"ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะเก็บกล้องตัวนี้ไว้ในลิ้นชักที่ล็อกกุญแจแน่นหนาที่สุด แล้วลืมไปเสียว่าเคยถ่ายรูปอะไรไว้ในคฤหาสน์หลังนี้"
เสียงทุ้มต่ำของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาเข้มดังขึ้นจากมุมมืดของระเบียงทางเดิน ธามชะงักฝีเท้า มือที่กำลังจะกดเปิดประตูห้องพักสั่นไหวเพียงเล็กน้อย เขาไม่ได้หันกลับไปทันที แต่เลือกที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเป็นกลองรัว
"คุณเป็นใคร" ธามถามเสียงเรียบ พยายามรักษาบุคลิกสุขุมที่เขาสั่งสมมาตลอดชีวิต แม้ในใจจะรู้ดีว่าคนผู้นี้คือหนึ่งในเงาที่ติดตามเขามาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ตระกูลอรรถวดี
ชายคนนั้นก้าวออกมาจากเงามืด แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างบานสูงเผยให้เห็นใบหน้าที่เรียบเฉย ทว่าดวงตากลับคมกริบดุจมีดโกน "ไม่สำคัญว่าผมเป็นใคร สำคัญที่ว่า 'ความอยากรู้อยากเห็น' ของคุณกำลังนำภัยมาสู่ลมหายใจของคุณเอง ธาม"
เขาก้าวเข้ามาใกล้จนธามได้กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นอับของไม้เก่าในคฤหาสน์ ชายคนนั้นวางมือลงบนราวระเบียงไม้สักที่ขัดเงาจนวาววับ "คุณหลวงอรรถท่านเมตตาที่ปล่อยให้คุณเดินลอยไปลอยมาในบ้านหลังนี้ได้นานถึงเพียงนี้ อย่าให้ความเมตตานั้นกลายเป็นโลงศพของคุณเลย"
ธามหันกลับมาเผชิญหน้า สายตาของเขาสบเข้ากับอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ "ถ้าสิ่งที่ผมถ่ายมันไม่มีความหมาย ทำไมต้องกังวลว่าผมจะเอาไปทำอะไร? หรือว่ารอยจารึกนั่น... มันมีอะไรที่มากกว่าแค่เรื่องของคนตาย?"
มุมปากของชายแปลกหน้ากระตุกยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไร้ความอบอุ่น "คนตายไม่พูด แต่คนเป็นที่พยายามขุดคุ้ยความตาย... มักจะจบลงด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง"
เขาลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบพลางก้าวเข้ามาประชิดตัวธามอีกนิด "ถอยไปเสียธาม ก่อนที่คุณจะพบว่า 'เงา' ของอดีตที่พ่อแม่คุณทิ้งไว้ ไม่ได้หายไปไหน แต่มันกำลังรอคอยที่จะดึงคุณลงไปฝังในรอยจารึกนั้นด้วยกัน"
คำพูดนั้นราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจ ธามกำหมัดแน่น พ่อและแม่ของเขาคือปมที่เขามักจะหลบเลี่ยง แต่การที่ชายคนนี้กล่าวถึงอย่างแม่นยำเช่นนี้ บ่งบอกว่าที่ผ่านมาเขากำลังเล่นกับไฟกองโตที่ลุกไหม้มาจากอดีตจริงๆ
"มินตราคงบอกคุณแล้วใช่ไหม ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนนอก" ชายคนนั้นกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก
ธามยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ความคิดในหัวตีรวนไปหมด เขาไม่ได้กลัวตายในความหมายทั่วไป แต่เขากลัวว่าหากเขาถอยตอนนี้ ความจริงเกี่ยวกับพ่อแม่เขาก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านไปตลอดกาล
