"คุณกำลังโกหกผม... มินตรา"
เสียงของธามเรียบเรื่อย ทว่ามันกลับหนักอึ้งดุจก้อนหินที่ถูกทิ้งลงในบ่อน้ำนิ่งสนิท เขาวางกล้องถ่ายภาพตัวเก่งลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำอย่างเบามือ สายตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้มองไปที่ใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวตรงหน้า แต่มุ่งตรงไปยังรอยเปื้อนสีจางๆ บนแขนเสื้อลูกไม้ของเธอ—รอยที่เป็นคราบดินสีแดงจัดแบบเดียวกับที่เขาพบในห้องใต้ดินของคฤหาสน์เมื่อคืนนี้
มินตราหยุดมือที่กำลังชงชา ก้านช้อนเงินกระทบกับถ้วยกระเบื้องกังไสเกิดเสียงดังเคร้ง เธอไม่ได้สะดุ้งตัว แต่ชะงักไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบางๆ ที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ความจริงเป็นสิ่งที่คุณตามหามาตลอดห้าปีไม่ใช่หรือคะ ธาม... ทำไมพอเจอเข้าจริงๆ คุณถึงดูหวาดกลัวมันนักล่ะ"
"ผมไม่ได้กลัว" ธามลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาทอดทับลงบนร่างของหญิงสาวจนดูเหมือนเขากำลังโอบล้อมเธอด้วยความกดดัน "ผมแค่ไม่คิดว่าคนที่ยืนเคียงข้างผมมาตลอด จะเป็นคนคนเดียวกันกับที่สับสวิตช์ไฟในตอนที่พ่อผมถูกขังอยู่ในห้องนั้นเมื่อยี่สิบปีก่อน"
มินตราวางกาน้ำชาลงช้าๆ เธอเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาหาเขา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิที่เธอโปรดปรานวันนี้กลับรู้สึกฉุนกึกจนน่าสะอิดสะเอียนในความรู้สึกของธาม เธอเอื้อมมือขึ้นหมายจะแตะที่ปกเสื้อของเขา แต่ธามถอยหลังกรูดราวกับถูกของร้อน
"หลักฐานที่คุณมีน่ะ มันเป็นแค่เศษเสี้ยวของจิ๊กซอว์ที่มองผิดมุมนะคะ" มินตรากระซิบ เสียงของเธอสั่นพร่าอย่างจงใจ "คุณเคยถามตัวเองไหมว่า ทำไมคุณหลวงอรรถถึงยอมให้ช่างภาพโนเนมอย่างคุณเข้ามาเหยียบที่นี่ได้ง่ายๆ... คุณคิดว่าเขาใจกว้าง หรือเขาแค่กำลังดูสนุกกับการเห็นหนูที่วิ่งวนอยู่ในเขาวงกต?"
บรรยากาศในห้องโถงเงียบสนิทลงทันที มีเพียงเสียงนาฬิกาลูกตุ้มที่ดังก้องจังหวะหัวใจที่เต้นผิดปกติของธาม เขาพยายามอ่านแววตาของหญิงสาวที่เขาเคยไว้ใจที่สุด แต่มันกลับลึกซึ้งและมืดมิดเกินกว่าจะหยั่งถึง เธอไม่ใช่เหยื่อ และเธอไม่ใช่ผู้ช่วย... เธอคืออะไรกันแน่
"คุณกำลังพยายามจะบอกอะไรผม" ธามเค้นเสียงถาม มือหนากำหมัดแน่นจนสั่น
"บอกว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่ผมกับคุณ หรือคุณหลวงหรอกค่ะ" มินตราโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนลมหายใจอุ่นๆ รดที่ใบหูของเขา "แต่ยังมี 'ใครอีกคน' ที่เฝ้ามองเราอยู่ทุกฝีก้าว... คนที่ต้องการให้เหตุการณ์ในอดีตถูกขุดขึ้นมา เพื่อที่พวกเขาจะได้สังหารคนที่มีชีวิตอยู่ทิ้งไปทีละคน"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดเบื้องหลังประตูบานคู่ที่ปิดสนิท ธามหันขวับไปมอง สัญชาตญาณช่างภาพที่ต้องคอยจดจ้องความเคลื่อนไหวสั่งให้เขาคว้ากล้องขึ้นมาเตรียมตัว แต่สิ่งที่เขาเห็นผ่านช่องว่างใต้บานประตูไม่ใช่เงาของคนใช้
มันคือปลายเท้าของรองเท้าหนังขัดมันที่เขาคุ้นตาเป็นอย่างดี... รองเท้าของคุณหลวงอรรถ แต่มันกลับหยุดนิ่งสนิท ราวกับเจ้าของกำลังยืนฟังทุกคำพูดที่เขาและมินตราเพิ่งสนทนากัน
มินตราหันมาสบตาเขา แววตาของเธอเปลี่ยนจากความอ่อนหวานเป็นความตื่นตระหนกอย่างแท้จริง เธอคว้ามือธามไว้แน่นแล้วกระซิบด้วยเสียงที่แทบไม่ได้ยิน
"อย่าหันกลับไป..." เธอเว้นจังหวะ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ธามต้องหัวใจหล่นวูบ "เพราะคนที่ยืนอยู่หน้าประตูตอนนี้ ไม่ใช่คุณหลวงอรรถที่ยังมีลมหายใจ... แต่เป็นคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่คืนที่คฤหาสน์นี้ไฟไหม้แล้ว"
เสียงกุญแจประตูที่ค่อยๆ ถูกไขดังขึ้น 'แก๊ก' เบาๆ แต่กลับคมชัดในความรู้สึกของธาม ประตูไม้บานยักษ์เริ่มขยับเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นรอยจารึกที่หน้าอกของคนที่ยืนอยู่เบื้องหลัง... รอยจารึกเดียวกันกับที่อยู่ในบันทึกลับของพ่อเขา!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมรักษารอยจารึกแห่งความลับนี้ไปพร้อมกับฟีนิกซ์สีทองครับ
ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 10
ความเปราะบางของความไว้วางใจ
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!