนที่เราจะออกมาจากคฤหาสน์หลังนั้น" เสียงของมินตราเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่กลับมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวเยือกเย็นลงถนัดตา "มันไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ หรือผลประโยชน์ทับซ้อน... แต่มันมีชื่อของพ่อคุณอยู่ในรายชื่อผู้ถือหุ้นชุดแรกสุด ก่อนที่บริษัทจะล้มละลาย" ธามรับซองเอกสารนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทราเล็กน้อย เขาวางช่อดอกไม้สีขาวลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่าที่เต็มไปด้วยหยาดฝุ่น ก่อนจะค่อยๆ คลี่กระดาษแผ่นเหลืองกรอบออกอ่าน ดวงตาคมกวาดมองตัวอักษรที่ถูกพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดโบราณ ลายเซ็นต์ที่กำกับอยู่ท้ายกระดาษนั้น... คือลายมือของบิดาเขาเอง แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือตราประทับลับของตระกูลอรรถศิวา ที่ถูกประทับทับลงบนมุมขวาอย่างจงใจ "ท่านไม่ได้แค่ต้องการซื้อกิจการ..." ธามพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงแหบพร่า "แต่ท่านสร้างสถานการณ์ให้พ่อแม่ของผมกลายเป็นแพะรับบาปในคดีทุจริต เพื่อฮุบทุกอย่าง... รวมถึงที่ดินผืนนี้ด้วย" "ใช่ครับ" น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังแทรกขึ้นมาจากความมืดบริเวณทางเดินด้านนอก ทั้งธามและมินตราสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองยังต้นเสียงพร้อมกัน ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเข้มของคุณหลวงอรรถก้าวพ้นเงากำแพงเข้ามาอย่างช้าๆ ใบหน้าอันเยือกเย็นปราศจากรอยยิ้ม ดวงตาคมกริบกวาดมองความทรุดโทรมรอบบ้านด้วยแววตาสมเพชระคนเย้ยหยัน ในมือข้างหนึ่งของชายชราถือไม้เท้าหัวเงินวาววับสะท้อนแสงสลัวจากหน้าต่าง "ไม่นึกเลยว่าหนูมินตราจะกล้าหาญถึงขนาดแอบพาหลานชายของคนที่ตายไปแล้ว... กลับมาขุดคุ้ยซากปรักหักพังที่ฉันอุตส่าห์ฝังกลบมันเอาไว้เสียสนิท" คุณหลวงอรรถเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่น่าเกรงขามจนน่าขนลุก "คุณหลวง..." มินตราก้าวเท้าขยับมาบังหน้าธามโดยสัญชาตญาณ แม้ใบหน้าจะซีดเผือดแต่แววตากลับแข็งกร้าว "ท่านทำลายชีวิตคนอื่นมามากพอแล้วนะ ทำไมยังไม่ยอมปล่อยวางอีก!" "ปล่อยวางงั้นหรือ?" คุณหลวงอรรถหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและน่ากลัว "ความสำเร็จของตระกูลอรรถศิวะไม่ได้สร้างขึ้นมาจากความเมตตา แต่มันสร้างขึ้นมาจากซากศพของคนที่โง่เขลาและอ่อนแอต่างหาก... เหมือนอย่างพ่อแม่ของเธอไงล่ะ ธาม" ประโยคสุดท้ายพุ่งเป้าไปที่ชายหนุ่มโดยตรง ธามรู้สึกราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เลือดในกายสูบฉีดด้วยความโกรธเกรี้ยว ความสุขุมที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา เขาโยนเอกสารในมือทิ้งลงพื้น ก้าวพรวดเข้าไปประชิดตัวผู้นำตระกูลผู้ทรงอิทธิพลด้วยดวงตาที่แดงก่ำ "แกพรากทุกอย่างไปจากฉัน... พรากครอบครัว พรากอนาคต แล้วยังมีความกล้าพอที่จะมาเหยียบที่นี่อีกอย่างนั้นเหรอ!" ธามตวาดลั่น มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน คุณหลวงอรรถไม่แม้แต่จะถอยหลังหนี รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างน่ากลัว ชายชราเงยหน้าสบตาธามอย่างไร้ความเกรงกลัว ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของทั้งธามและมินตราต้องสะดุดกุนต "แกคิดจริงๆ หรือธาม... ว่าเหตุเพลิงไหม้ในคืนนั้น เป็นฝีมือของอุบัติเหตุจริงๆ?" ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาถูกหยุดนิ่ง ธามชะงักกึก หมัดที่เงื้อขึ้นค้างกลางอากาศ หัวใจเต้นรัวระรัวด้วยความตื่นตระหนกและคำถามนับร้อยที่พรั่งพรูเข้ามาในสมอง ก่อนที่ธามจะได้เอ่ยปากซักถามอะไรเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังขึ้นจากด้านนอกบ้าน เสียงฝหารองเท้าบูทกระทบพื้นไม้ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องทะลุกระจกหน้าต่างเข้ามาจนสว่างจ้า มินตราหน้าถอดสี รีบวิ่งไปแง้มผ้าม่านมองออกไปด้านนอก ก่อนจะหันมาสบตาธามด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด "ธาม... ข้างนอก... ตำรวจล้อมบ้านไว้หมดแล้ว!" คุณหลวงอรรถยิ้มเยาะอย่างผู้เหนือกว่า ชายชราขยับไม้เท้าในมือเบาๆ ก่อนจะกระซิบข้างหูธามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก "ยินดีต้อนรับสู่กับดักชิ้นสุดท้าย... ฆาตกรตัวจริง" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์มาด้วยกันจนถึงบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%