ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 30

ร่องรอยของการฆาตกรรม

ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
"วางมือจากลูกบิดประตูเสีย มินตรา... ถ้าคุณยังไม่อยากเห็นชีวิตใครต้องสูญสิ้นไปมากกว่านี้" เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยไอเย็นเยียบดังขึ้นจากมุมมืดของห้องทำงานเก่าคร่ำคร่า ธามชะงักมือที่กำลังสั่นเทาของมินตราไว้ ก่อนที่เธอจะปลดล็อกบานประตูไม้สักที่ลงอาคมแน่นหนา สิ่งที่อยู่หลังบานไม้นั้นไม่ใช่เพียงแค่เอกสารหรือสมบัติ แต่คือ 'หลุมศพ' ที่ถูกฝังไว้ด้วยความเงียบงันของตระกูลอรรถมานานนับทศวรรษ ธามหันไปส่งสัญญาณให้มินตราถอยออกมา แววตาของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่ มีเพียงความมุ่งมั่นที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เขาหยิบกล้องถ่ายรูปตัวเก่งขึ้นมา สายตาจดจ้องไปที่รอยแยกบนพื้นไม้ใต้พรมผืนหนาที่ถูกเปิดออกเพียงเล็กน้อย กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวสนิมจางๆ ลอยมาปะทะจมูก ทั้งคู่รู้ดีว่านี่คือ 'ร่องรอย' ที่คุณหลวงอรรถพยายามกลบฝังมาทั้งชีวิต "คุณธาม... ถ้าเราเปิดมันแล้ว เราจะไม่มีทางเดินถอยหลังกลับได้อีก" มินตรากระซิบ เสียงของเธอสั่นพร่าขณะกอดกระชับเอกสารบันทึกเหตุการณ์ที่เพิ่งได้มาจากห้องสมุดลับ "เราถอยไม่ได้ตั้งแต่วันที่ครอบครัวผมต้องจากไปโดยไม่มีคำลาแล้วครับ" ธามตอบสั้นๆ ก่อนจะใช้ชะแลงเหล็กงัดแผ่นไม้ออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี เสียงไม้ลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนเสียงโอดครวญของวิญญาณ ทันทีที่แผ่นไม้ถูกเปิดออก ภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ทองคำหรืออัญมณีล้ำค่า แต่เป็นกล่องไม้แกะสลักลวดลายเครือเถาที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนสนิมเกรอะ ภายในนั้นคือนาฬิกาพกสีเงินที่มีรอยบุบ และกุญแจดอกสำคัญที่ธามจดจำได้ดี... มันคือกุญแจเซฟนิรภัยของพ่อเขา ธามหยิบนาฬิกาพกขึ้นมาดู พลิกดูด้านหลังสลักชื่อย่อที่คุ้นตา มือของเขาเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นี่คือหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่มัดตัวคุณหลวงอรรถได้อย่างดิ้นไม่หลุด แต่มันไม่ใช่แค่หลักฐานการฉ้อโกง มันคือหลักฐานการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน "คุณดูนี่สิ" มินตราโน้มตัวเข้ามาดูพร้อมกัน แสงจากไฟฉายเผยให้เห็นคราบสีน้ำตาลเข้มที่ฝังแน่นอยู่กับพื้นไม้ใต้กล่อง "ไม่ใช่แค่ฝุ่น แต่มันคือคราบเลือดที่ถูกพยายามขัดออก แต่ล้างยังไงก็ไม่หมด..." ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคย... เสียงรองเท้าบูทหนังของคนในกองร้อยอารักขาประจำตระกูลอรรถที่ย่างกรายเข้ามาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ธามรีบคว้ากล่องใบนั้นใส่ในกระเป๋าเป้ เขาคว้ามือมินตราไว้แน่น "ทางออกสำรองอยู่ตรงระเบียงหลังห้อง ไปเร็ว!" ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะพุ่งตัวออกไป ประตูหน้าห้องก็ถูกพังเข้ามาด้วยแรงปะทะมหาศาล ร่างสูงสง่าของคุณหลวงอรรถในชุดสูทสีเข้มยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขานิ่งเรียบดุจรูปปั้นหิน ทว่าดวงตากลับฉายแววสังหารที่น่าสะพรึงกลัว ในมือของเขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่ถือถ้วยน้ำชาที่ยังควันฉุยอยู่ "ช่างภาพหนุ่มผู้กระหายความจริง..." คุณหลวงอรรถเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังสนทนาเรื่องสภาพอากาศ "น่าเสียดายที่คนชอบสอดรู้สอดเห็น มักจะหาทางกลับบ้านของตัวเองไม่เจอเสมอ" ธามขยับไปบังมินตราไว้ด้านหลัง เขาจ้องมองศัตรูคู่อาฆาตอย่างไม่ลดละ "คุณหลวง... ความจริงมันไม่มีทางตายไปกับพื้นไม้หรอกครับ เพราะสุดท้ายแล้ว แม้แต่เงาของคุณก็ยังฟ้องว่ามือคุณเปื้อนเลือดแค่ไหน" คุณหลวงอรรถหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาขยับแว่นสายตาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือให้ลูกน้องถอยออกไปครึ่งก้าว "งั้นก็ลองดูสิ ว่าหลักฐานในมือคุณ จะสำคัญไปกว่าลมหายใจสุดท้ายของคนข้างกายคุณหรือไม่" มินตราหน้าถอดสีเมื่อรู้สึกได้ถึงลำกล้องปืนที่จ่อเข้าที่ขมับจากด้านหลัง เธอไม่รู้ตัวเลยว่าลูกน้องของคุณหลวงแอบเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ ธามนิ่งงัน หัวใจเต้นรัวดุจกลองศึก สถานการณ์พลิกผันในพริบตา สิ่งที่เขาถืออยู่ในมือคือความยุติธรรมของครอบครัว แต่สิ่งที่เขากำลังสูญเสียคือชีวิตของคนที่เขาไว้ใจที่สุด "วางกล่องนั่นลง แล้วคุกเข่าซะธาม... ถ้าคุณยังอยากเห็นหน้าหญิงสาวคนนี้รอดออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้" ธามก้มมองกล่องในมือ สลับกับสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแต่ก็แฝงไปด้วยความเชื่อใจของมินตรา เขาตัดสินใจในเสี้ยววินาทีที่ยากลำบากที่สุดของชีวิต เขาไม่ได้วางกล่องลง แต่เขากลับกำมันแน่นจนมือนั้นสั่นเทา ก่อนจะแสยะยิ้มที่ทำให้คุณหลวงอรรถต้องขมวดคิ้ว "คุณหลวงครับ... คุณพลาดไปเรื่องหนึ่ง" ธามกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท "คนที่ตายไปแล้ว เขาส่งข้อความถึงคุณไม่ได้... แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่และพร้อมจะแลกด้วยชีวิต เขามีวิธีเปิดเผยความจริงที่แยบยลกว่าที่คุณคิด" ก่อนที่ใครจะทันได้ขยับตัว ธามก็กดปุ่มส่งสัญญาณที่ซ่อนอยู่ในกล้องถ่ายรูปของเขา แสงแฟลชจากชุดอุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้รอบห้องทำงานก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกัน จนทุกคนต้องหลับตาลงด้วยความแสบตาอย่างรุนแรง และในวินาทีที่แสงจ้านั้นจางลง เสียงไซเรนรถตำรวจก็ดังสนั่นมาจากทางเข้าคฤหาสน์ ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังชะงักด้วยความตกใจ ร่างของชายปริศนาในชุดสีดำสนิทก็พุ่งตัวผ่านหน้าต่างกระจกเข้ามา พร้อมกับคว้าคอของมินตราแล้วลากหายออกไปในความมืดของสวนหลังบ้าน ทิ้งให้ธามยืนตะลึงกับกล่องหลักฐานในมือที่ตอนนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าทันทีเมื่อชีวิตของมินตราแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ขาดสะบั้น! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความบีบคั้นในบทนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ - ฟีนิกซ์สีทอง
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%