เขาผลักประตูห้องเข้าไปข้างใน พบมินตรานั่งรออยู่บนเก้าอี้ไม้บุนวม แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงส่องให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล เธอไม่ได้เอ่ยถาม แต่เธอก็รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
"พวกเขาส่งสัญญาณเตือนแล้วใช่ไหม" มินตราถามเบาๆ พลางขยับตัวลุกขึ้นยืน
"ไม่ใช่แค่คำเตือน มินตรา" ธามเดินไปที่โต๊ะทำงาน วางกล้องถ่ายรูปตัวเก่งลงอย่างแผ่วเบา "เขารู้เรื่องพ่อแม่ฉัน... เขารู้แม้กระทั่งสิ่งที่ฉันพยายามจะลืม"
มินตราเดินเข้ามาใกล้ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปแตะไหล่เขา สัมผัสนั้นแผ่ความอบอุ่นสั่นสะเทือนไปถึงความรู้สึกข้างใน "ธาม... ถ้าคุณจะถอย ตอนนี้ยังไม่สายเกินไป คุณหลวงเริ่มขยับตัวแล้ว และเมื่อเขาเริ่มลงมือ มันจะไม่ใช่แค่การข่มขู่ แต่มันคือการกำจัดสิ่งที่ขวางทางออกไปให้พ้นจากวงโคจรของตระกูล"
"ฉันถอยไม่ได้แล้ว มินตรา" ธามหันไปสบตาเธอ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความสับสนกลายเป็นความแน่วแน่ "ยิ่งเขาขู่ ฉันยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่อยู่ในรอยจารึกนั้นคือหัวใจสำคัญของทุกอย่าง พ่อกับแม่ฉัน... อาจไม่ได้จากไปเพราะอุบัติเหตุอย่างที่พวกเขาบอก"
มินตรานิ่งไป แววตาของเธอสั่นไหวราวกับมีความลับที่พยายามจะเอ่ยแต่กลับกลืนลงคอไป เธอเดินไปปิดหน้าต่างที่แง้มอยู่เล็กน้อยเพื่อป้องกันเสียงเล็ดลอด ก่อนจะโน้มตัวลงมาหาธามจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอ
"งั้นฉันจะบอกอะไรคุณอย่างหนึ่ง... สิ่งที่คุณกำลังมองหาน่ะ ไม่ได้อยู่ในรอยจารึกบนผนังหรอกนะ แต่มันถูกฝังอยู่ใน 'ของบางอย่าง' ที่คุณหลวงเก็บไว้ในห้องนิรภัยใต้ดิน"
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิดทำเอาทั้งคู่สะดุ้งตัวโยน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก้าวเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง พร้อมกับเสียงลูกบิดประตูที่ถูกหมุนช้าๆ จากด้านนอกโดยไม่มีสัญญาณบอกกล่าว
มินตราเบิกตากว้าง เธอรีบคว้าข้อมือธามแล้วลากเข้าไปหลบหลังตู้เสื้อผ้าไม้สักขนาดใหญ่ในจังหวะเดียวกับที่ประตูห้องเปิดออกกว้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ชายในชุดสูทสีเทาคนเดิมเดินนำเข้ามาพร้อมกับชายฉกรรจ์อีกสองคนที่ธามไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน สายตาของพวกมันกวาดไปรอบห้องอย่างเย็นชา ก่อนจะหยุดอยู่ที่กล้องถ่ายรูปของธามบนโต๊ะทำงาน
หนึ่งในนั้นหยิบกล้องขึ้นมาแล้วจัดการถอดเมมโมรี่การ์ดออกอย่างใจเย็น ก่อนจะใช้เท้าเหยียบกล้องตัวนั้นจนแตกละเอียดเสียงดังสนั่นท่ามกลางความมืดมิดของห้องที่เริ่มถูกรุกรานด้วยคนของตระกูลอรรถวดีที่ก้าวเข้ามาล้อมรอบตัวห้องไว้หมดทุกทิศทาง
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมรักษารอยจารึกแห่งความลับนี้ไปพร้อมกับฟีนิกซ์สีทองครับ
ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 9
การคุกคามที่เงียบเชียบ
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!