"ผมว่าคุณควรหยุดเล่นเกมซ่อนหาได้แล้ว คุณหลวง... การหายตัวไปของมินตราไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เหมือนเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อน"
เสียงทุ้มต่ำของธามดังกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องโถงใหญ่ในคฤหาสน์อรรถบดี ที่ซึ่งเสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงแผ่วเบาตัดกับบรรยากาศอันตึงเครียดของเหล่านายทหารและนักธุรกิจชั้นนำที่กำลังถือแก้วไวน์รอชมการเปิดตัวของตระกูลผู้ทรงอิทธิพล
ธามก้าวออกมาจากเงามืดหลังเสาหินอ่อน สายตาของเขาไม่ได้ฉายแววหวาดเกรงแม้แต่น้อย แม้เสื้อสูทสีเข้มของเขาจะดูแปลกแยกจากชุดทักซิโดหรูหราของแขกเหรื่อในงาน แต่ความสงบนิ่งที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มกลับดึงดูดสายตาของทุกคนให้จับจ้องมาที่จุดเดียว
คุณหลวงอรรถผู้ซึ่งกำลังถือแก้วแชมเปญอยู่นั้น ค่อยๆ วางแก้วลงบนถาดเงินด้วยท่วงท่าเชื่องช้าแต่มั่นคง นัยน์ตาของชายสูงวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนหรี่ลงเล็กน้อย เขามองธามราวกับกำลังมองแมลงตัวหนึ่งที่หลงเข้ามาในใยแมงมุม
"แขกที่ไม่ได้รับเชิญมักจะมีจุดจบที่ไม่น่าพิสมัยเสมอ" คุณหลวงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยอำนาจที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นทันตา "ธาม... ฉันคิดว่าฉันสอนเธอมาดีพอที่จะรู้ว่า อะไรที่ควรค่าแก่การรักษาไว้ และอะไรที่ควรถูกฝังกลบไปพร้อมกับกาลเวลา"
ธามขยับรอยยิ้มที่มุมปาก แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งมิตรภาพ "สิ่งที่ถูกฝังกลบไป มันมีรากเหง้าที่หยั่งลึกเกินกว่าที่คุณคิดครับ คุณหลวง ความลับที่มินตราถือครองอยู่ไม่ใช่แค่เรื่องของตระกูล แต่มันคือหลักฐานที่สามารถทำลายอาณาจักรที่คุณสร้างขึ้นจากคราบน้ำตาของคนอื่นได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส"
ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบของแขกเหรื่อ ธามก้าวเดินเข้าไปหาคุณหลวงทีละก้าว แต่ละก้าวของเขามั่นคงราวกับหยั่งรากลึกบนพื้นหินอ่อน ทุกสายตาจับจ้องราวกับรอดูความพินาศของใครบางคน
"มินตราอยู่ที่ไหน?" ธามถามย้ำ เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและดุดันขึ้น
คุณหลวงอรรถไม่ได้สะทกสะท้าน เขาขยับกายเล็กน้อย เหล่าบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทที่ยืนกระจายตัวอยู่รอบห้องเริ่มขยับเข้ามาล้อมกรอบธามเอาไว้ แต่ชายหนุ่มเพียงแค่ปรายตามองโดยไม่คิดจะหยุดเดิน
"คนเรามักจะเห็นในสิ่งที่อยากเห็น และได้ยินในสิ่งที่อยากฟัง" คุณหลวงแค่นหัวเราะ "เธอคิดว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของฉัน จะกล้าแปรพักตร์ไปอยู่ข้างศัตรูที่แม้แต่ชื่อของครอบครัวตัวเองยังจำไม่ได้งั้นหรือ? มินตราไม่ได้หายไปไหน... เธอแค่กำลังทำหน้าที่ของเธออยู่"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากด้านบนของบันไดวนไม้สักที่ทอดลงมาสู่ห้องโถง ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง เมื่อร่างระหงในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มที่ดูสูงส่งและเยือกเย็นค่อยๆ ก้าวลงมา มินตราอยู่ในชุดนั้น ดวงตาของเธอว่างเปล่า ไร้ซึ่งประกายแห่งความอบอุ่นที่ธามเคยคุ้นเคย
หัวใจของธามกระตุกวูบเมื่อสบตากับเธอ
"มินตรา?" เขาร้องเรียก เสียงนั้นสั่นพร่าเล็กน้อย
เธอหยุดยืนอยู่ข้างกายคุณหลวงอรรถ ราวกับหุ่นเชิดที่ไร้วิญญาณ เธอหันมามองธามด้วยสายตาที่เย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็ง "เราไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว คุณธาม... กรุณาอย่าพยายามสร้างเรื่องวุ่นวายในงานเลี้ยงของท่านหลวงเลยค่ะ"
น้ำเสียงของเธอเรียบเฉย ไร้ร่องรอยของความรู้สึกที่เคยมีให้แก่กัน ธามยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง ภาพความทรงจำที่พวกเขาเคยร่วมมือกันสืบหาความจริงในห้องใต้ดินของคฤหาสน์นี้ย้อนกลับเข้ามาในหัว แต่มันกลับขัดแย้งกับภาพตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง
คุณหลวงอรรถยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ "เห็นไหมธาม... ความปรารถนาของเธอมันก็เป็นเพียงแค่เงา ที่ถูกฉายทับด้วยความเป็นจริงที่เธอรับไม่ได้"
มินตราขยับตัวเล็กน้อย เธอหยิบซองจดหมายสีขาวปิดผนึกด้วยครั่งสีแดงจากกระเป๋าถือออกมา แล้วยื่นให้ธามท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ในห้อง
"นี่คือเอกสารสละสิทธิ์การเป็นพยานในทุกคดีความที่เกี่ยวข้องกับตระกูลอรรถบดี" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "ลงชื่อเสียเถอะค่ะ แล้วคุณจะยังมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ได้"
ธามรับซองจดหมายนั้นมา มือของเขาสั่นระริกไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความแค้นที่พุ่งพล่านจนแทบจะควบคุมไม่อยู่ เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมินตรา พยายามมองหาเศษเสี้ยวของ 'ความจริง' ที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากนั้น
และแล้วเขาก็เห็นมัน...
เพียงเสี้ยววินาที มินตรากะพริบตาซ้ำๆ เป็นจังหวะที่เคยเป็นรหัสลับระหว่างพวกเขา—จังหวะที่แปลว่า 'ข้างหลัง'
ธามสัมผัสได้ถึงแรงปะทะหนักๆ ที่ท้ายทอยก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลง ทว่าก่อนที่สติจะหลุดลอยไป เขากลับได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังอยู่ข้างหู ผ่านเสียงเพลงที่เงียบงันไปชั่วขณะ
"ขอบคุณที่มา... แต่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างคุณ"
ทว่าไม่ใช่เสียงของมินตรา... แต่เป็นเสียงของคนที่เขาไม่ควรจะได้ยินในคฤหาสน์หลังนี้อีกแล้ว—เสียงของพ่อเขาเองที่ควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อยี่สิบปีก่อน!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของธามและมินตรามาถึงตอนนี้นะครับ ฟีนิกซ์สีทองสัญญาว่าจะนำพาความเข้มข้นในตอนถัดไปมาฝากทุกท่านอย่างแน่นอนครับ
ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 18
การเผชิญหน้ากลางงานเต้นรำ
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!